เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 ที่อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน และ Migrant Working Group (MWG) ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกันจัดสัมมนาสาธารณะเนื่องในวันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากลปี 2567 โดยอันวาร์ อามิน ตัวแทนผู้อพยพย้ายถิ่นในประเทศไทยกล่าวว่า “คนปกติเกิดมามีเอกสารได้ใช้ชีวิตปกติ แต่คนอพยพย้ายถิ่นอย่างพวกเรา ต้องสู้เพื่อสิทธิขั้นพื้นฐานของตัวเอง”
ทั้งนี้อันวาร์เกิดที่ประเทศคูเวต เขาจำเป็นต้องอพยพจากบ้านเกิดเพราะภัยสงครามคูเวต-อิรัก โดยเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2548 ใช้เวลามากกว่า 10 ปีกว่าจะได้รับสถานะในประเทศไทย ซึ่งเป็นอุปสรรคที่เขาไม่สามารถเข้าศึกษาในโรงเรียน เข้ารับการรักษาพยาบาล และออกไปใช้ชีวิตเฉกเช่นคนทั่วไปได้
ผศ.ดร.จิราพร เหล่าเจริญวงศ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าหากวันหนึ่งประเทศไทยไม่เหลือกลุ่มแรงงานข้ามชาติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคมไทยคือ การขาดแคลนอาหารและราคาอาหารที่จะปรับตัวสูงขึ้น ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมส่งออกอาหารทะเลที่มีมูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนหนึ่งมาจากกำลังแรงงานข้ามชาติจำนวน 160,000 คนที่ลงทะเบียนในระบบ พวกเขาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดังกล่าว
“มีแรงงานข้ามชาติ 6-7 ล้านคนที่มาทำงานในประเทศไทย หากไม่มีพวกเขา เราจะขาดคนทำงานในภาคบริการที่เป็นลูกจ้าง ในภาคก่อสร้างที่ทำงานในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ถ้าแรงงานเหล่านี้มองข้ามไทยและไปทำงานที่เวียดนามหรือมาเลเซีย ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่เศรษฐกิจไม่มีทางเติบโต”ผศ.ดร.จิราพร กล่าว
ในขณะที่ภาคสาธารณสุข ดร.บุษบงก์ วิเศษพลชัย จากสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ ได้อ้างอิงถึงเหตุการณ์ในโลกอินเทอร์เน็ต ที่กล่าวว่าแรงงานข้ามชาติกำลังเข้ามาแย่งพื้นที่ระบบสาธารณสุขไทย โดยเมื่อค้นข้อมูลการฝากครรภ์ในประเทศไทยที่มีทั้งหมด 13 เขตสุขภาพ มียอดการคลอดลูกที่เป็นของแรงงานข้ามชาติอยู่ 15,000 คน ในขณะที่อัตราการคลอดทั้งประเทศอยู่ที่ 500,000 คน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ไม่ได้ทำให้ระบบสาธารณสุขไทยได้รับความเสียหายรุนแรงอย่างที่เข้าใจกัน
“มันคือการพยายามทำให้เกิดความเป็นอื่นเพื่อหาแพะรับบาป ซึ่งแพะรับบาปที่ดีที่สุดคือกลุ่มคนที่ไม่สามารถส่งเสียงได้ก็คือกลุ่มแรงงานข้ามชาติ” ดร.บุษบงก์กล่าว
ศ.เกียรติคุณ ดร.อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความสำคัญของการโยกย้ายถิ่นฐานว่า ในวันที่ประเทศไทยกำลังจะสูญเสียประชากร 34% เมื่อสิ้นศตวรรษที่ 21 นับเป็นการลดลงของประชากรมากที่สุดในโลกรองจากประเทศญี่ปุ่น สาเหตุมาจากการที่อัตราการเจริญพันธุ์รวมหรือ Total Fertility Rate (TFR) ของประเทศมีค่าเท่ากับ 1.08 นั่นหมายความว่า ณ วันนี้ผู้หญิงหนึ่งคนจะให้กำเนิดบุตร 1.08 คน ซึ่งการทดแทนประชากรนั้นค่า TFR ต้องอยู่ที่ 2.1
ดร.อภิชาติได้เสนอแนวทางสร้างสมดุลจำนวนประชากรว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าประชากรปีละ 250,000 คน รวมทั้งการให้สัญชาติกับกลุ่มผู้ไม่ได้มีสัญชาติไทย ผู้ลี้ภัยและบุตรแรงงานข้ามชาติ ซึ่งในวันนี้สังคมไทยต้องก้าวข้ามอุปสรรคในเรื่อง xenophobia หรือความเกลียดกลัวต่างชาติให้ได้
ขณะที่ ดร.ขวัญฤทัย ศิริพัฒนโกศล จากสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) กล่าวว่าธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนคือเรื่องที่ต้องไปควบคู่กัน ธุรกิจในเครือของเจริญโภคภัณฑ์ มีการจ้างงานแรงงานข้ามชาติอยู่ทั้งสิ้น 15,000 คนทั่วประเทศ การตรวจสอบสถานะด้านสิทธิมนุษยชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็พบอุปสรรคจากกระบวนการจัดหาแรงงานข้ามชาติของรัฐที่มีความซับซ้อนและไม่โปร่งใส ทำให้กลุ่มแรงงานข้ามชาติมีเงื่อนไขการทำงานที่แตกต่างไปจากแรงงานไทย
“การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านแรงงานข้ามชาติมีผลกระทบต่อองค์กรอย่างมาก อยากจะฝากภาครัฐจะทำอย่างไรให้นโยบายแรงงานข้ามชาติมีความชัดเจนมากกว่าทุกวันนี้” ดร.ขวัญฤทัย กล่าว
ซอ ยิน ตัวแทนแรงงานข้ามชาติภาคการเกษตรจาก จ.ลำพูน กล่าวว่าพยายามทำตามนโยบายของรัฐที่เป็นมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2547 แต่ทำไมภาครัฐจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการต่ออายุการทำงานไปเรื่อยๆ ทำให้แรงงานและนายจ้างต้องสูญเสียเวลาและค่าใช้จ่ายที่สูงมาก รวมทั้งระบบการยื่นเอกสารที่แม้จะเปลี่ยนมาใช้แบบออนไลน์ แต่ระบบก็ล่มและปิดปรับปรุงอยู่ตลอด
“อยากฝากถึงรัฐบาลว่า แรงงานข้ามชาติคนหนึ่งเวลาไปต่ออายุการทำงาน ต้องไปกรมจัดหางาน ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล ไปทำพาสปอร์ตที่สถานทูต ไปสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการปกครองเพื่อจัดทำทะเบียน มันมีกระบวนการเยอะมากกว่าเราจะสามารถกลับไปทำงานได้”ซอ ยิน กล่าว





