
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 ‘อู มิน’ แรงงานชาวพม่า ได้สัมภาษณ์กรณีที่สภาบริหารแห่งรัฐ (The State Administration Council -SAC)พม่า บังคับชายชาวเมียนมาอายุระหว่าง 18-35 ปี ห้ามเดินทางออกนอกประเทศด้วยหนังสือเดินทางประเภท PJ (Passport Job) ส่งผลชาวพม่าที่ต้องการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ว่ากฎหมายเกณฑ์ทหารได้มีการบังคับใช้โดย SACมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2024 แต่ในขณะนี้สถานการณ์ในพม่ามีการบังคับเกณฑ์ทหารที่เข้มงวดขึ้น ทำให้สิทธิในการเดินทางออกนอกประเทศจากภายในพม่าถูกคุมเข้มมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ตอนนี้คนที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 35 ปี ถูกห้ามไม่ให้ทำงานต่างประเทศ บางคนที่มีหมายเรียกเกณฑ์ทหารถึงขั้นถูกปฏิเสธไฟล์ทบิน ห้ามไม่ให้เดินทางออกจากสนามบิน บางโรงงานในประเทศไทยได้ขอให้คนงานพม่าเซ็นสัญญาว่ายอมรับการส่งตัวกลับคืนประเทศพม่า หากมีหมายเรียกเกณฑ์ทหาร ผมรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งกับเพื่อนร่วมชาติในตอนนี้ เรากำลังเผชิญกับความยากลำบากหลายอย่าง ทั้งคนที่อยู่บ้านในพม่า และผู้ที่มาอยู่ในประเทศไทยก็ประสบปัญหาทุกด้าน ตั้งแต่ความมั่นคงไปจนถึงอาหารและที่พัก ตอนนี้ประเทศไทยก็เข้มงวดต่อพลเมืองเมียนมาร์มาก บางพื้นที่พวกเราถูกห้ามออกจากบ้านหลัง 3 ทุ่ม พวกเราต้องเผชิญกับความเลวร้ายมากขึ้น”อู มิน กล่าว
ขณะที่นายสมพงค์ สระแก้ว ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) กล่าวว่า รัฐบาลเมียนมาร์พยายามห้ามประชาชนชาวพม่าการออกไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะการจำกัดแรงงานในวัยทำงาน โดยไม่ให้เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย เพราะรัฐบาลเมียนมาร์ต้องการเพิ่มกำลังทหารในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายมองว่าแนวทางนี้ไม่ได้รับการเห็นชอบจากประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องการบังคับเกณฑ์ทหารและการห้ามการเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าสาเหตุหนึ่งมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในประเทศพม่า ส่งผลให้ประชาชนต้องหันไปหางานในต่างประเทศเพื่อความอยู่รอด
“ปัญหาทางเศรษฐกิจและสภาพชีวิตที่ยากจนในพม่า ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะกับคนที่ขาดแคลนรายได้หรือไม่มีที่ทำกินเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงทุกกลุ่มในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน นักศึกษา หรือแม้แต่คนทำงานในภาคธุรกิจ ทุกคนต่างประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำให้หลายคนต้องหาทางออกโดยการย้ายถิ่นเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งถือเป็นทั้งประเทศต้นทางและปลายทางสำหรับผู้ที่กำลังพยายามหาทางรอดจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและการบังคับทหารที่เป็นปัจจัยสำคัญ”ผู้อำนวยการ LPN กล่าว
นายสมพงศ์ กล่าวว่า ประเทศไทยในฐานะเป็นประเทศที่รับทั้งแรงงานที่เข้ามาถูกต้องและไม่ถูกต้องนั้น จำเป็นต้องปรับแนวทางในการจัดการปัญหาดังกล่าวใหม่โดยเฉพาะในแง่ของมนุษยธรรม การใช้กฎหมายในการจับกุมแล้วผลักดันกลับไปยังประเทศต้นทางไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสม เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาพื้นฐานได้จริง ๆ การมองว่าประเทศต้นทางนั้นมีปัญหาที่แตกต่างจากประเทศที่ไม่มีปัญหาทางการเมือง เช่น กัมพูชาก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ที่คนเหล่านั้นเผชิญอยู่ การจัดการด้วยความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจจะเป็นทางออกที่ดีกว่าในระยะยาว

“การจับและส่งกลับแรงงานพม่ากลับไปยังประเทศต้นทางเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและต้องพิจารณาในหลายมิติ ในแง่ของกฎหมาย การส่งกลับแรงงานจากกัมพูชาอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะสถานการณ์ในประเทศกัมพูชาไม่ได้มีความขัดแย้งทางการเมืองหรือมีภัยคุกคามชีวิต แต่สำหรับผู้ที่มาจากพม่านั้น ต่างออกไป เพราะมีความกังวลเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติจากรัฐบาลพม่าหรือถูกบังคับให้เป็นทหาร หรือแม้กระทั่งถูกจับส่งไปที่อื่น ซึ่งอาจหมายถึงชีวิตที่ตกอยู่ในอันตราย ในสถานการณ์ปัจจุบันผู้ที่หนีจากเมียนมาร์มักมองว่า การเดินทางมาไทยเป็นทางเลือกเดียวที่จะรอดชีวิต แม้ว่ารัฐบาลไทยจะเปิดโอกาสให้ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวใหม่ รวมทั้งผู้ที่มีเอกสารหมดอายุ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการขึ้นทะเบียนแบบถูกต้อง แต่ผู้ที่เข้ามาใหม่ยังที่ยังไม่มีใบอนุญาตการทำงาน คงเผชิญกับความยากลำบากในการหางานและยังต้องหลบซ่อนตัวเพื่อทำงานซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อระบบแรงงานและเศรษฐกิจ”นายสมพงศ์กล่าว
ด้านน.ส.เอม(นามสมมุติ) แรงงานหญิงชาวไทใหญ่ กล่าวว่า กระบวนการลงทะเบียนและขออนุญาตทำงานในประเทศไทยเต็มไปด้วยขั้นตอนที่ซับซ้อนและค่าใช้จ่ายที่สูง ขณะนี้กระบวนการกำลังอยู่ในขั้นตอนพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งยังไม่ได้เสร็จสมบูรณ์ และได้เพียงแค่ใบ Name List เท่านั้น ในระหว่างขั้นตอนนี้ต้องไปตรวจสุขภาพ 6 โรคที่โรงพยาบาลตามที่กำหนด โดยปกติแล้วควรไปตรวจแค่ครั้งเดียว แต่ต้องไปถึง 2 หรือ 3 ครั้ง ทำให้เกิดความยุ่งยากและเสียเวลาเป็นอย่างมาก และผลตรวจสุขภาพก็ยังไม่ได้รับการยืนยันทันที ต้องรอผลการตรวจอีกประมาณ 3 วันเพื่อจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ กระบวนการขอใบอนุญาตทำงานก็ไม่ต่างกัน หลังจากที่ตรวจสุขภาพเสร็จสิ้นแล้ว ยังต้องรอการอนุมัติจากสถานทูต ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ หลังจากนั้นจึงจะสามารถยื่นเอกสารต่างๆ ต่อเพื่อขอใบอนุญาตทำงาน ซึ่งทำให้หลายคนรู้สึกกังวลเกี่ยวกับระยะเวลาและความไม่แน่นอนของกระบวนการนี้
น.ส.เอมกล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งยากลำบากคือ ค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับในการดำเนินการทั้งหมด โดยรวมแล้วแต่ละคนต้องจ่ายไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ซึ่งรวมถึงค่าตรวจสุขภาพ ค่าธรรมเนียมต่างๆ และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการในกระบวนการที่ยืดเยื้อทำให้ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ถึง 20,000-30,000 บาทต่อ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ทำให้แรงงานข้ามชาติหลายคนต้องกู้ยืมเงินหรือหาทางหาเงินจากญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง กลายเป็นภาระที่หนักหน่วง บางคนต้องเป็นหนี้สินเพียงเพื่อขอใบอนุญาตการทำงานแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น“แม้ว่าจะเป็นโอกาสที่ดี แต่การต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงและกระบวนการที่ซับซ้อนทำให้เราเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่อยากขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อไม่รู้ว่าจะสามารถทำทุกขั้นตอนได้สำเร็จหรือไม่ เรายังมีปัญหาด้านการศึกษาของลูกๆ ที่ต้องดูแล หลายครอบครัวต้องเจอกับปัญหาทางการเงินที่ยากลำบาก สิ่งที่ต้องการที่สุดในตอนนี้คือขอให้กระบวนการต่างๆ คล่องตัวและไม่ซับซ้อนเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดภาระและความเครียดจากการดำเนินการที่มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานาน” น.ส.เอมกล่าว
“แม้ว่าจะเป็นโอกาสที่ดี แต่การต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงและกระบวนการที่ซับซ้อนทำให้เราเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่อยากขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อไม่รู้ว่าจะสามารถทำทุกขั้นตอนได้สำเร็จหรือไม่ เรายังมีปัญหาด้านการศึกษาของลูกๆ ที่ต้องดูแล หลายครอบครัวต้องเจอกับปัญหาทางการเงินที่ยากลำบาก สิ่งที่ต้องการที่สุดในตอนนี้คือขอให้กระบวนการต่างๆ คล่องตัวและไม่ซับซ้อนเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดภาระและความเครียดจากการดำเนินการที่มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานาน” น.ส.เอมกล่าว