13913035674_6196f39a52_b

ในเขตมณฑลคีรี ประเทศกัมพูชา ดูไม่ครึกครื้นเหมือนในเมืองใหญ่มากนัก แต่เสียงบีบแตรดังไล่ตามหญิงชราโพกผ้าขาวม้าแบกตะกร้าบนหลังของเธอทำให้บรรยากาศสงบดูวุ่นวายมาทันที ป้ายรถที่ขึ้นทะเบียนชัดเจนเป็นภาษาอังกฤษว่า Bunong มาจากพนมเปญ บอกถึงช่วงเวลาว่างของคนเมืองที่กลับมาสู่บ้านเกิดและพักผ่อนในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของมณฑลคีรี ทว่าสำหรับยายชาวพนงแล้ว เสียงแตรดังเป็นเหมือนส่วนเกินที่รบกวนเธอจนต้องหลบหลีกครั้งแล้วครั้งเล่า


“ตกใจ” หญิงชราหันมาพูดกับเรา ทันทีที่เสียงแตรรถคันสุดท้ายเงียบหายไป


ตลอดเส้นทางเข้าน้ำตกบุศรา ชาวพนงหลายสิบชีวิต นั่งขายของริมทางเท้า บางคนสื่อสารภาษากัมพูชาไม่ได้ สินค้าแทบขายไม่ออก กระนั้นชาวพนงยังไม่เคยคิดยอมแพ้ ยังคงตั้งหน้าทำงานต่อไป ทั้งขายของและเล่นดนตรีแลกเงิน

ดูภาพทั้งหมด
คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพทั้งหมด


สัญชาตญาณดังกล่าวตรงกับข้อมูลจากบิล เฮรอด (Bill Herod) ผู้อำนวยการองค์กรพัฒนาเอกชนเล็กๆ ที่ชื่อว่า บุนง เพลส (Bunong Place) ในเมืองแสนมโนรมณ์ ที่ระบุว่าเชื้อชาติพนงเป็นชาติพันธุ์ที่มีนิสัยขี้กลัว ขี้อาย และรักความสงบเหมือนกับชาวเขาในประเทศไทยและลาว พวกเขาพยายามปลีกตัวจากสังคมวุ่นวาย โดยชาติพันธุ์พนงในมณฑลคีรีมีจำนวนมากกว่า 30,000 คน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้น้ำตกบุศรา ซึ่งเป็นชาวพนงจริงๆ จะอยู่ตามริมทางเดินลงไปชมน้ำตก หากินด้วยการค้าขายพืช ผัก ผลไม้ เช่น พริกไทย กล้วย น้อยหน่าป่า อโวคาโด  เช่น หมู่บ้านปุลัง ปุลง เป็นต้น ส่วนหมู่บ้านอื่นอาศัยรับจ้างปลูกยางพารา ทำสวน รายได้วันละ 5,000 เรียล หรือประมาณ 30-40 บาทไทย


“เดิมทีชาวพนงจะอยู่กินกับป่า เท่าที่สัมภาษณ์ชาวบ้านมา พวกเขามีบ้านคล้ายกระโจม มุงด้วยหญ้าคา และภายในบ้านจะมีพื้นที่สำหรับเก็บพืชพรรณ อาหารที่ปลูกได้ ชาวพนงปลูกข้าวไร่เหมือนชาวเขาทั่วไป บางส่วนปลูกกาแฟและผักสวนครัวอื่นๆ บางพื้นที่ปลูกยาสูบ แต่การทำเกษตรทุกอย่างเป็นไปเพื่อความอยู่รอด ไม่เกี่ยวกับธุรกิจเชิงพาณิชย์ใดๆ ส่วนการแต่งกายดั้งเดิมของชาวพนง คือ ผู้หญิงนุ่งผ้าถุง กระโจมอก ส่วนผู้ชายมีผ้าพื้นเมืองที่ชาวพนงทอกันเอง แต่ทุกวันนี้ไม่ค่อยพบแล้ว เว้นแต่เทศกาลสำคัญ เช่น แต่งงาน เป็นต้น แต่หากจินตนาการไม่ออกต้องดูนักท่องเที่ยวชาวเมืองที่เข้ามาเที่ยวในน้ำตกบุศราจะแต่งตัวเลียนแบบพนงทั้งสิ้น” บิล อธิบาย


ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวพนงตอนนี้คือ พวกเขาสูญเสียที่ดินให้กับทุนใหญ่จากฝรั่งเศสและเวียดนาม โดยทางการกัมพูชาเปิดสัมปทานป่าให้นักลงทุนทำสวนยางพารา คนพนงเป็นแค่ลูกจ้าง ขณะที่ปัญหาเก่าที่ยังมีบ้างคือ เรื่องการไม่ได้รับบัตรประชาชน และขาดสิทธิในการรักษาพยาบาล องค์กรฯ จึงต้องหารายได้โดยเปิดให้อาสาสมัครชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาวิถีชีวิตชาวพนง ซึ่งในโปรแกรมอาสาสมัครนั้นมีกิจกรรมสอนภาษาอังกฤษและภาษากัมพูชาด้วย เพื่อจะได้ใช้ในการสื่อสารกับชาติพันธุ์พนงในการเก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติม


ผู้เฒ่าชาวพนงหลายคนยืนยันตรงกันว่า ชาติพันธุ์พนงเป็นชาติพันธุ์เก่าแก่ ที่เติบโตมาในเขตมณฑลคีรี และทำเกษตรมายาวนาน ชาวพนงไม่ชอบย้ายถิ่นฐานไปไกล ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนพนงรุ่นเก่าจะไม่รู้จักกรุงพนมเปญ เมืองหลวงที่มีชื่อเสียงของกัมพูชา และชาวกัมพูชามักไม่รู้จักชาติพันธุ์พนง


“ป้าเนิง” หญิงพนงวัย 47 ปีบ้านปุเล เล่าว่า คนแก่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะไม่มีบัตรประชาชน และสื่อสารภาษากัมพูชาไม่ได้ ส่วนคนรุ่นใหม่มีบัตรประจำตัวบ้าง แต่จะระบุสัญชาติเป็นกัมพูชา เชื้อชาติพนง


“ป้าดีใจที่ลูกหลานเรียนรู้ภาษากัมพูชา แต่ป้ากลัวเขาลืมภาษาของเรา ตอนนี้ชาวพนงเริ่มสูญเสียวัฒนธรรมทีละอย่าง เช่น ไม่กล้าแต่งกายแบบดั้งเดิม เพราะจะดูแปลกในสายตากัมพูชา ไม่มีใครเรียนทอผ้าพื้นเมืองเพราะไม่มีรายได้เข้ามา ทางการไม่สนับสนุนอะไรเลย รายได้คนพนงจึงต่ำกว่าคนเชื้อชาติกัมพูชา” ป้าเนิงระบายความในใจ


มิใช่แค่พนงในพื้นที่ท่องเที่ยวเท่านั้นที่ประสบปัญหาด้านการกดขี่ทางสังคมของกัมพูชา แต่ไกลจากเมืองแสนมโนรมณ์ไปทางชายแดนเวียดนามประมาณเกือบ 20 กิโลเมตร ยังมีอีก 3 หมู่บ้านรวมเรียกว่าชุมชน ดักดำ (Dak Dam) ได้แก่ หมู่บ้านปูเลส์ ปูแอะห์ ปูเตรง ที่ยังหลงเหลือความเป็นชาติพันธุ์อยู่บ้าง โดยปีใหม่ที่ผ่านมาชาวพนงใน 3 หมู่บ้านรวมกันฉลองปีใหม่ด้วยการนำข้าวหมัก (กัมพูชาเรียกว่า สราบาย ส่วนพนงเรียกว่า “ละแว”) ที่เก็บไว้นานแรมเดือนมาดื่มร่วมกัน ทั้งหนุ่ม สาว ร่วมผลัดกันดื่มและร่วมอวยพรญาติผู้ใหญ่อย่างคึกคัก เว้นแต่ “ดาล” ครูหนุ่มของโรงเรียนดักดำ ที่ล้มป่วยเพราะเพิ่งถูกงูกัดก่อนปีใหม่ เขาใช้เวลาเดินทางเข้าเมืองแสนมโนรมณ์เพื่อขอยามารักษาอาการแต่มิอาจทำให้ครูดีขึ้น แม้หลายคนแนะนำให้ไปพบแพทย์ที่เมืองใหญ่ ครูหนุ่มยังคงปฏิเสธเพราะไม่มีเงินและไม่มีบัตรประชาชน จึงทำได้แค่นอนดื่มน้ำร้อนและกินยาตามแพทย์สั่งเท่านั้น


ไม่ใช่แค่สิทธิของชาวพนงในด้านสวัสดิการสังคมเท่านั้นที่เริ่มหายไปจากสังคมกัมพูชา แต่ประเพณีเก่า เช่น การปลูกต้นไม้ข้างบ้านในวันแต่งงานและเข้าเรือนหอของคู่รักยังเริ่มหดหายไปแล้วเช่นกัน ชุมชนดักดำยังดีที่มีต้นไม้แห่งสัญญารักหลงเหลืออยู่บ้าง แต่แนวโน้มการสูญหายเข้าใกล้ชาติพันธุ์พนงทุกระยะ
“กรณีพนงแต่งงานกับคนเมืองอาจไม่ปลูก แต่กรณีพนงแต่งกับพนงด้วยกันเองต้องปลูก เพราะพวกเขาไม่ได้ขนทรัพย์สินเงินทองไปแต่งงานกัน แต่ป่าและต้นไม้คือทรัพย์อย่างเดียวที่พนงมีและพึ่งพาทั้งชีวิต หลังช่วงเวลาการแต่งงานคู่รักจะดูแลต้นไม้ให้ดีที่สุด พร้อมกับการเสี่ยงทายด้วยว่า หากในระยะเวลา 1-2 ปี ต้นไม้เติบโตดีแสดงว่ารักมั่นคง และชีวิตคู่ไปด้วยกันได้ดี หากต้นไม้ตายแสดงว่าอาจไม่มั่นคง ต้องรีบแก้เค็ดด้วยการขอพรจากบรรพบุรุษที่ล่วงลับ หรือไม่ก็พยายามหาปุ๋ยมาบำรุงต้นไม้ให้ดีขึ้น ถือเป็นช่วงเวลาในการเริ่มต้นรักษาทรัพยากรป่าไม้ สมบัติที่อายุยืนยาวที่สุดสำหรับชาติพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันประเพณีนี้เริ่มหายไปแล้ว” สก นัย เจ้าหน้าที่ภาคสนามขององค์กรบุนงเพลสอธิบายสั้นๆ


อีกด้านที่น่าเศร้าของชาวพนง คือ พวกเขาต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในหมู่บ้านเหมือนกับชาวกัมพูชา แต่รายได้ที่เข้ามากลับไม่ได้เป็นไปตามตลาดกลางระบุ เช่น กรณีอโวคาโดที่ชาวพนงปลูกกันในหมู่บ้าน มีราคาเพียงกิโลกรัมละ 2,000 เรียล หรือ 15 บาทเท่านั้น โดยคนที่เข้ามาซื้อเป็นพ่อค้าคนกลางรับไปในราคาต่ำ แต่ขายออกตลาดราคาประมาณ 5 เท่า ราคาอโวคาโดยังต่ำทุกครั้งแม้จะมีฤดูเก็บเกี่ยวแค่ 1-2 เดือนต่อปี และอาศัยเวลาในการปลูกนานถึง 6 ปี กว่าจะได้ผลผลิต  


ขณะที่ผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือนั้น แม้ครั้งหนึ่งชาวพนงเคยถวายให้พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ก็ตาม แต่ทางการกัมพูชาก็ไม่เคยให้ความสำคัญกับการผลิตผ้าทอมือ หรือให้การสนับสนุนทางการตลาดที่ชัดเจนสักครั้ง


“เราไม่รู้จะเริ่มต้นเปิดพื้นที่ชีวิตให้พวกเขาอย่างไร แค่ทำให้คนกัมพูชารู้จักพนงยังยาก ตอนนี้ที่คนพนงต้องการคือ ค่าแรงที่เป็นธรรม และการเปิดตลาดให้ชาวพนงได้มีที่ยืนบ้างก็เท่านั้น อย่างน้อยผ้าทอมือที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวพนงก็ควรมีที่วางแผงขายอย่างชัดเจน ไม่ใช่มองไปทางไหนเห็นผ้าอุตสาหกรรมที่โฆษณาว่าเป็นผ้าของชาวพนง แบบนั้นมันเอื้อธุรกิจใหญ่มากกว่าเอื้อเฟื้อชาวบ้าน” สก นัย ทิ้งท้าย


ขึ้นชื่อว่าชาติพันธุ์ ชนพื้นเมือง ไม่ว่าประเทศใดๆ ก็เผชิญปัญหาไม่ต่างกัน ชาวเขาในประเทศไทยมีชีวิตที่วิกฤติท่ามกลางสิทธิที่ถูกลิดรอนเพียงใด ชาวพนงแห่งกัมพูชาเผชิญชะตาไม่หนีจากกันนัก.

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.