
เมื่อวันที่ 2 เมษายน รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ” กรณีที่ พล.อ.มิน อ่อง หลาย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า จะเดินทางมาร่วมประชุมผู้นำบิมสเทค หรือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation-BIMSTEC) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-4 เมษายน 2568 ที่กรุงเทพมหานคร ว่า หาก พล.อ.มิน อ่อง หลาย ไม่ได้มาร่วมการประชุมเนื่องจากต้องบัญชาการแผ่นดินไหวในเมียนมา ก็อาจมาร่วมทางออนไลน์ตามที่กระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลไทยจัด ซึ่งต้องรอดูว่าวันที่ 3 เมษายนนี้จะเป็นอย่างไร และจับตาดูเรื่องพิธีการและวาระการประชุมว่าจะให้น้ำหนักกับ พล.อ.มินอ่องหลายมากน้อยแค่ไหน
รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ภาพรวมของการประชุมครั้งนี้มีหลากหลายประเด็นโดยเฉพาะการร่วมมือด้านการขนส่งและความมั่นคงทางทะเล ที่น่าจะเป็นประเด็นหลักที่สมาชิกได้มาตกลง โดยนายกรัฐมนตรีอินเดียให้น้ำหนักกับนโยบายปฏิบัติการมุ่งสู่ตะวันออกและมองมาที่เมียนมาและไทย รวมทั้งความสัมพันธ์ไทยกับภูฏาน
“การปรากฎตัวของ พล.อ.มินอ่องหลายต้องระวัง หากไทยให้น้ำหนัก ไทยอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้จากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าและกลุ่มสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่พอใจทหารเมียนมาที่ส่งเครื่องบินรบไปโจมตีพลเรือน ทั้งๆ ที่เพิ่งเกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา”อาจารย์ อธ.ผู้นี้ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินแล้วการเชิญ พล.อ.มินอ่องหลาย มาร่วมประชุมครั้งนี้เป็นผลดีหรือเสียต่อไทยมากกว่ากัน รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ผลดีคือความสัมพันธ์ทวิภาคีของรัฐบาลไทยที่กรุงเทพและรัฐบาลพม่าที่เนปีดอว์ เนื่องจากมีการคุยกันต่อเนื่องระหว่างผู้นำ 2 ประเทศ ล่าสุดมีการปล่อยลูกเรือไทย ซึ่งเป็นผลของการมีช่องทางเชื่อมต่อไปยังศูนย์กลางอำนาจที่เนปีดอว์โดยตรง แต่หาก พล.อ.มิน อ่อง หลายมาร่วมประชุมแล้ว มีการสะท้อนว่าไทยให้น้ำหนักกับความสัมพันธ์ของมินอ่องหลาย ซึ่งเป็นการเสริมภาพลักษณ์ของรัฐบาล พล.อ.มินอ่องหลายในการหาความชอบธรรม อาจทำให้นานาชาติและฝ่ายอื่นๆ อาจไม่พอใจ
“ในเวทีนี้ หากมีน้ำหนักให้ พล.อ.มิน อ่อง หลาย รัฐบาลไทยก็อาจถูกมองในแง่ลบ เราต้องระมัดระวัง จริงๆ แล้วเนื้อหาในวงประชุมนั้น comprehensive คือเป็นประเด็นหลากหลายของกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีเพียง 2 รัฐเท่านั้นที่อยู่รอบอ่าวเบงกอล คือไทยและเมียนมา ผมคิดว่าประเด็นหลักน่าจะอยู่ที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงและ logistics ทางทะเล มีข้อตกลงหรือปฏิญญาที่กรุงเทพ ที่ผ่านมาอินเดียมีนโยบาย look east policy มองไทยและเมียนมาเพื่อเจาะตลาดอาเซียน สมัยคุณทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี)ไทยมีนโยบาย look west policy คือผ่านเมียนมาไปอินเดียและเอเชียใต้ มาวันนี้อินเดียปรับเป็น act east ส่วนของไทยจะมีหรือไม่ต้องดูนโยบายว่ารัฐบาลจะให้น้ำหนักเอเชียใต้อย่างไร”รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว
นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา กล่าวว่า อีกเรื่องคือ นี่เป็นโอกาสที่ท้าทายของไทยว่าจะเป็น connector เป็นตัวเชื่อมประสานได้หรือไม่ ไทยจะเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาพม่า โดยเฉพาะการที่มีอินเดียอยู่ในวงประชุมด้วย เชื่อมกับวงอาเซียนเพื่อแก้ปัญหามนุษยธรรมในพม่ามากยิ่งขึ้น นี่เป็นโอกาสที่สำคัญเลยทีเดียว
“แต่มีจุดพลิกนิดนึงตรงที่ หากไทยให้น้ำหนัก พล.อ.มิน อ่อง หลาย มากเกินไป จะมีเสียงคัดค้าน อย่างน้อยหากจะเชื่อมต่อกับอาเซียน ทางอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ คงไม่พอใจในท่าทีนี้ของไทย แต่ไม่ใช่ว่าไทยจะมีความเสี่ยงมากมายในการบริหารความสัมพันธ์กับทหารเมียนมาอย่างเดียว เพราะอีกปีกหนึ่ง คุณทักษิณ (ชินวัตร บิดาของนายกรัฐมนตรี)ก็น่าจะมีบทบาทสำคัญในวงต่างๆ และต่อกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ในนโยบายของพม่าได้”รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว
อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มธ.กล่าวว่า การเชิญ พล.อ.มิน อ่อง หลาย มาร่วมประชุมในวงบิมสเทคครั้งนี้ ไม่เหมือนวงประชุมของอาเซียน คือในอาเซียนมี code of conduct กีดกันตัวแทนรัฐบาลทหารพม่า ไม่ให้มาร่วมวงการทูตอาเซียน แต่วงนี้ไม่มีข้อจำกัดนั้น และไม่มีการตกลงหรือมีข้อห้ามว่าทหารพม่าเข้ามาไม่ได้ ซึ่งเป็นคุณต่อ พล.อ.มิน อ่อง หลาย เพราะการเข้ามาในวงนี้ช่วยสานความสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ ให้ recognize ทางอ้อมในการสร้างภาพลักษณ์ให้รัฐบาลหาพรพม่า ดังนั้นวงประชุมนี้จึงมีประโยชน์ต่อ พล.อ.มิน อ่อง หลาย
“หาก พล.อ.มิน อ่อง หลาย มาร่วม รัฐบาลไทยต้องระมัดระวัง หากจัดวงคุยในลักษณะนายกฯไทย หรือ ผบ.สส. คุยกับ พล.อ.มินอ่องหลาย แล้วออกสื่อ หรือมีสารัตถะของการตกลงออกมา จะทำให้ภาพลักษณ์ของไทยไม่แป็นกลางในการบริหารความขัดแย้งในพม่า เราต้องรักษาสมดุลกับรัฐบาล NUG (National Unity Government หรือรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ)และอีกหลายกลุ่มแต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่ได้มีข้อจำกัดห้ามผู้นำพม่าเข้าร่วมประชุมวงนี้”รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว
————-



