ศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์
ศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

“การดูแลธรรมชาติไม่ใช่แค่เรื่องของผู้หญิง ไม่ใช่งานเล็ก ๆ ที่ไม่มีความหมาย แต่มันคือการเมืองในชีวิตประจำวันที่รัฐมองไม่เห็น”
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม “วันหยุดเขื่อนโลก” ที่จัดขึ้นริมแม่น้ำมูล ณ บ้านวังสะแบงใต้ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงผลกระทบจากเขื่อนปากมูล ซึ่งดำรงอยู่มากว่า 40 ปี และปัญหาของเขื่อนแห่งนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาอย่างเป็นธรรม จนทำให้เป็นประเด็นที่ฝังลึกอยู่ในชีวิตของชาวบ้านริมแม่น้ำมูล
สิ่งที่ประทับใจและสะเทือนใจที่สุดในวันนั้น คือการได้ฟังเสียงของผู้หญิงในชุมชนหลายคน บางท่านมีอายุกว่า 70 ปี แม้กาลเวลาจะฝากร่องรอยไว้ในร่างกาย แต่แววตาและน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยพลัง ความมุ่งมั่น และศรัทธา พวกเธออยากเห็นแม่น้ำมูลกลับมาไหลอิสระอีกครั้ง ไร้สิ่งกีดขวาง ไร้เขื่อนขวางกั้น เพราะสำหรับพวกเธอ แม่น้ำคือชีวิต คือบ้าน คือความหวังของคนรุ่นต่อไป
การที่ชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นหญิง ชาย เยาวชน หรือกลุ่มหลากหลายอื่น ๆ ลุกขึ้นมาร่วมต่อสู้ต่อเนื่องมานานหลายสิบปี ไม่ใช่แค่การ “อนุรักษ์” ในความหมายแคบ ๆ แต่มันคือการ “ดูแล” (care) ที่ลึกซึ้งกว่านั้น เป็นการดูแลที่มาจากความรัก ความผูกพัน และความรับผิดชอบต่อธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา
การดูแลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เป็นการตั้งคำถามต่อระบบที่เอื้อให้กลุ่มทุนหรือนโยบายรัฐเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรโดยไม่ฟังเสียงของคนในพื้นที่ จึงเป็น “การเมือง” ในอีกแบบหนึ่งคือการเมืองที่อาจไม่อยู่ในรัฐสภา แต่ดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของคนธรรมดา
แม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาไม่ใช่ได้รับผลกระทบแค่ที่ปากมูลเท่านั้น ปัจจุบันมีการสร้างเขื่อนหลายแห่งในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ทั้งในลาว กัมพูชา และเวียดนาม เช่น เขื่อนไซยะบุรี เขื่อนดอนสะโฮง เขื่อนหลวงพระบาง และกำลังจะตามมาด้วยเขื่อนปากแบ่ง เขื่อนภูงอย และเขื่อนบ้านกุ่ม ทุกเขื่อนล้วนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบนิเวศทั้งลุ่มน้ำ และต่อชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมโขง
ชาวบ้านริมโขงในประเทศไทยจึงพยายามลุกขึ้นมาปกป้องแม่น้ำของพวกเขาในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนจดหมายถึงหน่วยงานรัฐ การจัดเวทีให้ความรู้ การรวมกลุ่มจัดกิจกรรม หรือแม้แต่การเดินขบวนในพื้นที่ แม้จะไม่มีทรัพยากรมากมาย แต่สิ่งที่พวกเขามีคือ “พลังแห่งการดูแล” ซึ่งแสดงออกผ่านการกระทำที่ต่อเนื่อง แน่วแน่ และยืนหยัด
พลังนี้ทำให้เราเห็นว่า “การดูแลแม่น้ำ” ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่แค่หน้าที่ของผู้หญิง และไม่ใช่เพียงความห่วงใยในเชิงส่วนตัว แต่คือการประกาศจุดยืนของคนธรรมดาที่ปกป้องสิ่งแวดล้อม ความยุติธรรม และชีวิตของพวกเขาเอง
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกการดูแลธรรมชาติจะถือเป็นการเมืองเสมอไป แต่เมื่อการดูแลนั้นพัวพันกับการต่อสู้กับอำนาจ การปกป้องสิทธิชุมชน หรือการตั้งคำถามกับนโยบายที่กีดกันเสียงของคนเล็กคนน้อย การดูแลนั้นก็กลายเป็น “การเมือง” ไปโดยปริยาย
เพราะฉะนั้น เวลาพูดถึง “การเมือง” อย่าเพิ่งรีบคิดถึงแค่รัฐมนตรี พรรคการเมือง หรือนักเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว เพราะในแนวคิดนิเวศการเมืองแบบสตรีนิยม การเมืองอยู่ในทุกมิติของชีวิต รวมถึงการลงมือปลูกผัก การเฝ้าระวังลำน้ำ หรือแม้แต่การปฏิเสธไม่ใช้สารเคมี
การดูแลแม่น้ำ ป่าไม้ ที่ดิน แมลง ผัก ปลา กุ้ง หอย นก เม็ดทราย ก้อนกรวด หรือห้วยเล็ก ๆ ในชุมชน ล้วนสะท้อนความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ ที่ไม่ได้แยกขาดกันอย่างที่ระบบอุตสาหกรรมหรือทุนนิยมมักทำให้เราเชื่อ
การที่ชาวบ้านริมมูลและริมโขงจำนวนมากเรียกร้องต่อรัฐและกลุ่มทุน ไม่ได้ต้องการแค่ให้หยุดสร้างเขื่อน แต่เขาต้องการให้ผู้มีอำนาจเข้าใจว่า ธรรมชาติคือส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่เพียงทรัพยากรที่ใครก็เข้ามาเอาไปใช้โดยไม่รับผิดชอบ