
เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 ชัชลาวัณย์ เมืองจันทร์ นักกฎหมายจากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ เปิดเผยว่า เครือข่ายกำลังร่วมกันผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิฯและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ตั้งแต่ปี 2562 โดยมุ่งเน้นให้ผู้ให้บริการทางเพศได้รับการยอมรับในฐานะแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย และยกเลิกข้อหาผิดทางอาญาในอุตสาหกรรมนี้ นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังจะสร้างระบบการคุ้มครองที่โปร่งใสและสามารถควบคุมสถานบริการทางเพศได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อยกระดับความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของผู้ให้บริการทางเพศ โดยการรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 รายชื่อเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการกดดันให้กระทรวงพม. ขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้
ชัชลาวัณย์ กล่าวว่า การทำงานร่วมกับกระทรวง พม. ได้มีกระบวนการฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการผ่านขั้นตอนต่างๆ แต่เมื่อร่างนี้เสร็จสมบูรณ์กลับถูกยับยั้งไว้บนโต๊ะของรัฐมนตรี พม. กระทั่งในปี 2567 กระทรวงฯได้ขอขยายเวลาเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนต่อสังคม จนในปี 2568 มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ตัดสินใจปรับปรุงร่างกฎหมายใหม่และเปิดตัวการรวบรวมรายชื่อ 10,000 รายเพื่อเร่งรัดการดำเนินการให้เกิดขึ้นจริง


“การรวบรวมรายชื่อ 10,000 รายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการกดดันให้กระทรวงพม. ขยับและเดินหน้าต่อเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้ ร่างกฎหมายขององค์กร SWING ได้รวบรวมรายชื่อ 10,000 รายชื่อได้สำเร็จ แต่ก็ยังคงถูกดองไว้ ดังนั้นการรวบรวมรายชื่อครั้งนี้จึงหวังว่าจะเป็นแรงกระเพื่อมที่ทำให้เกิดการขยับจากกระทรวงพม” ชัชลาวัณย์ กล่าว
นักกฎหมายจากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ กล่าวว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงที่ท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากมีการพูดถึงโครงการ Entertainment Complex ซึ่งหลายคนมองสถานบริการทางเพศเป็นภาพรวมที่เกี่ยวข้องกับคาสิโน เพราะ Entertainment Complex ไม่ใช่แค่คาสิโน แต่ทำให้นึกถึงสถานบริการต่างๆ ด้วย เพราะคำว่า “complex” มันหมายถึงความครบวงจร ซึ่งไม่ใช่แค่คาสิโน แต่ยังรวมถึงบริการอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดการมองในแง่ลบต่ออุตสาหกรรมภาคบริการ
“เรากำลังเจอกับการต่อต้านอย่างหนักพอๆ กับกระแสต่อต้านคาสิโน ซึ่งมันเป็นช่วงที่ยากลำบากสำหรับเราในการผลักดันร่างกฎหมายนี้” ชัชลาวัณย์ กล่าวและว่า ในขณะเดียวกันร่างกฎหมายฉบับนี้จะยกเลิกข้อหาผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางเพศ โดยสถานบริการทางเพศจะต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย และผู้ประกอบการที่เป็นธุระจัดหาบริการจะยังคงผิดกฎหมาย หากไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด หากใครต้องการดำเนินธุรกิจในภาคนี้ จะต้องจดทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การทำงานในอุตสาหกรรมนี้มีความโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย
“ร่างกฎหมายนี้ยังมีบทบัญญัติในการดูแลความปลอดภัยในการทำงาน เช่น การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการคุ้มครองลูกค้าจากการไม่ตรงตามข้อกำหนดของบริการที่ได้รับ นอกจากนี้การตั้งศูนย์ดูแลและไกล่เกลี่ยในกรณีข้อพิพาทระหว่างผู้ให้บริการทางเพศกับลูกค้าหรือสถานประกอบการเป็นอีกหนึ่ง แนวทางที่มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์เชื่อว่าจะช่วยยกระดับการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ให้ปลอดภัยและมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น การผลักดันร่าง พ.ร.บ. นี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายและสังคมเพื่อยอมรับสิทธิของผู้ให้บริการทางเพศและการคุ้มครองผู้ทำงานในอาชีพนี้อย่างเป็นระบบ”นักกฎหมายผู้นี้กล่าว
ขณะที่ ทันตา เลาวิลาวัณยกุล ตัวแทนพนักงานบริการ กล่าวว่า ควรยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 เพราะตลอด 60 ปีที่ผ่านมากลายเป็นกฎหมายที่ซ้ำเติมผู้หญิงและแรงงานบริการมากกว่าจะปกป้อง โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องการเพียงทำงานหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริต และขอเสนอร่างกฎหมายใหม่ที่เน้นสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองแรงงาน และการจัดเก็บภาษีอย่างถูกต้อง หวังเปลี่ยนระบบที่สร้างความรุนแรงและการคอร์รัปชัน ให้เป็นพื้นที่ทำงานที่ปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี
ทันตากล่าวว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีในประเทศไทยมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 และได้รับการปรับปรุงครั้งสำคัญในปี พ.ศ.2539 โดยอ้างว่าเป็นกฎหมายที่มีเจตนาเพื่อ “หยุดการค้าประเวณี” แต่ในความเป็นจริง การบังคับใช้กลับไม่สามารถทำให้การค้าประเวณีหมดไปได้ และไม่ปกป้องผู้หญิงหรือแรงงานบริการอย่างที่ควรจะเป็น เขาอ้างว่าออกกฎหมายเพื่อเห็นใจคนทำงาน แต่เอาเข้าจริงคือการลงโทษซ้ำสอง ตลอดเวลากว่า 60 ปีที่กฎหมายนี้มีอยู่ในระบบ กฎหมายไม่ได้ช่วยลดจำนวนผู้ให้บริการลงอย่างที่คาดหวัง แต่กลับทำให้ผู้หญิงจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกจับกุม การถูกประจาน และการถูกทำร้ายซ้ำจากระบบกฎหมายที่ไม่เข้าใจบริบททางเศรษฐกิจและสังคม
“การกำหนดให้การค้าประเวณีเป็นความผิดทางอาญา คือการทำลายชีวิตคนทั้งชีวิต เพราะนอกจากจะถูกจับและติดประวัติอาชญากรรมแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของพวกเขา ผู้หญิงที่ทำงานบริการส่วนใหญ่ไม่ได้มีทางเลือกมากนักในชีวิต การทำงานบริการคือทางรอดช่วงหนึ่งของชีวิตที่พวกเธอเลือก และในบางครั้งก็เพื่อเลี้ยงลูก ดูแลครอบครัว และรักษาชีวิตตัวเองให้ไปต่อได้วันต่อวัน ผลพวงทางอ้อมของกฏหมายปรามการค้าประเวณีฯกลายเป็นต้นตอของการคอร์รัปชัน การรีดไถ และความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากสถานบริการไม่ผิดกฎหมาย แต่แรงงานกลับผิดจึงต้องใช้วิธีการใต้โต๊ะเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น เปิดช่องให้เกิดการแสวงหาประโยชน์จากผู้มีอำนาจ ขณะเดียวกัน ผู้หญิงที่ทำงานในภาคบริการก็ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานได้ เช่น หากถูกทำร้าย ล่วงละเมิด หรือเอาเปรียบ ก็ไม่กล้าแจ้งความ เพราะกลัวว่าจะถูกจับเสียเอง” ทันตากล่าว
ตัวแทนพนักงานบริการกล่าวอีกว่า หลังจากความพยายามในการระดมรายชื่อเพื่อเสนอให้ยกเลิก พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบัน ซึ่งสามารถรวบรวมรายชื่อได้ 7,000 คนก่อนจะหยุดไป เพราะเห็นว่าพนักงานบริการถึงจะพ้นผิดแต่ไม่ได้รับการคุ้มครอง เครือข่ายจึงเริ่มหันมาศึกษากระบวนการ “ร่างกฎหมายประชาชน” อย่างจริงจัง แต่เมื่อกระทรวง พม. เริ่มกระบวนการยกร่าง พ.ร.บ. ใหม่ เครือข่ายฯได้เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการร่างอย่างเต็มตัว แต่เมื่อร่างเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2566 กลับไม่มีความคืบหน้าในการผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แม้จะพยายามติดตามตลอดทั้งปี 2567