By Oh ra ra นักข่าวคะฉิ่น
แร่แรร์เอิร์ธ ได้รับความสนใจมากขึ้นนับตั้งแต่จีนหยิบยกเอาแร่หายากนี้มาเป็นข้อต่อรองกับมาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์
ล่าสุดมีข่าวว่ามีการขุดแร่หายากบริเวณรัฐฉานใต้ใกล้พรมแดนไทยซึ่งเป็นพื้นที่ที่กำลังมีปัญหาเรื่องการทำเหมืองทองและปล่อยสารโลหะหนักไหลลงแม่น้ำกกและแม่น้ำสายที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้คนไทย ซึ่งหากในพื้นที่เหล่านี้มีการขุดแร่หายากจริง เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก
ประสบการณ์ในรัฐคะฉิ่นอาจกลายเป็นบทเรียนให้ได้
รัฐคะฉิ่นแล้ว มีการขุดหาแร่แรร์เอิร์ธกันมานานแล้ว โดยหลังจากที่กองกำลังเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army: KIA)ขับไล่ทหารพม่าออกไปได้ KIA ก็ได้เข้าไปดูแลพื้นที่เหมืองต่างๆ
รัฐคะฉิ่นตั้งอยู่ทางตอนเหนือของพม่า เป็นพื้นที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ และทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย อีกทั้งยังตั้งอยู่ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจคือจีนและอินเดีย ทำให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ
ในรัฐคะฉิ่นมีประชากรมากกว่า 1.6 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์คะฉิ่น และมีชาติพันธุ์อื่น ๆ อาศัยอยู่ร่วมกัน ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาธรรมชาติในการดำรงชีพ หลังจากที่พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1948 รัฐคะฉิ่นก็ต้องกลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งทางทหาร
กลุ่มต่อต้านรัฐบาลพม่าที่มีอิทธิพลในพื้นที่คือ กองกำลังเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army-KIA) และองค์กรเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independent Organization-KIO) ซึ่งเริ่มต่อสู้กับกองทัพพม่าตั้งแต่ทศวรรษ 1960 จนกระทั่งมีข้อตกลงหยุดยิงในปี 1994 หลังจากนั้น พื้นที่รัฐคะฉิ่นก็เริ่มกลายเป็นเขตเศรษฐกิจ โดยนักลงทุนจากทั่วประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน เริ่มเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง
โครงการที่โดดเด่นที่สุดคือ เขื่อนมิตซง (Myitsone dam project ) ที่จะสร้างกั้นแม่น้ำอิรวดี ซึ่งต่อมาถูกระงับไปในปี 2011 เนื่องจากการคัดค้านของประชาชน แต่นักลงทุนจีนยังได้พัฒนาโครงการยางพารา การปลูกกล้วยพันธุ์จีนในเขตเศรษฐกิจนานจิน (Nam Jin) ใกล้เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น คือเมืองมิตจีนา (Myitkyina) รวมทั้งโครงการเหมืองแร่ เช่น หยก ทองคำ หินอ่อน แร่หายากหรือแร่แรร์เอิร์ธ (rare earth)
หลังจากกองทัพเมียนมาทำรัฐประหารในปี 2021 ความขัดแย้งและการไร้กฎหมายก็ทวีความรุนแรงขึ้น จีนเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมทำเหมืองแร่หายากอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในพื้นที่ปางวา (Pangwa) ใกล้ชายแดนจีน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (Border Guard Force-BGF) ภายใต้อาณัติของกองทัพพม่า
จีนเริ่มเข้ามาในพื้นที่ปางวาตั้งแต่ปี 2016 และขุดแร่หายากเพื่อส่งกลับไปยังจีน ข้อมูลระบุว่า พม่าติดอันดับ 3 ของโลกในด้านการผลิตแร่หายาก รายงานจากองค์กร Global Witness ระบุว่า ในปี 2018 มีการผลิตต่ำกว่า 10,000 ตัน แต่หลังรัฐประหาร ตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ระหว่างปี 2021–2023 การผลิตเพิ่มขึ้นถึง 40% และมีเหมืองมากกว่า 300 แห่ง ในปี 2023 จีนรับซื้อแร่จากเมียนมาถึง 41,700 ตัน คิดเป็นรายได้ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แร่แรร์เอิร์ธ ที่ขุดได้จากรัฐคะฉิ่น ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานลม โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ แม้ว่าจะอ้างว่าเป็นพลังงานสะอาด แต่การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนในพื้นที่ สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ป่าไม้ ลำธาร และแหล่งน้ำเสื่อมโทรมลง สารเคมีที่ใช้ในการแยกแร่ทำให้ปลาและสัตว์น้ำสูญพันธุ์ และเมื่อคนหรือสัตว์สัมผัสน้ำก็มีพิษ คัน หรือถึงแก่ชีวิต
รายงานของ Global Witness ระบุว่า น้ำจากเขตปางวามีสารเคมีเกินมาตรฐานและมีสารหนูสูง วิธีการขุดคือการเจาะภูเขา เทกรดเข้าไป แล้วรองรับกรดที่ไหลออกมาใต้ดินโดยพบว่าคนงานในเหมืองเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากสารเคมีที่ใช้
สารพิษจากเหมืองยังไหลลงสู่แม่น้ำอิรวดี ซึ่งเป็นแม่น้ำหลัก เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเมียนมา ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับอนาคตที่น่ากังวล อีกทั้งยังมีเหตุการณ์ดินถล่ม เช่นในวันที่ 4 มิถุนายน 2024 ดินถล่มในเหมืองใกล้เมืองปางวา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน และสูญหายกว่า 20 คน
หลังการรัฐประหารในพม่าเศรษฐกิจตกต่ำ คนหนุ่มสาวจำนวนมากจากทั่วพม่าหลั่งไหลเข้าสู่เหมืองแร่แรร์เอิร์ธเพื่อหางานทำ นักลงทุนจีนหาประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมจากสถานการณ์ของพม่า ทั้งการเอารัดเอาเปรียบแรงงานและละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกับแรงงานหญิง มีรายงานของ Myanmar Resource Watch ถึงการคุกคามทางเพศ
องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิทธิสตรี สิ่งแวดล้อม และสิทธิแรงงาน ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ปางวาได้ ทำให้จีนสามารถดำเนินกิจกรรมได้โดยไม่มีการตรวจสอบ กองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ที่รับผิดชอบก็ไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาใด ๆ และสื่อมวลชนก็ถูกห้ามไม่ให้รายงานข่าวในพื้นที่
ในเดือนตุลาคม 2024 กองกำลัง KIO/KIA ได้เข้ายึดพื้นที่ปางวาจาก BGF ทำให้เหมืองแร่แรร์เอิร์ธต้องหยุดชะงัก และจีนก็สั่งปิดด่านชายแดนทั้งหมด อีกหกเดือนต่อมา KIO/KIA ได้อนุญาตให้นำแร่แรร์เอิร์ธส่งออก ได้อีกครั้ง โดยเก็บภาษี 30,000 หยวนต่อหนึ่งตัน (ราว 160,000 บาท) และยังอยู่ระหว่างเจรจากับรัฐบาลจีนเพื่อเปิดด่านการส่งออกอย่างเป็นทางการ
การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธไม่ได้มีเพียงแค่ในปางวา แต่ยังมีในพื้นที่อื่นที่ในอิทธิพลของกองกำลัง KIO/KIA เช่น มันซี (Mansi), โมมอก (Moe Mauk), และลอยเจ (Loi Je) ซึ่งชาวบ้านหลายพื้นที่ได้ออกมาคัดค้านการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ในปี 2023 ที่เขตมันซี และฮาแปรในเขตชิปเว (Chipwi) ก็มีการขุดแร่แรร์เอิร์ธ แต่ชาวบ้านได้คัดค้านอย่างหนัก จน KIO ต้องสั่งระงับโครงการตามเจตนารมณ์ของประชาชน
ปัจจุบัน KIO/KIA ซึ่งควบคุมพื้นที่ผลิตแร่แรร์เอิร์ธทั้งหมดในรัฐคะฉิ่น ถูกเรียกร้องให้ทำเหมืองอย่างมีระบบ ไม่สร้างผลกระทบทางลบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยมีการยืนยันว่าจะจัดทำนโยบายแร่แรร์เอิร์ธ (Rare-earth Policy) เพื่อควบคุมกิจกรรมอย่างเหมาะสม
แม้โลกกำลังเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว แต่ผู้คนมากมายในรัฐคะฉิ่นยังคงเผชิญกับผลกระทบที่หนักหน่วงจากเบื้องหลังของอุตสาหกรรมแร่แรร์เอิร์ธ







