Search

ฝายดักตะกอนแม่น้ำกก ทางออกเฉพาะหน้า หรือยอมจำนนต่อปัญหา

ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง

จากสถานการณ์ปัญหาสารหนูที่ปนเปื้อนในแม่น้ำกก เนื่องมาจากการทำเหมืองทองต้นน้ำ การทำฝายดักตะกอนได้ถูกนำเสนอเป็นแนวทางแก้ไขเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นข้อมูลที่ภาคประชาชนได้รับทราบภายหลังการประชุมร่วมของหน่วยงานต่างๆ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

ข้อเสนอดังกล่าวอาจตีความได้ว่า ความหวังของประชาชนลุ่มน้ำกก น้ำสาย-น้ำรวก และแม่น้ำโขง ในการเจรจายุติปัญหาที่ต้นเหตุคือยุติการทำเหมืองที่ต้นน้ำเป็นไปได้ยาก หรืออย่างน้อยก็ไม่สามารถดำเนินการได้ในระยะเวลาอันใกล้ แม้ว่าการทำเหมืองได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในลุ่มน้ำอย่างร้ายแรง จากสารโลหะหนักที่ไหลมากับน้ำและสะสมในตะกอนดิน กำลังกลายเป็นปัจจัยก่อให้เกิดความเจ็บป่วยและการเสียชีวิต

การไม่รับฟังและไม่ใส่ใจจากกองกำลังว้าและทหารพม่าที่ครอบครองพื้นที่แหล่งต้นน้ำ รวมถึงผู้ลงทุนและประเทศคู่ค้า หรือแม้แต่นักลงทุน นักการเมือง ข้าราชการไทยที่มีส่วนได้ส่วนเสีย อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุนั้นดูเหมือนไม่มีหนทาง ดังนั้นจึงมีแนวคิดทำฝายดักตะกอนเพื่อกักเก็บหางแร่และสารพิษร้ายต่างๆ ซึ่งยังไม่ชัดเจนเรื่องการบริหารจัดการกับตะกอนพิษเหล่านี้

ในขณะที่ประเทศพม่า กองกำลังว้า และนักลงทุนจีนยังคงได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรแร่ธาตุ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ คำถามสำคัญคือ ประชาชนและงบประมาณของรัฐจะต้องแบกรับภาระและความเสี่ยงจากอันตรายที่ควบคุมได้ยากนี้ไปอีกนานเท่าใด และการดักตะกอนจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ รัฐบาลได้หมดสิ้นหนทางในการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรประเทศใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ซื้อแร่รายใหญ่แล้วหรือ?

ประเทศพี่ใหญ่ในภูมิภาคคือจีนที่ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกนักลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปกป้องสิ่งแวดล้อมในประเทศตนเอง แต่กลับปล่อยปละละเลยส่งออกให้นักลงทุนสีเทาออกมาสร้างความเสียหายในประเทศไทยและประเทศย่านนี้

ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา สิ่งที่ปรากฏให้เห็นคือการดำเนินงานตามขั้นตอนระบบราชการของกระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคง ซึ่งไม่ได้รับการตอบสนองและความใส่ใจจากประเทศเพื่อนบ้านเท่าที่ควร เพราะเป็นเพียงการรับส่งเอกสาร และได้รับคำตอบแบบโยนความรับผิดชอบกันไปมาของกลุ่มชาติพันธุ์ว้ากับทหารพม่า เมื่อพิจารณาการทำงานของหน่วยงานภายในประเทศ ทั้งด้านเกษตรกรรม สาธารณะสุข ประมง ทรัพยากรธรณี สำนักทรัพยากรสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสารพิษโลหะหนักที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ และมาตรการป้องกันที่จำเป็น ยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับมุมมองและทัศนคติของหน่วยงานที่รับผิดชอบในด้านต่างๆ

หากรัฐบาลต้องการลดความตื่นตระหนกของประชาชน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ที่เป็นจริงและมีหลักการทางวิทยาศาสตร์อธิบายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ วิธีการดำเนินชีวิตประจำวัน การป้องกันตนเอง การวางแผนการใช้จ่ายและธุรกิจ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ก่อนหน้านี้ มีคำถามสำคัญว่า สารหนูและโลหะหนักหลายชนิดที่มีแนวโน้มสะสมเพิ่มขึ้นนั้นมีต้นกำเนิดมาจากที่ใด ผลการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินอย่างน้อย 2 ครั้ง ในแม่น้ำกก และการเก็บตัวอย่างน้ำเปรียบเทียบจากแม่น้ำสาขาของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) รวมถึงการเก็บตัวอย่างน้ำของการประปาส่วนภูมิภาคหลายครั้งในแม่น้ำสาย แสดงให้เห็นข้อมูลที่มีนัยสำคัญว่า มีโลหะหนักจากเหมืองทองในพื้นที่ต้นน้ำจริง และกำลังมีการสะสมในตะกอนดินและแหล่งน้ำ ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะแพร่กระจายเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในวงกว้างเพียงใด เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ

 การที่ประเด็นนี้ได้รับความสนใจและนำไปสู่ข้อสรุปในวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการตื่นตัวและแรงกดดันของภาคประชาชนในการเรียกร้องหาคำตอบ การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกังวลว่าการเปิดเผยข้อมูลจะทำให้ประชาชนตื่นตระหนก จึงเลือกที่จะไม่เปิดเผยข้อมูล กลับกลายเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการขาดความกระตือรือร้นในการให้ข้อมูลที่ชัดเจนต่อสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ แผนงานและงบประมาณสำหรับการรับมือกับปัญหา

ขณะที่จังหวัดเชียงรายไม่สามารถเสนอของบประมาณในปี 2569 ได้ทัน เนื่องจากปัญหาสารหนูและการสะสมโลหะหนักในแม่น้ำเพิ่งได้รับการยืนยัน ซึ่งเป็นอีกข้อกังวลที่สะท้อนถึงความล่าช้าในการตื่นตัว แท้จริงแล้ว หากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เราอาจจะสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ปี 2567 เป็นอย่างน้อย เนื่องจากแม่น้ำสายเริ่มมีความผิดปกติมาตั้งแต่ปี 2565 ที่เกิดเหตุน้ำท่วมและดินโคลนถล่มในแม่สาย ซึ่งในขณะนั้นเข้าใจกันว่าเกิดจากเขื่อนดินแตก แต่จากการตรวจสอบข้อมูลและยืนยันจากคนในพื้นที่ พบว่าต้นน้ำแม่สายไม่มีเขื่อนดิน แต่มีการทำเหมืองเปิดหน้าดิน ทำให้เกิดดินโคลน

สัญญาณที่สำคัญมีมาตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งน้ำในแม่น้ำสายขุ่นข้นในหล้าแล้ง โดยชุมชนได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงาน สื่อมวลชน และภาคประชาสังคม แต่ผลการตรวจสอบสารโลหะหนักปนเปื้อนในน้ำ จาก สคพ.1 ในขณะนั้น กลับต่ำกว่ามาตรฐาน เพียงแค่ให้มีการเฝ้าระวัง แต่ไม่ปรากฎว่ามีการตรวจต่อเนื่อง ขณะที่การเข้าถึงข้อมูลเป็นไปได้ยากและมีขั้นตอนที่ซับซ้อน

ปลายปี 2567เกิดเหตุน้ำท่วมและดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ใน 5 ชุมชนเขตเศรษฐกิจแม่สาย ซึ่งเป็นปีที่มีน้ำท่วมถึง 8 ครั้ง ความผิดปกติที่ส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่แรกไม่ได้รับการใส่ใจ แม้กระทั่งเมื่อดินโคลนถล่ม และกรมทรัพยากรธรณีได้เก็บตัวอย่างดินตะกอน 5 จุดไปตรวจสอบและพบสารโลหะหนัก แต่กลับไม่มีการตอบสนองในเรื่องการรับมือสารพิษจากโลหะหนัก ที่สำคัญคือการตื่นตัวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่เกิดขึ้น

วิกฤติสภาพแวดล้อมที่คนเชียงราย และคนไทยอีกหลายพื้นที่กำลังเผชิญจากการขุดค้นหาแร่ธาตุในประเทศเพื่อนบ้าน โดยจีนเก็บหัวแร่ไป แล้วทิ้งหางแร่อันเป็นพิษไว้ให้ ยังมีคงเป็นปัญหาต่อเนื่องเพราะแร่ทองคำ แร่หายากหรือแรร์เอิร์ธ เป็นสินค้าส่งไปยังประเทศจีนที่มีปริมาณและมูลค่าสูง โดยเฉพาะภายหลังรัฐประหารในพม่า กลุ่มชาติพันธุ์ต้องการหารายได้ เช่นเดียวกับรัฐบาลทหารพม่า

สถานการณ์การทำเหมืองแร่ที่ขาดความรับผิดชอบและขาดมาตรฐานเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยต้องหามาตรการเชิงรุกในการรับมือ ไม่ใช่คิดเพียงแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การสร้างฝายดักตะกอน แล้วปล่อยให้ประชาชนไทยแบกรับความเดือดร้อนเรื่อยไป

———