
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 นายเซาลอต (Zau Lawt) นักวิจัยอิสระชาวคะฉิ่น ประเทศพม่า ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ” ถึงการทำเหมืองแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่นว่ามีอยู่ไม่น้อยกว่า 300 แห่งโดยทั้งหมดเป็นของชาวจีนและส่งแร่กลับไปยังจีน ซึ่งการทำเหมืองแรร์เอิร์ธได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับธรรมชาติและชุมชนเนื่องจากใช้สารเคมีชนิดร้ายแรงเมื่อปล่อยลงแม่น้ำลำธารทำให้ปลาตาย แม้แต่วัวควายที่กินน้ำพิษนี้ก็ล้มตายด้วยเช่นกัน แม้แต่น้ำบาดาลก็ใช้การไม่ได้หากอยู่ในสายแร่นั้น
นายเซาลอตกล่าวว่า เดิมทีเหมืองแรร์เอิร์ทอยู่ในประเทศจีน ต่อมาเมื่อจีนเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้น ทำให้นักลงทุนจีนพากันมาทำเหมืองในคะฉิ่นแทนตั้งแต่ พ.ศ.2558 เป็นต้นมา โดยแรร์เอิร์ธกลายเป็นส่วนสำคัญในการทำแบตเตอรี่รถและโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งยุทโธปกรณ์ทางทหารในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งจีนกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกจึงสามารถใช้แร่หายากเหล่านี้เป็นเครื่องมือต่อรองกับสหรัฐฯได้
“ในประเทศพม่าไม่มีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมควบคุม เขาจึงทิ้งหางแร่หรือสารมีพิษลงแม่น้ำและธรรมชาติ แต่ที่รัฐคะฉิ่นพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เขาไปทำอยู่ในป่าจึงไม่ค่อยส่งผลกระทบกับชุมชนมากหนัก แต่ทำลายธรรมชาติใหญ่หลวง เช่นเดียวกับที่ต้นแม่น้ำสายและต้นนำแม่น้ำกก เขาทิ้งสารเคมีลงในแหล่งธรรมชาติจนทำให้แม่น้ำปนเปื้อน” นายเซาลอต กล่าว
นักวิจัยชาวคะฉิ่นกล่าวว่า ที่เรามักเห็นในภาพที่เป็นบ่อน้ำกลมๆสีเขียวใสหลายๆบ่อนั่นคือบ่อที่ใช้แช่แรร์เอิร์ธ โดยสารเคมีตัวนี้มีความรุนแรงกว่าปรอทที่ใช้ในเหมืองทอง อย่างไรก็ตามภายหลังรัฐประหารในพม่าและเกิดการการสู้รบระหว่างรัฐบาลทหารพม่ากับกองกำลังเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army- KIA) เหมืองแร่แรร์เอิร์ธได้ตกมาอยู่ในความดูแลของ KIA และได้ปิดไปหลายเดือนและกลับมาเปิดดำเนินการเมื่อ 2-3 เดือนก่อน ดังนั้นกำลังเป็นที่จับตามองว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกติกาเกี่ยวกับการปกป้องธรรมชาติเพิ่มขึ้นหรือไม่
“จริงๆแล้วแรร์เอิร์ธไม่มีความจำเป็นสำหรับชาวคะฉิ่นเลย เราสามารถผลิตอาหารได้เอง ยกเว้นข้าวที่ต้องซื้อจากพม่าหรืออินเดีย จริงๆ แล้วจีนก็ไม่ต้องการให้ฝ่ายปฎิวัติชนะ เขาพยายามสนับสนุนรัฐบาลทหารพม่า แต่รัฐบาลทหารพม่าพ่ายแพ้อยู่เรื่อยๆทำให้ขณะนี้ KIA ยึดครองพื้นที่ได้มากกว่า 50% เชื่อว่าหากรัฐคะฉิ่นเป็นอิสระ จะสามารถออกกฎกติกาควบคุมเหมืองแรร์เอิร์ทได้” นายเซาลอต กล่าว
นักวิจัยชาวคะฉิ่นกล่าวว่า เชื่อว่ารัฐบาลจีนรู้เห็นเกี่ยวกับการทำเหมืองแรร์เอิร์ทที่ทำลายธรรมชาติและชุมชนมาโดยตลอด แต่ทางการจีนเล่น 2 บทบาท เช่นเดียวกับกรณีที่ส่งผู้ช่วยรัฐมนตรีรายหนึ่งมาประเทศไทยเพื่อนำตัวคนจีนที่ทำผิดกฏหมายเกี่ยวกับการต้มตุ๋นออนไลน์กลับประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งจีนก็ได้ประโยชน์จากธุรกิจเหล่านี้ เช่นเดียวกับเรื่องการทำเหมืองแรร์เอิร์ธ ตนไม่แน่ใจว่าหากรัฐบาลไทยไปขอให้ทางการจีนช่วยเหลือ จีนจะช่วยหรือไม่
“คุณใช้โทรศัพท์มือถือ คุณใช้รถยนต์ คุณดูทีวี มันมีแม่เหล็กที่เป็นส่วนประกอบจากแรร์เอิร์ธ คุณหยุดใช้สิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ มันคือคำตอบว่าทางการจีนยอมช่วยคุณหรือไม่ ในเมื่อเขาคือผู้ผลิตรายใหญ่ 70-80% ของโลก” นายเซาลอต กล่าว และว่าแรร์เอิร์ธเป็นไพ่ใบสำคัญที่จีนใช้ต่อรองเรื่องภาษีกับอเมริกา ดังนั้นจึงเป็นเลือกยากที่เขาจะทิ้งไพ่ใบนี้
“ตอนนี้สถานการณ์การปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายไปไกลถึงแม่น้ำโขงแล้ว กลายเป็นเรื่องเหนือการควบคุมของรัฐบาลไทย ดังนั้นควรมีความร่วมมือกับประเทศท้ายน้ำทั้งลาว กัมพูชาและเวียดนามที่สกัดกั้นและหาทางแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้
————-
หมายเหตุ-ภาพจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่





