เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว The Reporters ร่วมกับ สำนักข่าวชายขอบ Transborder News จัดเสวนาออนไลน์เรื่อง “แรร์เอิร์ท-เหมืองพิษ วิกฤตระลอกใหญ่ ลุ่มน้ำโขง” โดยวิทยากรประกอบด้วย น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ จากองค์กรแม่น้ำนานาชาติและเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) นายไบรอัน อายเลอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Stimson Center ซึ่งเป็นองค์กรด้านคลังสมองของสหรัฐอเมริกา ผศ.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ดำเนินรายการโดย น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย
น.ส.เพียรพร กล่าวว่า เป็นเดือนที่ 5 ตั้งแต่บ้านชาวท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ชุมนุมเพื่อให้มีการตรวจสอบน้ำกกที่ขุ่นมาตั้งแต่น้ำท่วมปี 2567 เช่นเดียวกับชาวบ้านริมแม่น้ำสายที่พบว่าน้ำขุ่นมาตลอด จนกระทั่งมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ SHRF และองค์กรต่างๆพบว่ามีการทำเหมืองหลายพื้นที่ในรัฐฉาน แต่จีนปฎิเสธว่าไม่มีคนสัญชาติจีนมาทำเหมือง ขณะที่ประเทศไทยกรมควบคุมมลพิษได้ตรวจสอบคุณภาพน้ำและพบสารโลหะหนักปนเปื้อนอันเกิดจากการทำเหมืองที่ต้นแม่น้ำสายและแม่น้ำกก ซึ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายอาจเป็นเหมือนสถานการณ์ในรัฐคะฉิ่น ทางเหนือของพม่า หากเราไม่มีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเจตจำนงค์แน่วแน่ในการแก้ไขปัญหา เพราะตอนนี้การกระจายตัวของสารโลหะหนักได้ลามไปถึงแม่น้ำโขงแล้ว ซึ่งผลตรวจของกรมควบคุมมลพิษและคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง(MRC) ต่างออกมาตรงกันคือพบสารโลหะหนักเกิดค่ามาตรฐานในแม่น้ำโขง พรมแดนไทยลาว ตั้งแต่ตอนบนของสามเหลี่ยมทองคำไปจนถึง อ.เชียงของ
“สิ่งที่เราต้องพูดถึงตอนนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของเชียงใหม่และเชียงรายแล้ว แต่เป็นลุ่มน้ำโขงตอนบนที่กำลังปนเปื้อนสารโลหะหนัก จุดจบแม่น้ำโขงอาจไม่ใช่เป็นเรื่องปัญหาจากการสร้างเขื่อนแล้ว แต่เป็นเรื่องของสายน้ำที่ปนเปื้อนสารโลหะหนัก ส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งมีชีวิตในแม่น้ำ ตอนนี้พื้นที่ทำเหมืองแร่ได้ขยายลงมาจากตอนใต้ของรัฐว้า มาจนถึงรัฐฉานใต้ติดกับชายแดนไทย” น.ส.เพียรพร กล่าว
ผู้แทนองค์กรแม่น้ำนานาชาติกล่าวว่า การที่รัฐบาลไทยส่งนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯไปเจรจากับเนปิดอว์แล้วจะอย่างไรต่อ เพราะทั้งคู่ก็ได้แค่ตั้งคณะทำงาน ขึ้นชุดหนึ่ง เรื่องนี้ไทยควรมีจุดยืนชัดเจนว่าต้องปิดเหมืองที่เป็นต้นเหตุของการปล่อยสารพิษ ไม่เช่นนั้นสารเหล่านี้จะแพร่กระจายไปเรื่อยๆ เหมือนที่คุณอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมฯ พูดว่าอาจไหลตามแม่น้ำโขงไปถึงทะเลจีนใต้
นส.เพียรพรกล่าวว่า สิ่งที่เราไม่เห็นเลยคือการออกมาให้ข้อมูลจากรัฐบาลที่ตรงไปตรงมาและเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น แม้ปลายปีจะมีประชุมความร่วมมือแม่น้ำล้านช้างแม่น้ำโขง (Lancang Mekong Corporation-LMC) และทราบว่าไม่มีการนำวาระเรื่องนี้เข้าสู่การประชุม ซึ่งเราไม่สามารถรออีกต่อไปได้ โดยจีนมีความเข้มงวดมากในการทำเมืองแร่ในประเทศ แต่กลับปล่อยให้คนจีนเกลุ่มต่างๆ บริษัทย่อยๆทั้งหลายแห่ข้ามพรมแดนมาที่รัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน ทำเหมืองเถื่อนเปิดหน้าดินบนภูเขาทำเหมือนแรร์เอิร์ทโดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายของประเทศพม่า
“ทางการบอกว่าได้หารือกับจีนแล้วหลายครั้ง แต่จีนบอกว่าไม่พบว่ามีบุคคลสัญชาติจีนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแรร์เอิร์ทต้นน้ำกก แต่สิ่งที่เราพบความเสียหายของแม่น้ำสาย แม่น้ำกก แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง หากเรายังไม่มีนโยบายของรัฐบาลไทยที่เข้มแข็งพอ และบอกเขาว่านี่เป็นสิ่งที่ผิดและต้องแก้ไขทันที สถานการณ์ก็คงจะดำเนินการต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ ตอนนี้ลามไปถึงแม่น้ำโขงแล้ว คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงระบุว่าการปนเปื้อนของสารโลหะหนักครั้งนี้เป็นพิษสูงและกระทบความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว ยิ่งหากปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารก็ส่งผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงระบบนิเวศ”น.ส.เพียรพร กล่าว
นายไบรอัน กล่าวว่า ปัญหาเหมืองแรร์เอิร์ทขณะนี้เป็นเรื่องฉุกเฉินที่สุดและร้ายแรงมากกว่าที่เคยคิดไว้ในลุ่มแม่น้ำโขง โดยตนเพิ่งได้ลงพื้นที่และเห็นความรุนแรงของปัญหาและภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้น Stimson Center ได้ผลิตแผนที่ขึ้นมา อยากย้ำว่าเป็นปัญหาด่วนมากที่ต้องรีบนำข้อมูลแจ้งประชาชน เพราะผลตรวจคุณภาพน้ำเห็นว่ามีสารโลหะหนักสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เห็นภัยต่อสุขภาพ และอยู่กับน้ำอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะทุกวันนี้หน่วยงานรัฐยังไม่บอกข้อมูลให้กับประชาชนชัดเจน
นายไบรอันกล่าวว่า ขณะนี้เป็นเพียงช่วงแรกที่เกิดเหตุ จำเป็นต้องมีความรู้อีกมากในการแก้ไขปัญหา ซึ่งจากภาพถ่ายดาวเทียมเราพบเหมืองแรร์เอิร์ทจำนวนมากที่เพิ่งเริ่มที่ริมแม่น้ำหลวย ในรัฐฉานซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำโขง และเมื่อ 6 วันที่แล้วยังพบการเปิดหน้าดินอยู่ซึ่งเป็นพื้นที่ในการดูแลของกองกำลังเมืองลา NDAA มีเหมืองราว 20 แห่งบนภูเขา และจากแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศพบว่าเหมืองแรร์เอิร์ทเกิดขึ้นรวดเร็วมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 57 แห่ง ขณะที่ต้นแม่น้ำกกมีเพียง 2 แห่งก็ทำให้สารโลหะหนักปนเปื้อนลงแม่น้ำเกินค่ามาตฐานแล้ว
นายไบรอันกล่าวว่า หลายองค์กรใช้ภาพถ่ายดาวเทียมอธิบายซึ่งคล้ายกันคือเหมืองแรร์เอิร์ทมักอยู่ใกล้ๆแหล่งน้ำเพราะต้องใช้น้ำชะล้างในกระบวนการทำแร่และทำให้มีสารปนเปื้อนไหลสู่ต้นน้ำลำธาร และเรายังพบว่าเหมืองแร่ที่ทำอยู่ต้นน้ำอิรวดี น้ำสาละวินและน้ำโขง และยังมีการทำเหมืองในลาว รวมถึงลำน้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำโขง ตรงข้าม จ.นครพนม ที่สำคัญคือในประเทศลาวได้มีการส่งเสริมการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ทซึ่งไม่ใช่เหมืองเถื่อน เราจึงอยากรู้ว่าส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง
ผู้อำนวยการภูมิภาค Stimson Center กล่าวว่า จากภาพถ่ายดาวเทียมที่ท่าตอน อ.แม่อาย เมื่อพายุมาได้พัดพาตะกอนพิษเข้ามครอบคลุมในพื้นที่ที่ใหญ่มากซึ่งเป็นที่ราบสำหรับทำการเกษตร นอกจากนี้จากภาพถ่ายดาวเทียมทำให้เห็นว่าพื้นที่น้ำหลากไปถึงไหน และมีพื้นที่ใดที่ปลอดภัยหรือไม่ ที่สำคัญทราบว่ามีการกรวดน้ำผิวดิน และตะกอนดิน แต่ดินที่ใช้ในการเพาะปลูกก็มีความสำคัญมาก
“ขนาดของพื้นที่มลพิษใหญ่มากกว่าที่เคยจินตนาการมา จากการดูภาพถ่ายดาวเทียมจำเป็นต้องตั้งหลักแก้ไขปัญหาทันที เป็นเรื่องใหญ่ของภูมิภาค”นายไบรอัน กล่าว
ผศ.ว่าน กล่าวว่าจากข้อมูลที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา เชียงราย และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จะเห็นได้ว่าค่าสารโลหะหนักสูงเพราะเก็บในช่วงน้ำใกล้หลากเพราะมีการนำพาตะกอนมาด้วย ตะกอนไม่มีการกรองทำให้ค่าโลหะหนักค่อนข้างสูง ทั้งสารหนู ตะกั่ว และแมงกานีส เมื่อเราเอาค่าทั้งหมดที่มหาวิทยาลัยล้านนาและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตรวจ พบว่าช่วงที่น้ำขุ่น พบว่า 80% จะมีปริมาณสารหนูสูงด้วยดังนั้นความขุ่นของน้ำอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสารหนูได้
“กรมควบคุมมลพิษจะแยกสารโลหะหนักตัวต่างๆ เมื่อพบสารหนูก็พูดแต่สารหนู แต่ไม่ได้พูดถึงสารโลหะหนักตัวอื่นๆ เช่น เหล็ก แมงกานีส แคดเมียนม ปรอท จริงๆแล้วมีดัชนีที่สากลยอมรับ คือการนับรวมทั้งหมดคือ HPI ถ้าเกิน 100 แสดงว่าคุณภาพน้ำไม่เหมาะสมสำหรับการดื่มถือว่าเป็นน้ำนั้นมีพมลพิษโลหะหนักในระดับสูงและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จากการคำนวณจะเห็นว่าเกินร้อยเกือบทุกพื้นที่ ทั้งแม่น้ำสายและแม่น้ำกก อยากให้ภาครัฐคิดตรงนี้ด้วย”
ผศ.ว่านกล่าวว่าจากการตรวจพืชผลการเกษตรแม้พบสารโลหะหนักปนเปื้อนไม่เกินค่ามาตรฐานแต่ก็มีค่าจึงอยู่ในระยะที่ต้องระวัง แม่ไม่อยู่ในระยะที่ต้องตะหนกแต่ต้องตระหนักเพราะอาจมีการปลอมปนมากับค่าตะกอนหรือไม่ เพราะในตัวอย่างมีสารโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว และเมื่อเรามาคิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ พบว่าเกิน 1 ซึ่งไม่ดี เราพบว่าเมื่อน้ำเข้าไปถึงที่ใดก็จะเกิดความเสี่ยง โดยที่เสี่ยงมากที่สุดคือชายแดนแม่สาย รองลงมาคือที่ท่าตอน และท่าเรือสามเหลี่ยมทองคำ สังเกตได้ว่าทั้ง 3 พื้นที่รับน้ำแรกของแต่ละพื้นที่
“เมื่อดูข้อมูลว่าโลหะหนักเหล่านี้มาจากที่ไหนได้บ้าง พบว่ามาจากเหมืองแร่ 38 % จากการพังทลายของหน้าดิน 31% การเกษตร 19% และอื่นๆ แต่น่าสังเกตว่าการพังทลายของหน้าดินเกิดจากการทำเหมืองก็ได้ เมื่อรวมๆกันแล้วเป็นไปได้ว่ากว่า 70% เกิดจากการทำเหมือง”ผช.ว่าน กล่าว
ผู้ดำเนินรายการถามว่า กรณีที่พบเหมืองแรร์เอิร์ทมากมายในต้นแม่น้ำโขง จะส่งผลกระทบบานปลายในแม่น้ำโขงหรือไม่ ผศ.ว่านกล่าวว่า มีแน่นอน เราจะทำการตรวจวัดลุ่มแม่น้ำโขงเพราะตอนนี้เรารู้ว่าตรงไหนที่มีจุดเสี่ยง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแม่น้ำโขง แต่มีแม่น้ำสาขาที่มีเหมืองแรร์เอิร์ทอยู่ เราควรมีข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่เหล่านี้ไว้ก่อน
“เราเห็นข้อมูลตะกอนดินที่มีการกระจายเมื่อเกิดน้ำท่วม น้ำท่วมที่แม่สายอาจมีผลกระทบในวงกว้างด้านการเกษตร แต่ยังไม่มีใครเจาะดินมาตรวจเป็นระยะๆ เพื่อให้รู้ว่าอาณาเขตไหนที่ปลอดภัยและตรงไหนที่ไม่ปลอดภัย” ผศ.ว่าน กล่าว
