ผศ.จิราพร เหล่าเจริญวงศ์
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข่าวที่น่ายินดีในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาในความพยายามจองรัฐบาลไทยในประเด็นเรื่องการดูแลการจัดการผู้ลี้ภัย คนจะเป็นเรื่องการมีมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ผู้ลี้ภัยสามารถออกไปทำงานนอกพื้นที่ควบคุม หรือ ที่เรียกกันว่าค่ายผู้ลี้ภัยได้ ต้องชื่นชมในความกล้าหาญของผู้ผลักดันที่จะหลุดออกจากกรอบการมองผู้ลี้ภัยแบบเดิม ๆ คือ ผู้ลี้ภัยเป็นภัยต่อความมั่นคง และหันมามองผู้ลี้ภัยในฐานะทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศ ทว่าภายใต้มติ ครม.ครั้งนี้ (ซึ่งส่วนตัวคิดว่าก็คงมีประกาศการจัดการอื่นๆตามมา) ก็ยังมีข้อกังวลในเรื่องความชัดเจน การดูแลและจัดการกลุ่มผู้ลี้ภัย
สถานะของผู้ลี้ภัย ตามมติ ครม.นี้ พวกเขาเป็นใคร? เป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย แต่เปลี่ยนจากอยู่ภายใต้พื้นที่ควบคุมไปสู่ได้รับการยกเว้นให้อยู่นอกพื้นที่ควบคุมหรือไม่ นั่นแปลว่ายังเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองอยู่ แต่รอเปลี่ยนสถานะเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย ภายใน 1 ปี หรือพวกเขาเปลี่ยนจากผู้ลี้ภัยในค่ายมาเป็นผู้ลี้ภัยในเมืองแทน? ในส่วนนี้พวกเขาก็จะต้องเข้าไปพัวพันกับการจัดการแรงงานข้ามชาติที่มีอยู่เดิม( 3 ล้านคน) และการเปิดให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงานก็ยังไม่ชัดเจน มีปัญหาอื่นอีกมากมาย ทั้งความไม่พร้อมของสถานทูตพม่า ความเสี่ยงที่จะถูกเปิดเผยรายชื่อ ซึ่งผู้ลี้ภัยหลายคนอาจจะไม่มีแหล่งเกาะเกี่ยวกับประเทศต้นทางแล้ว โดยเฉพาะเด็กที่เกิดและเติบโตในค่ายที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประเมินว่ามีประมาณ 47% นอกจากนี้ยังมีเด็กที่มาอาศัยเรียนในค่าย แต่ผู้ปกครองยังอยู่ฝั่งพม่า เด็กกลุ่มนี้จะทำอย่างไร เพราะการเปิดให้ออกมาทำงานจะเป็นการบังคับกลายๆให้เขาหยุดเรียนหนังสือแล้วออกมาเป็นแรงงานหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นเขาจะอยู่ในสถานะอะไร?
การที่มติ ครม.อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยออกนอกพื้นที่ได้ ในส่วนนี้คงต้องตั้งคำถามต่อว่า พวกเขาเดินทางไปไกลได้แค่ไหน เพราะในมติ ครม.เขียนว่าต้องขออนุญาตจากนายอำเภอ หรือ ปลัดที่ได้รับมอบหมาย เขาต้องอยู่ในเขตรัศมีของอำเภอนั้น เช่น สวนผึ้ง ท่าสองยาง อุ้มเปี้ยม สบเมย อ.เมือง หรือสามารถเดินทางข้ามอำเภอ ข้ามจังหวัดได้ และเอกสารที่ต้องใช้รับรองมีอะไรบ้า และจำเป็นต้องมีผู้ส่งจดหมายเพื่อให้ผู้ลี้ภัยเดินทางออกนอกพื้นที่ด้วยหรือไม่?
การตรวจสุขภาพแรงงานและการทำประกันสุขภาพ เห็นด้วยว่าควรต้องทำซึ่งเป็นประโยชน์กับตัวผู้ลี้ภัยเองในการป้องกันและติดตามควบคุมเรื่องโรคต่างๆ แต่ควรส่งหน่วยงานหรือบริษัทเอกชนที่ทำประกัน เข้าไปทำ one-stop service ในค่ายเลยหรือไม่ ซึ่งหากให้ผู้ลี้ภัยออกมาทำเองข้างนอก ก็จะวนกลับไปปัญหาก่อนหน้าคือ ต้องขออนุญาตออกนอกพื้นที่ ซึ่งก็มีความล่าช้าและผู้ลี้ภัยเองก็อาจต้องพึ่งพานายหน้าที่จะพาพวกเขาไปทำ เพราะไม่รู้จักระบบ ไม่รู้ว่าจะติดต่อใคร รอนานแค่ไหน ไปถึงแล้วจะได้ทำหรือไม่ ทางรัฐควรประสานกับทางคณะกรรมการค่ายให้ช่วยดูแลและจัดการ
งานที่ผู้ลี้ภัยในค่ายทำได้ในละแวกคืองานภาคเกษตรกรรม งานรับจ้างทั่วไป งานในภาคบริการ แต่หากพวกเขาอพยพไปทำงานในเมืองใหญ่ ในโรงงานอุตสาหกรรม ในรูปแบบของงานก็มีข้อท้าทายต่างกันไป เช่น งานภาคกสิกรรม ซึ่งเป็นการจ้างงานรายวัน การจ้างงานแบบตามฤดูกาล ซึ่งนายจ้างจะนิยมจ่ายค่าจ้างรายวัน และค่าแรงถูก นายจ้างก็อาจจะไม่อยากไปขึ้นทะเบียนแรงงานเพราะมีความยุ่งยาก ต้องจ่ายค่านายหน้าหรือแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ไหวเพราะราคาสินค้าการเกษตรมีความผันผวน
ประเด็นที่ตั้งเป็นคำถามไว้คือคนที่ไม่ได้อยู่ในวัยแรงงาน เช่น เด็กที่ต้องการเรียนหนังสือต่อจะผสมผสาน เขาเข้าสู่ระบบอย่างไร เช่นเดียวกับคนพิการ ผู้สูงอายุ จะถูกจัดอยู่ในระบบของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือไม่ หรือต้องแยกออกไป
เรื่องที่อยู่อาศัย รัฐยังอนุญาตให้อยู่ในพื้นที่ค่ายผู้ลี้ภัยหรือให้อยู่ภายนอก และสามารถลงทะเบียนอยู่ในระบบของทะเบียนราษฎร์หรือไม่ จะเอาคนกลุ่มนี้ไว้ที่ไหน และควรมีการออกบัตรพิเศษออกมาให้พวกเขาหรือไม่ เพื่อที่จะไม่ต้องเข้าไปจ่ายใต้โต๊ะหรือเจอกับปัญหาที่แรงงานหรือกลุ่มผู้ลี้ภัยในเมืองเจอ คือถูกตำรวจรีดไถและถูกจับ จนต้องไปซื้อบัตรตุ๊กตุ่นตุ๊กตา หากไม่คิดและจัดการในเรื่องนี้ให้ดี ก็จะเปลี่ยนมือจากกระทรวงมหาดไทยไปสู่หน่วยงานอื่นซึ่งเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ต่ออยู่ดี
ในเรื่องของภาษาและกฎหมาย ทั้งเรื่องการจัดให้ผู้ลี้ภัยรู้ภาษาไทย รู้จักวัฒนธรรม cultural orientation สร้างความเข้าใจที่ดีต่อกันและกัน ไม่เพิ่มอคติ การไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงในอนาคตคมกลุ่มนี้ไม่ถูกผลักให้เป็นหรือสร้างความเป็นชายขอบให้กับเขาในเรื่องกฎหมาย แน่นอนว่า ผู้ลี้ภัยสมควรได้เรียนรู้กฎหมายไทย ในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นและรัฐควรการันตีให้เกิดขึ้นคือ การทำให้ผู้ลี้ภัยสามารถอยู่นอกค่ายได้โดยปราศจากความกลัว ความวิตกกังวล ว่าเขาจะถูกจับหรือไม่ หรือกลายเป็นตู้ ATM เคลื่อนที่ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐไทย วันดีคืนดีเดิน หากรัฐสามารถการันตีในเรื่องนี้ได้ ก็จะเป็นประโยชน์กับผู้ลี้ภัยและสามารถพูดได้ว่า รัฐบาลไทย ส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์และมองผู้ลี้ภัยในฐานะทรัพยากรมนุษย์ในสังคมไทยอย่างแท้จริง
ในพื้นที่ชายแดนแห่งหนึ่ง มีกลุ่มผู้ลี้ภัยที่เข้ามาอยู่เพิ่มขึ้นหลังรัฐประหาร ต้องประสบปัญหาเรื่องสถานะ ขณะที่หลายคนรอขึ้นทะเบียนแรงงาน ซึ่งการขึ้นทะเบียนแรงงานเองก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเอารูปแบบใด คนกลุ่มนี้อยู่โดยใช้ระบบการจัดการชายแดน เช่น บัตรต่างๆที่ทำให้เขาสามารถอยู่ในพื้นที่ได้ โดยไม่ถูกตำรวจจับ ซึ่งผู้ลี้ภัยที่ออกจากค่ายไป เขาก็คงต้องเริ่มหางานทำในละแวกนั้นหรือในเมืองชายแดน แล้วหมายความว่ารัฐจะปล่อยให้ไปรวมกันกับกลุ่มประชากรกลุ่มหรือไม่
ไหนๆรัฐไทยคิดจะแก้ปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัยใน 9 ค่ายแล้ว ก็น่าจะช่วยกันคิดต่อเพื่อไม่ให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ต้องตกเป็นเหยื่อของพวกนักฉกฉวยผลประโยชน์






