Search

ทัพพม่าเผยควบคุมกอกาเร็ก – บ้านปางกาน – เมียวดี ถนนสายเอเชียไว้ได้แล้ว ขณะที่ KNU ลั่นประสบความสำเร็จสามารถหยุดยั้งทหาร SAC ไว้ได้ 503 วัน

เว็บไซต์กระทรวงข้อมูลของทางการพม่า (Ministry of Information) รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568ภายหลังกลุ่มก่อความไม่สงบ KNU(Karen National Union-สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง) /KNLA (Karen National Liberation Army-กองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง) ได้อ้างเหตุผลด้านมนุษยธรรมเพื่อรองรับผู้หลบหนีจากพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ และภาคตะนาวศรี ที่เดินทางมายังพื้นที่ชายแดน อันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์การประท้วงสร้างความไม่สงบของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรค NLD (National League for Democracy) ซึ่งเกิดขึ้นจากวิกฤตการเมืองในปี 2564 โดยมีการกล่าวอ้างถึงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพื่อหวังรับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจภายนอกบางประเทศ แต่แท้จริงแล้ว กลุ่มดังกล่าวได้ดำเนินการฝึกอบรมด้านการก่อการร้ายเพื่อสร้างความขัดแย้งทางทหาร มุ่งหมายให้ประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤติ พร้อมทั้งรวบรวมกำลังเพื่อเปิดฉากโจมตียึดถนนสายเอเชีย ผาอัน – กอกาเร็ก – เมียวดี เพื่อขัดขวางการขนส่งสินค้า และสกัดกั้นการบริหารงานของรัฐบาล อีกทั้งยังมีเป้าหมายในการจัดตั้ง “รัฐกอทูเล” และรัฐบาลกอทูเลโดยพยายามยึดเมืองเมียวดี กอกาเร็ก และผาอันให้ได้

การดำเนินการดังกล่าวของ KNU/KNLA ยังมุ่งเน้นการปลูกฝังความคิดทางการเมืองและการทหาร สร้างความรู้สึกต่อต้านรุนแรงในหมู่เยาวชน นักเรียน ข้าราชการ รวมทั้งผู้ที่มีแนวคิดฝักใฝ่การเมือง โดยได้มีการฝึกสอนด้านการก่อการร้ายและติดอาวุธ พร้อมทั้งปลุกระดมให้มีความหวังในการผลักดันกองทัพให้ออกจากการเมือง เพื่อมุ่งสร้างสหภาพแบบสหพันธรัฐ และเสริมสร้างกำลังของ KNU/KNLA ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

รายงานของกระทรวงข้อมูลข่าวสารระบุว่า ต่อมา กลุ่ม KNU/KNLA และ PDF (People’s Defence Force-กองกำลังพิทักษ์ประชาชน ) ได้ใช้กำลังพลที่ได้รับการฝึกอบรมเป็น “หน่วยกล้าตาย” ออกโจมตีฐานปฏิบัติการและฐานที่มั่นตามแนวริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน รัฐกะเหรี่ยง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 เป็นต้นมา รวมถึงการโจมตีค่ายปางกานและเขตเมืองเมียวดี ระหว่างวันที่ 7 มีนาคม – 5 เมษายน 2567 รวม 28 วัน
แม้กองทัพพม่าและหน่วยพิทักษ์ชายแดนจะพยายามป้องกันอย่างเต็มที่ แต่ด้วยกำลังที่ไม่สมดุลจึงต้องยอมปล่อยค่ายปางกานให้หลุดมือไปชั่วคราว กองกำลังผสมของ KNU/KNLA ยังได้แบ่งกำลังออกเป็นสองชุดเพื่อโจมตีเมืองกอกาเร็กตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2567 โดยใช้ทั้งการรุกเข้าตัวเมืองและการยิงอาวุธหนักจากระยะไกล แต่ถูกกองกำลังประจำเมืองต่อต้านอย่างแข็งขัน ทำให้การโจมตีครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จและต้องล่าถอย

ในส่วนของกองทัพ ได้ออกปฏิบัติการภายใต้ชื่อ “ยุทธการอ่องเซยะ” ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2564 เพื่อยึดคืนค่ายปางกาน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านภูมิประเทศและสภาพอากาศ ทำให้ปฏิบัติการคืบหน้าได้ไม่เต็มที่ และต้องยุติลงชั่วคราวเพื่อจัดเตรียมความพร้อม

กระทรวงข้อมูลข่าวสารของพม่าระบุว่า ในช่วงที่กองทัพชะลอปฏิบัติการ KNU ได้จัดกำลัง 5 ชุดเพื่อยึดถนนสายเอเชีย เมืองโจ่งโด และกอกาเร็ก โดยเริ่มเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2567 แต่ถูกกองทัพต่อต้านอย่างหนัก จนสามารถเปิดเส้นทางโจ่งโด – กอกาเร็กได้อีกครั้งเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 จากนั้น กองทัพได้วางแผนจัดกำลัง 4 ชุด ออกปฏิบัติการกวาดล้างการก่อการร้าย (Counter-Terrorism Operation) โดยเริ่มเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 มุ่งหน้าออกจากกอกาเร็กและเมียวดีเพื่อยึดคืนค่ายปางกาน ใช้เวลา 10 วัน จนสามารถยึดค่ายปางกานกลับคืนมาได้เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 6 กันยายน 2568 ส่งผลให้กองทัพกลับมาควบคุมถนนสายเอเชีย ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าสำคัญระหว่างไทย–เมียนมาได้อีกครั้ง

“การยึดคืนถนนสายเอเชียและค่ายปางกานครั้งนี้ ทำให้ความพยายามของ KNU ในการยึดเมียวดี กอกาเร็ก และผาอัน เพื่อจัดตั้งรัฐและรัฐบาลกอทูเล ต้องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ตลอดระยะเวลาปฏิบัติการที่ยืดเยื้อกว่าหนึ่งปี ได้เกิดการปะทะกับกลุ่มก่อความไม่สงบทั้งสิ้น 382 ครั้ง ยึดศพฝ่ายตรงข้ามได้ 63 ศพ และอาวุธปืนหลากหลายชนิดรวม 57 กระบอก”

ขณะที่ฝ่ายกองทัพมีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ในระหว่างที่ KNU ควบคุมถนนสายเอเชียไว้ชั่วคราว ได้ก่อเหตุทำลายทรัพย์สินและสาธารณูปโภค เช่น เผารถยนต์ ตัดไม้ขวางถนน วางระเบิดทำลายสะพานและเส้นทางคมนาคมต่างๆ อย่างไรก็ตาม กองทัพได้เร่งแก้ไขเพื่อให้ถนนสายเอเชียกลับมาใช้งานได้ตามปกติ เพื่อสร้างความสะดวกสบายและความสงบสุขแก่ประชาชนในพื้นที่อีกครั้ง

ในช่วงค่ำของวันที่ 7 กันยายน KNU ได้ออกแถลงการณ์โดยมีเนื้อหาสำคัญระบุว่า รัฐบาลทหารเมียนมาร์ได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารภายใต้ชื่อ “ยุทธการอองเซยะ” ตั้งแต่สัปดาห์ที่สองของเดือนเมษายน 2567 โดยเริ่มต้นจากเมืองก๊อกกาเร็ก (Kawkareik) และพื้นที่โดยรอบ ก่อนเคลื่อนทัพเข้าสู่บริเวณน้ำตก Tawnor เมื่อค่ำวันที่ 20 เมษายน พร้อมกับขบวนรถหุ้มเกราะและเตรียมบุกเข้าสู่เมืองเมียวดีภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม กองกำลัง KNLA ได้ดำเนินการโจมตีขัดขวางการบุกของทหารรัฐบาลพม่า จนต้องล่าถอย และกำลังพลเสริมถูกส่งมาอย่างต่อเนื่อง


“KNLA สามารถสกัดกั้นขบวนรถหุ้มเกราะของรัฐบาลได้สำเร็จ และตราบจนถึงวันที่ 5 กันยายน 2568 รวมระยะเวลา 503 วันเต็ม ที่สามารถหยุดยั้งยุทธการขนาดรัฐได้ โดยใช้ชื่อว่า ‘ปฏิบัติการ 503+’และKNU ซึ่งเคยใช้กลยุทธ์แบบ ‘แนวรับสูญหาย’ (Defensive Disappearance) มาโดยตลอด ได้ปรับเปลี่ยนยุทธวิธีสามารถยึดฐานยุทธศาสตร์สำคัญได้หลายแห่ง นับเป็นความสำเร็จที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านยุทธศาสตร์ของฝ่ายปฏิวัติ”


แถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลทหาร SAC ที่ต้องการฟื้นฟูภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศ จึงให้ความสำคัญอย่างสูงกับการควบคุมเส้นทางการค้าสายเอเชียเพียงเส้นเดียว แต่เนื่องจากกำลังพลไม่เพียงพอ จึงต้องใช้ กฎหมายเกณฑ์ทหาร และบังคับประชาชนเข้าเป็นทหารสำรอง (PDF) พร้อมใช้สารกระตุ้นอย่างหนักเพื่อบังคับให้ทำหน้าที่เป็น “ไดรเวอร์” ในแนวหน้า

“ทหารของรัฐบาลที่หลบหนีมายังฝ่ายต่อต้านเกือบทั้งหมด อยู่ในอาการ มึนงง–หลุดจากสภาพจิต เป็นเวลานานถึงหนึ่งสัปดาห์จากผลของยาเสพติดที่ถูกบังคับให้ใช้ รัฐบาลยังคงส่งกำลังเข้ารบโดยใช้ทรัพยากรทางทหารอย่างเต็มที่ ทั้งปืนใหญ่ โดรน ลำเลียงทางอากาศ ระบบขีปนาวุธ และอาวุธหนักทุกชนิด ซึ่งล้วนได้รับจากการสะสมทุนทรัพยากรของประเทศตลอดกว่า 70 ปี และการสนับสนุนทางเทคนิคจากต่างประเทศ ขณะที่ KNU ไม่มีการสนับสนุนจากชาติใดเลย กลับสามารถต้านทานยุทธการขนาดชาติ (State-Level Offensive) ได้ยาวนานถึง 503 วัน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งสะท้อนว่า กลยุทธ์แบบ แนวรับสูญหายได้ถูกยกระดับเป็นการ ปฏิวัติด้านจิตวิทยาทางทหาร อย่างแท้จริง และเป็นสัญญาณแห่งชัยชนะที่ใกล้เข้ามา อย่างมีนัยสำคัญ”