Search

เขตแดนที่ยากเอื้อมถึง แต่ความสัมพันธ์ของเพื่อนมนุษย์ทำได้เลย

จารยา บุญมาก

หลังความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชาปะทุขึ้น นานนับเดือน ฉันนั่งอ่านเรื่องราวต่างๆ แล้วเจอข้อความหลากหลายของเพื่อนรุ่นใกล้กัน สมัยเรียนหนังสือชั้นประถมและมัธยม ในจังหวัดสุรินทร์เห็นหลายฝ่ายตั้งหน้าตั้งตาก่นด่าชาวกัมพูชา บางข้อความระบุขั้นว่า หยุดสนับสนุนชาวกัมพูชาในทุกกรณี บางคนใช้ถ้อยคำรุนแรงหมายเอาชีวิตสารพัด

ขณะที่คนรู้จักชาวกัมพูชาถูกวัยรุ่นไล่ทำร้ายจนต้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจและเหยื่อถูกส่งกลับประเทศ แม้จะมีใบอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยก็ตาม เพราะข้อหาทะเลาะวิวาท อันเกิดจากการถูกละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ จึงทำให้พวกเขาแทบไม่ได้ใช้สิทธิของการเป็นคนรับจ้างในประเทศไทยด้วยซ้ำ ทั้งที่มีการชำระค่าธรรมเนียมถูกต้อง

ฉันหวนนึกถึงอดีตของความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันฉันญาติมิตรระหว่างคนกัมพูชาและคนสุรินทร์ โดยเฉพาะในแถบชายแดนบ้านฉัน

ย้อนกลับไปราวเกือบ 30 ปีที่แล้ว ฉันและหลายคนในหมู่บ้านเคยนั่งรถไถพ่วงกระบะจากจังหวัดสุรินทร์ ไปเก็บของป่าแล้วผู้ใหญ่ทั้งสองฟากพากันแลกของป่ากัน บางคนเก็บของป่าเลยเขตแดนเข้ามาก็มีการใช้ของป่าแบ่งปันเจ้าหน้าที่ ถือว่าค่าธรรมเนียมผ่อนปรนกัน พวกเขาคุยหัวเราะแล้วแยกย้ายกลับเมื่อถึงเวลา

ภาพความทรงจำนั้นยังติดอยู่ในใจและสำหรับฉันเองแล้ว กัมพูชา กับไทย เราสนิทกันเหมือนพี่เหมือนน้อง

สมัยที่ฉันยังเด็กในบางคืน ฉันกับแม่เก็บของป่าได้ก็เอามารวมกับผักที่ปลูก ไข่ในเล้าเป็ดแล้วเอาไปขายที่ตลาดกัน เป็นตลาดเช้ามืด เราตื่นไปขายของ ตี 1 แล้วกลับบ้าน 6 โมงเช้า ช่วงเวลาก่อนกลับบ้านตลาดจะครึกครื้นมาก มีนักศึกษาแลกเปลี่ยนบางรายทั้งไทยสุรินทร์ และกัมพูชา พากันออกมาซื้อข้าวของ

บางคนเป็นคนงานอยู่ในตลาดมารับจ้างหาเลี้ยงชีพ ฉันสนิทกับรุ่นพี่คนหนึ่ง เรียกชื่อเล่น ติดปากว่า “พี่ตาล” แกเป็นคนยิ้มง่าย ใจดี น่ารัก ฉันไม่รู้ความเป็นมาของเอกสารเข้าเมืองมากนัก แต่แกชวนฉันข้ามไปฝั่งกัมพูชาผ่านอำเภอกาบเชิงอยู่เสมอ

หลายครั้งพี่ตาลก็ชวนฉันไปทำบุญที่วัดต่างๆ แกแต่งตัวดี เรียบร้อยมากและมักแนะนำให้ฉันสวมผ้าถุงสวยๆ ที่เป็นผ้าทอพื้นบ้าน คู่กับเสื้อสีขาวสะอาดตา แล้วแกก็ทำอาหารกัมพูชาให้กินบ่อยๆ อย่างเช่น เมนูหลนกะทิ หรือ “จร๊วกโดง” ซึ่งมีรสชาติคล้ายๆกับกับข้าวที่แม่ฉันทำเลย เพียงแต่แม่ใช้มะเขือพวงกับปลาทูเป็นส่วนใหญ่ แต่พี่ตาลใช้ปลาช่อน

อาหารอีกประเภทที่ทำคือ “สลอมะจู” เป็นเมนูต้มที่ออกรสเปรี้ยวๆ คล้ายต้มแซ่บบ้านเรา แต่ไม่ได้รสจัดมากนัก รายการอาหารสุดท้ายที่ยังค้างในความทรงจำของฉันคือ “ออมมก” หรือห่อหมก ซึ่งเหมือนกันมาก แต่ใช้สมุนไพรและส่วนผสมต่างกัน ของไทยมีห่อหมกหน่อไม้บ้าง ปลาบ้างหรือทะเลบ้าง แต่ของกัมพูชาใช้ปลาซึ่งคล้ายๆกับของลาว ที่ใส่ใบยอเหมือนกัน

กำปงจามเป็นเมืองติดแม่น้ำ การทำอาหารการกินด้วยเมนูปลา หอย เป็นเรื่องปกติ และฉันก็ไม่เคยผิดหวังในรสมือของพี่ตาลเลย สมัยนั้นเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกันก็มีหลายคนที่ได้รู้จักพี่ตาล หรือชาวกัมพูชาอีกหลายคน ความสัมพันธ์ ณ ช่วงนั้น พวกเราต่างอยู่ในช่วงผลิบาน และเกื้อกูลกัน

ฉันติดต่อกับพี่ตาลราว 3 ปี ก็พบว่าวันหนึ่งแกเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดกำปงจาม เพราะวีซ่าหมด หลังจากนั้นก็ไม่ได้ข่าวคราวกัน แต่ชีวิตฉันก็ยังมีปฏิสัมพันธ์กับชาวกัมพูชาหลายรุ่น และพวกเขาไม่เคยมีใครที่มีเจตนาร้ายกับฉันเลย

ขณะที่แม่ของฉันซึ่งตอนนี้อายุใกล้ 80 ปีแล้ว ยังคงเล่าเรื่องเก่าๆในความสัมพันธ์ของไทย และกัมพูชาได้ดีเสมอ ไม่เคยเปลี่ยน 30 ปีที่แล้วแม่เล่าอย่างไร เวลานี้แม่ยังเล่าได้เช่นเดิม

แม่มีลูกพี่ลูกน้องชื่อป้ายอมและลุงรื่น ซึ่งตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว สมัยที่ประเทศกัมพูชาฟื้นตัวจากยุคเขมรแดง และค่อยๆก่อเกิดเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีชาวญวนอพยพเข้ามาใช้ชีวิตในกัมพูชาบางส่วน บ้างก็เป็นญวนผสมจีน ด้วยความยากลำบากในจังหวัดสุรินทร์ ป้ายอมและลุงรื่น จึงเดินทางไปค้าขายในอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว

ป้ายอมทำเหล้าสาโทขายให้ชาวกัมพูชาและมีบางส่วนขอแลกด้วยผ้าห่ม ผ้าทอ ส่วนลุงก็ทำการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตร ทั้งลุงกับป้าทำมาหากินกันคล่องแคล่ว จนสามารถตั้งตัวและสร้างฐานะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่นานนักป้ากับลุงก็เริ่มขนสินค้าจากกัมพูชามาแบ่งปันญาติๆที่จังหวัดสุรินทร์ และขนสินค้าไทยกลับไปแบ่งปันมิตรสหายในฝั่งกัมพูชา

แม่เล่าต่อว่า มันเป็นการใช้ชีวิตที่ราวกับเราเป็น “คนพี่คนน้อง”กัน แม้ภาษาไม่ได้เหมือนกันทุกอย่างแต่ก็พอสื่อสารกันรู้เรื่อง

ครั้นพอเรียนมหาวิทยาลัยและวัยทำงาน ฉันเริ่มสนใจวิถีวัฒนธรรมของกัมพูชามากขึ้น จึงตัดสินใจเรียนภาษากัมพูชาเบื้องต้นให้พอสื่อสารได้ ฉันจึงเดินทางไปกัมพูชาอีกหลายครั้งทั้งการทำงาน และการไปพักผ่อน

ฉันมีโอกาสไปกัมพูชาหลายเมืองมาก ฉันรู้จักกับเพื่อนกัมพูชาหลายคน และคนที่ฉันนับถือซึ่งเราสนิทกันมาก ชื่อ “เพียน”

เพียนพาฉันไปงานแต่งงานญาติและงานขึ้นบ้านใหม่ของเธอ พวกเขาต้อนรับฉันอย่างดีด้วยอาหารการกินที่อิ่มเอม พวกเราเข้าวัดไปเคารพศาสนสถานและทำกิจกรรมอาสาสมัครมากมายในชุมชน ทุกคนล้วนเป็นมิตร ณ เวลานั้นฉันไม่เคยนึกฝันเลยว่า วันนี้จะมาถึงคือวันที่ประเทศไทยกับกัมพูชาบาดหมางกันด้วยเรื่องเขตแดน และคนทั้งสองประเทศในโลกออนไลน์ต่างพุ่งใส่กันด้วยการดูถูกดูแคลนความเป็นมนุษย์ระหว่างกัน

โสเพียก เพื่อนกัมพูชาบอกฉันว่า เธอเชื่อว่าประเทศไทยเริ่มก่อสงครามก่อน แต่ถึงเชื่ออย่างนั้น เธอยังไม่สามารถตัดขาดความสัมพันธ์กับฉันได้ และบอกเสมอว่าฉันสามารถไปเยือนหาเธอกับครอบครัวอีกเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะเธอกับฉันเข้าใจว่าปัญหารัฐกับเขตแดน มันไกลเกินกว่าที่มนุษย์อย่างเราจะเข้าไปอนุรักษ์ได้ หากแต่เราช่วยกันเคารพในความเป็นมนุษย์ ก็พอ

ไม่ใช่เพียงแค่มิติสังคมและเศรษฐกิจเท่านั้น มิติทางศาสนา ฉันจำได้ว่าเคยมีพระกัมพูชาหลายรูปที่บวชเรียนและอยู่ในความทรงจำของฉัน

“ต้ำ” อดีตพระ ซึ่งมีเชื้อชาติกัมพูชา เคยบวชเรียนในจังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบันได้รับสัญชาติไทยเรียบร้อยแล้ว เขาบอกกับฉันหลายๆครั้งว่า เขามาประเทศไทยครั้งแรกด้วยวีซ่านักศึกษาและก็หลงรักประเทศไทยมาก ทุกครั้งที่เขากลับไปเยี่ยมบ้านเกิด เขามีความตั้งใจว่าจะพาคนไทยไปเยือนกัมพูชาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ได้พบว่า เรามีอะไรคล้ายๆกัน แม้คนไทยมักมองว่า กัมพูชาไม่เจริญ นอกจากนครวัด-นครธมแล้ว คนไทยก็แทบไม่ไปไหนเลย มีบ้างที่ไปพระราชวังในกรุงพนมเปญ และเยี่ยมคุกตวนเสลง ทั้งๆที่กัมพูชามีอะไรดีๆ มากกว่านั้น และลึกๆ แล้วในวัฒนธรรมของพวกเราก็ละม้ายคล้ายคลึงกัน

ต้ำศึกษาธรรมมะอยู่หลายปีและสวดมนต์ได้ทั้งภาษาเขมร ภาษาบาลี และเทศน์เป็นภาษาไทยได้คล่องแคล่ว ก่อนจะลาสิกขาออกไปทำงานและแต่งงานกับภรรยาชาวไทย เขาโชคดีที่มีพ่อแม่บุญธรรมในจังหวัดสุรินทร์อุปการะ มิตรภาพของเขาจึงเติบโตและมีความผูกพันในประเทศไทยไม่น้อย

ความทรงจำสมัยนั้นกลับมาอีกครั้ง ภายใต้การถกเถียงของชาวเน็ตที่บอกว่า กัมพูชาลอกประเทศไทย ทั้งๆที่มันคือวัฒนธรรมร่วมอันแสนงดงามและเราควรร่วมกันแบ่งปัน

เหตุการณ์การเหยียดเชื้อชาติในโลกออนไลน์รุนแรงขึ้นมาก หลังการปะทะกันตามแนวชายแดน ฉันพยายามติดต่อคนรู้จัก แต่พบว่าหลายคนกลัวฉัน เขากลัวที่จะพูดคุยด้วยเพราะอาจถูกกล่าวหาว่าให้ข้อมูลฉัน เขากลัวโดนประนามว่าไม่รักชาติและสถาบัน

แต่แม่ของฉันกลับมองว่า กรณีของพระเป็นตัวอย่างของบุคคลที่เห็นสันติภาพจริงๆ ฉันเองก็คิดเหมือนแม่

ปัจจุบันแม้จะเริ่มหมดหวังกับสภาพสังคมและสื่อที่ประโคมเรื่องความขัดแย้งก็ตาม แต่ฉันก็ได้คุยกับ เปิ้ล ลูกจ้างชาวกัมพูชาที่ยังอยู่ในจังหวัดสุรินทร์

เปิ้ลเล่าว่า ลูกของเธอทั้ง 3 คนเกิดในประเทศไทยและได้รับสัญชาติไทย พวกเขามีความตั้งใจเรียนดีและสอบวัดความรู้ได้ดีมาก จนเธอเองตั้งใจแน่วแน่ว่า จะต้องใช้ชีวิตที่เหลือในประเทศไทยและกลับไปเยี่ยมญาติบ้าง กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้เธอรักกัมพูชาน้อยลง

“ญาติๆฝั่งนั้นพยายามบอกว่าฉันทรยศชาติและห่วงความปลอดภัย แต่ฉันยืนยันว่า ลูกๆของฉันคือคนไทย เราจะแยกจากชาติใดชาติหนึ่งไม่ได้ ฉันจึงฝันอย่างยิ่งว่า การหยุดสงครามระหว่างสองชาติจะเป็นจริง และยินดีจะต่อวีซ่าอย่างถูกต้องไปนานแสนนานเท่าที่จะทำได้ เพราะลูกๆ ของเธอมีความคุ้นเคยกับสังคมไทยแล้ว”แม้ได้รับผลกระทบโดยตรงแต่เปิ้ลก็ยังมุ่งมั่นในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของลูกๆให้ดีขึ้น

ฉันในนามคนไทยที่ย้ายถิ่นฐานถาวรมายังสหรัฐอเมริกา เข้าใจดีว่า คำพูดของเปิ้ล สะท้อนอะไร การพรากจากแผ่นดินเกิดมานาน ถูกหลายคนล้อว่า เธออยากได้ชีวิตที่ดีในประเทศอื่น เป็นความรู้สึกร่วมที่ฉันกับเปิ้ลเข้าใจกันดี แต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด หากแต่เราสองคนรู้ดีว่า พวกเราคือมนุษย์ที่คิดเสมอว่า เขตแดนเป็นเรื่องยากเกินจะเอื้อมถึง แต่ความสัมพันธ์ที่ดีเป็นเรื่องที่ทำได้เลย และใช้เครื่องมือน้อยมาก

เทวี ชาวอเมริกันเชื้อสายกัมพูชาที่เกิดและโตในรัฐวอชิงตัน คุยระหว่างมื้อค่ำกับฉันว่า การเป็นเหมือนคนไม่สนใจโลกที่กำลังแหลกสลาย ระหว่างรัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทย อาจจะรบกวนชีวิตของคนที่คลั่งชาติมากๆ แต่คิดว่า หากเราเป็นมิตรต่อกันในชีวิตจริง โลกออนไลน์เราไม่ต้องไปใส่ใจมากนัก

ตลอดช่วงเวลาที่ประเทศไทยกับกัมพูชาสาดความแค้นเรื่องเขตแดนในอดีตลากยาวถึงปัจจุบัน ฉันยังคงเดินเข้าออกในร้านค้าของคนทั้งสองชาติ ที่เมืองแซนดิเอโก ด้วยการใช้ชีวิตปกติ ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์บางคน กลับนำเสนอเนื้อหาที่ประชดประชันและส่งต่อความแค้น ความรุนแรงไม่หยุดยั้ง แม้แต่การเดินเข้าธุรกิจของชาติใดชาติหนึ่ง ก็ยังพยายามมองหาความขัดแย้งอยู่ร่ำไป

ฉันได้แต่คิดว่าในวันหนึ่งจะได้เห็นความงดงามของการใช้วัฒธรรมและชีวิตร่วมอีกครั้ง ระหว่างชาวไทยและชาวกัมพูชา ให้เหมือนในวัยเยาว์ ที่เรามีทั้งความเหมือน ความต่างแต่ยังคงไว้ซึ่งไมตรีปกติที่เคารพกัน