ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง
คนหลายล้านที่พึ่งพาอาศัยแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาในการดำเนินวิถีชีวิต สายน้ำไม่ใช่แค่ทิวทัศน์ แต่คือชีวิต วัฒนธรรม และความมั่นคงทางอาหาร ที่กำลังเป็นประเด็นคำถามใหญ่ของคนเชียงราย และเชียงใหม่ในขณะนี้
ซ้ำด้วยปัญหาเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงภูมิภาคกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนที่มองไม่เห็น มันคือ “วิกฤติที่สมบูรณ์แบบ” ซึ่งเกิดจากการบรรจบกันของโครงการพัฒนาเขื่อนขนาดใหญ่ในแม่น้ำโขงที่กำลังจะถูกสร้างขึ้นขวางลำน้ำสายประธาน กับ สารปนเปื้อนโลหะหนักจากเหมืองแร่ต้นแม่น้ำสาขา คือ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ที่ซ่อนความหายนะอยู่ในความเงียบ
ทับซ้อนด้วยความท้าทายจากภาวะโลกรวน โดยมีโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ “ปากแบง” เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่อาจนำไปสู่หายนะทางนิเวศและสุขภาพอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
รอยร้าวที่หนึ่ง: ภัยคุกคามที่มองเห็นจาก “เขื่อนปากแบง”
โครงการเขื่อนปากแบงมีกำลังผลิต 912 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไทยที่ จ.เชียงราย เพียง 97 กิโลเมตร คือภัยคุกคามที่คนในพื้นที่จับตามองมากว่า 8 ปี แม้จะถูกผลักดันภายใต้ป้ายของ “พลังงานสะอาด Green Energy”
แต่สำหรับชุมชนแล้ว นี่คือตัวแทนของความผันผวนของระดับน้ำที่จะทำลายระบบนิเวศการประมงคุกคามพื้นที่เกษตรกรรมริมฝั่งแม่น้ำโขง และพื้นที่ชั้นในแม่น้ำสาขา และซ้ำเติมปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมดินโคลนถล่มให้รุนแรงขึ้น
แม้จะมีการรับฟังความคิดเห็นในปี 2561 ซึ่งผู้พัฒนาโครงการที่เป็นของบริษัทของจีนในขณะนั้นรับปากว่าจะทบทวนผลกระทบข้ามพรมแดน แต่ท้ายที่สุด ในเดือนกันยายน 2566 สัญญาซื้อขายไฟฟ้าก็ถูกลงนามระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับบริษัท ปากแบงพาวเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ของไทย และ บริษัท ไชน่า ต้าถัง โอเวอร์ซีส์ อินเวสเมนต์ (CDTO) ของจีน โดยที่คำถามสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดนยังคงไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน มีเพียงการมารับฟังปัญหาของ 8 หมู่บ้านริมแม่น้ำโขงที่ อ.เวียงแก่น และเชียงของ ที่ยังไม่รู้ว่าการดำเนินการอย่างไรต่อไป
สารพิษที่ซ่อนเร้นในสายน้ำ
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ภัยคุกคามที่มองไม่เห็นได้ปรากฏตัวขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว เป็นที่หวั่นใจของคนในพื้นที่ เหตุการณ์ “น้ำแม่สายขาวขุ่น” ในปลายปี 2566 จนไม่สามารถนำไปผลิตน้ำประปาได้ คือสัญญาณเตือนแรกที่ชัดเจน ผลการตรวจสอบในเวลาต่อมาทั้งโดยหน่วยงานราชการไทย กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรธรณี และคณะกรรมการแม่น้ำโขง (MRC) ยืนยันตรงกันว่า น้ำผิวดิน ในแม่น้ำกก, สาย, รวก, และโขง เกินมาตรฐาน และตะกอนดินโดยเฉพาะปากแม่น้ำ ได้กลายเป็นแหล่งตกตะกอนของสารโลหะหนัก โดยเฉพาะ “สารหนู” ในปริมาณที่สูงเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย ที่มีการตรวจเฝ้าระวังต่อเนื่อง
แหล่งที่มาของสารพิษเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับ เหมืองแร่ทองคำและแร่แรร์เอิร์ธ ในรัฐฉานของเมียนมาและใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ป้อนให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต ตั้งแต่ชิป วัสดุในการพัฒนา AI ไปจนถึงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
จุดบรรจบแห่งหายนะ เมื่อเขื่อนกำลังจะปลุกยาพิษ
นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และนักวิชาการ ได้ออกมาเตือนถึง “จุดบรรจบแห่งหายนะ” ที่กำลังจะเกิดขึ้น การสร้างเขื่อนปากแบงเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การไหลของน้ำช้าลง เกิดสภาวะ “น้ำนิ่ง” และมีออกซิเจนในน้ำต่ำ ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางเคมีที่สมบูรณ์แบบการ “รีดักชั่น”ของสารหนูที่จะปลดปล่อย “สารหนู” ที่ถูกกักเก็บอย่างปลอดภัยในตะกอนดินให้ออกมาในรูปแบบที่ละลายน้ำรวมกับบางส่วนที่มีอยู่ในแม่น้ำอยู่แล้วได้และเป็นพิษร้ายแรง
อธิบายความ คือ สภาวะที่เขื่อนปากแบงจะสร้างขึ้น คือเงื่อนไขในการจุดชนวน “ระเบิดสารหนู” ให้เกิดขึ้นจริง โดยมีกลไกการทำงาน คือ สภาวะปกติ: สารหนูถูกตรึงอยู่ในตะกอนดินที่มาจากเหมือง ในสภาวะปกติที่แม่น้ำไหลเวียนดีและมีออกซิเจนสูง (Oxic condition) สารหนูส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของ อาร์เซเนต [Arsenic(V)] เมื่ออาร์เซเนตตัวนี้จะ “ถูกดูดซับ” และยึดเกาะอย่างเหนียวแน่น กับแร่ธาตุในตะกอนดินใต้น้ำ โดยเฉพาะแร่เหล็กออกไซด์ (Iron oxides) แต่เมื่อเขื่อนปากแบงสร้างเสร็จ น้ำจะไหลช้าลงหรือนิ่ง เกิดสภาวะขาดออกซิเจน (Anoxic condition) ขึ้นที่บริเวณท้องน้ำภาวะเช่นนี้ แบคทีเรียบางชนิดจะเริ่ม “หายใจ” โดยใช้แร่เหล็กออกไซด์แทนออกซิเจน ทำให้แร่เหล็กนั้นสลายตัวไป ในสภาวะขาดออกซิเจน อาร์เซเนต [Arsenic(V)] จะเกิดปฏิกิริยาเคมีที่เรียกว่า “รีดักชัน” (Reduction) เปลี่ยนตัวเองไปเป็น อาร์เซไนต์ [Arsenic(III)] ที่มีคุณสมบัติ เคลื่อนที่ได้ดีกว่า และเจ้าสิ่งนี้ไม่ชอบยึดเกาะกับตะกอนดินพร้อมที่จะละลายออกมาสู่มวลน้ำได้ง่ายมาก ยังเป็นพิษร้ายแรงกว่า มีความเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตสูงกว่าอาร์เซเนตหลายเท่า การสร้างเขื่อนปากแบงในเวลานี้ จะทำให้แม่น้ำโขงใต้เขื่อนจีน เหนือเขื่อนปากแบงกลางเป็น “โรงงานผลิตสารพิษที่ละลายน้ำได้”
นี่คือการจุดชนวน “ระเบิดเวลาทางนิเวศ” ที่จะวางยาพิษห่วงโซ่อาหารทั้งหมด ตั้งแต่พืชน้ำ, ปลา, ไปจนถึงจานอาหารของคนนับล้าน และซ้ำเติมด้วยภาวะโลกรวนที่จะทำให้ภัยแล้งและน้ำท่วมรุนแรงจนคาดเดาผลกระทบไม่ได้
ความย้อนแย้งที่เจ็บปวดที่สุดคือ “ความก้าวหน้า” กำลังวางยาพิษ “ต้นกำเนิด” ของตัวเอง ไฟฟ้า “พลังงานสะอาด” จากเขื่อน ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้อนเทคโนโลยี “สีเขียว” ซึ่งต้องใช้ “แร่” จากเหมืองที่ “สกปรก” และสารพิษจากเหมืองนั้นกำลังจะถูกปลุกขึ้นมาด้วยเขื่อน… นี่คือวงจรที่กำลังทำลายรากฐานของชีวิตในปัจจุบันอย่างถาวร
ถึงเวลาสร้างเครื่องมือสำหรับศตวรรษที่ 21 ในเวที UNGP
กรณีศึกษาที่ซับซ้อนนี้คือบทพิสูจน์ว่ากรอบการทำงานด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (BHR) ที่มีอยู่ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับ “ผลกระทบตลอดห่วงโซ่คุณค่า” (Value Chain Impacts) ที่ข้ามพรมแดนของโลกยุคใหม่ที่กำลังขับเคลื่อนเทคโนโลยีที่ทำลายทรัพยากรและระบบนิเวศอย่างรุนแรง
ตัวแทนกลุ่มรักษ์เชียงของที่ได้ร่วมให้ข้อมูลกับคณะทำงาน UNGP หรือ UNWG ที่ทำงานเรื่อง ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนเพื่อ 1.ยกระดับ Due Diligence ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า: บังคับให้ความรับผิดชอบของภาคธุรกิจขยายจากแค่โครงการเดียวไปครอบคลุมผลกระทบทางสิทธิมนุษยชนทั้งหมดของห่วงโซ่อุปทานและอุปสงค์ที่เชื่อมโยงกัน 2.สร้างกรอบการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์และสะสม: สร้างกลไกระดับภูมิภาคที่สนับสนุนโดย UN เพื่อประเมินผลกระทบร่วมของทุกโครงการใหญ่ (เขื่อน, เหมือง) ที่มีต่อทั้งระบบนิเวศ ซึ่งจะอยู่เหนือ ESIA ระดับชาติที่ไม่เพียงพอ
3.สร้างทะเบียนการปล่อยมลพิษข้ามพรมแดนที่เข้าถึงได้โดยสาธารณะ: กำหนดให้ทุกโครงการใหญ่ต้องเปิดเผยชนิดและปริมาณของสารอันตรายที่ใช้และปล่อยสู่สาธารณะ เพื่อให้อำนาจแก่ชุมชนและนักวิจัยด้วยข้อมูลที่สำคัญ 4. จัดตั้งกองทุนเพื่อการเยียวยาข้ามพรมแดน: จัดตั้งกองทุนที่บริหารโดยองค์กรอิสระ ซึ่งได้รับเงินทุนจากบริษัทและรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการขนาดใหญ่ เพื่อชดเชยแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายข้ามพรมแดนที่ซับซ้อน
ขณะนี้ระบบนิเวศในลุ่มแม่น้ำโขงมาถึงจุดท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในยุคปัจจุบันที่ภาคธุรกิจและรัฐกำลังเร่งเรื่องการพัฒนาเอไออย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับการเร่งทำลายและผลิตสารพิษทำลายห่วงโซ่อาหาร โดยหมางเมินความปลอดภัยในห่วงโซ่อาหารในห่วงโซ่คุณค่า ภายใต้การโปรโมทการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด คือการสร้างความมั่นใจว่าอนาคตที่ยั่งยืนของคนกลุ่มหนึ่ง จะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นบนการเสียสละชีวิตและสิ่งแวดล้อมของคนอีกกลุ่มหนึ่ง
