อริศรา เหล็กคำ
รองคณบดีสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
พื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมา โดยเฉพาะรัฐฉานและเขตลุ่มน้ำกก–โขง กำลังเผชิญการขยายตัวของเหมืองดีบุก ทองคำ และแร่หายาก (rare earths) ที่ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยกลุ่มติดอาวุธและบริษัทต่างชาติที่ไม่โปร่งใส พื้นที่ต้นน้ำดังกล่าวถือเป็น “recharge zone” หรือเขตที่น้ำฝนและน้ำผิวดินซึมลงสู่ชั้นหินอุ้มน้ำโดยตรง หากมีการใช้สารเคมีอย่างไซยาไนด์ ปรอท หรือกรดจากเหมือง (Acid Mine Drainage: AMD) สารพิษเหล่านี้ย่อมมีโอกาสละลายโลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม และตะกั่ว ก่อนไหลซึมลึกลงไปในชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดิน
สิ่งที่น่ากังวลคือ น้ำใต้ดินเหล่านี้ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่สามารถเคลื่อนตัวใต้ดินไปสู่ “discharge zone” หรือเขตที่น้ำใต้ดินไหลออกสู่ผิวดิน ซึ่งในกรณีของฝั่งไทย ไม่ว่าจะเป็นบ่อบาดาลที่ชาวบ้านใช้อุปโภคบริโภค หรือแม่น้ำที่รับน้ำซับจากใต้ดิน หากเกิดการปนเปื้อนในน้ำใต้ดินข้ามพรมแดนที่ต้นทางในเมียนมา มลพิษจึงมีโอกาสแพร่เข้ามาในฝั่งไทยโดยตรง
.
ประเทศไทยปรากฏอยู่ในแผนที่ Transboundary Aquifers of the World 2025 ที่จัดทำโดย IGRAC–UNESCO โดยเฉพาะ AS118 – ชั้นหินอุ้มน้ำแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างไทย ลาว และเมียนมา หากมีมลพิษรั่วไหลในฝั่งพม่า ก็อาจส่งผลกระทบต่อบ่อบาดาลและแหล่งน้ำใต้ดินที่ใช้เลี้ยงแม่น้ำกก–โขงในฝั่งไทย ซ้ำเติมปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักที่แม่น้ำกก–สาย–รวก–โขงกำลังเผชิญอยู่แล้ว
เมื่อคืนวันที่ 30 มกราคม พศ.2543 โลกได้เห็นหนึ่งในภัยพิบัติสิ่งแวดล้อมทางน้ำครั้งใหญ่ที่สุดของยุโรปตะวันออก เมื่อเขื่อนกักเก็บกากแร่ของบริษัท Aurul S.A. ในเมือง Baia Mare ประเทศโรมาเนีย แตกพังลงอย่างกะทันหัน สารละลายไซยาไนด์กว่า 100,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมโลหะหนักจำนวนมาก ไหลทะลักลงสู่แม่น้ำ Sasar ก่อนแพร่กระจายต่อไปยังแม่น้ำ Somes, Tisza และ Danube ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ สารพิษได้เดินทางไกลกว่า 800 กิโลเมตร ข้ามพรมแดนจากโรมาเนียสู่ฮังการีและยูโกสลาเวีย
ภาพปลาตายนับล้านตัวลอยเกลื่อนผิวน้ำถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ชุมชนประมงสูญเสียทั้งแหล่งอาหารและรายได้ในชั่วข้ามคืน ขณะที่นักสิ่งแวดล้อมขนานนามเหตุการณ์นี้ว่า “เชอร์โนบิลแห่งน้ำยุโรป” เนื่องจากผลกระทบกว้างไกลและยาวนานกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ การฟื้นฟูต้องอาศัยความ
หลังเหตุการณ์ รัฐบาลโรมาเนียจำเป็นต้องเร่งประสานงานกับองค์กรนานาชาติอย่าง UNEP และ WWF เพื่อเริ่มกระบวนการฟื้นฟูระบบนิเวศ ตรวจสอบคุณภาพน้ำ และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสังคมโลก แต่กระบวนการนี้ใช้เวลายาวนานนับปี และไม่อาจฟื้นคืนความสมบูรณ์ของแม่น้ำได้ในเวลาอันสั้น
แม้บริษัทเหมืองแร่จะให้คำมั่นว่าจะจ่ายค่าชดเชย แต่การเยียวยากลับไม่ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด หลายชุมชนยังคงเผชิญปัญหาสุขภาพและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาล เหตุการณ์นี้จึงถูกขนานนามว่า “เชอร์โนบิลแห่งน้ำยุโรป” ซึ่งเป็นตัวอย่างว่าความล้มเหลวเพียงครั้งเดียวในการจัดการของเสียจากเหมือง สามารถส่งผลสะเทือนทั้งข้ามพรมแดนและข้ามรุ่น
บทเรียนจาก Baia Mare สะท้อนตรงมาถึงไทย–เมียนมา ว่าเมื่อมลพิษปนเปื้อนน้ำใต้ดิน การฟื้นฟูไม่ใช่เวลาเพียงแค่เป็นปี แต่คือต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ และกระทบทั้งสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และงบประมาณของรัฐ
ในเชียงราย แม่น้ำกก–สาย–รวก และโขง กำลังปนเปื้อนโลหะหนักอยู่แล้ว การหาน้ำใหม่จากชั้นน้ำใต้ดินเพื่อทดแทน อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยง หากน้ำบาดาลเหล่านั้นเชื่อมโยงกับฝั่งเมียนมาที่มีเหมืองต้นน้ำที่ปนเปื้อน งบประมาณมหาศาลที่รัฐลงทุนในการจัดหาน้ำใหม่ อาจกลายเป็นการดึง “มลพิษเงียบ” เข้ามาสู่บ้านเราโดยไม่รู้ตัว
———
อ้างอิง:
https://wwf.panda.org/wwf_news/?18173/Baia-Mare-Five-Years-After-the-Cyanide-Spill
https://cyanidecode.org/twenty-years-after-baia-mare-a-gold-industry-success-story/
