Search

สายน้ำร่ำไห้..ให้ใครฟัง  ‘ห้องข่าวลุ่มน้ำ’ ในวิกฤตสารพิษข้ามแดน

เป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้วที่ผลการตรวจยืนยันการปนเปื้อน “สารหนู”และสารโลหะหนักอื่น ๆ ในแม่น้ำสายหลักของเชียงรายและเชียงใหม่ ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ได้สร้างแรงกระเพื่อมโดยตรงสู่วิถีชีวิตของผู้คนลุ่มน้ำและประชาชนที่เชื่อมโยงกันด้วยห่วงโซ่อาหารในหลากหลายมิติ ในสภาวะที่สถานการณ์ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและเป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกภาคส่วน การสื่อสารที่รอบด้านและเข้าใจง่ายจึงกลายเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งยวด

ท่ามกลางวิกฤตินี้ “กองบรรณาธิการสายน้ำเปื้อนพิษ”จึงได้จัดตั้งขึ้นเพื่อท้าทายภารกิจแรกของ “CRRU Creative Hub” (ศูนย์สร้างสรรค์สื่อ มร.ชร.) ซึ่งเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ ไทยพีบีเอส สำนักข่าวชายขอบ และเครือข่ายสื่อมวลชนท้องถิ่น   ประกอบด้วยนักผลิตสื่ออิสระอย่างเพจเชียงรายสนทนา เพจเป็นข่าว และเชียงของทีวี

จากห้องเรียนสู่สนามข่าวจริง

“กองบรรณาธิการเฉพาะกิจ” นี้ ได้กลายเป็นสนามฝึกภาคปฏิบัติจริงให้กับนักศึกษา นิเทศศาสตร์ สาขาการจัดการและสร้างสรรค์คอนเทนต์ มร.ชร. ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา พื้นที่สนทนาออนไลน์ระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา นักข่าวอาวุโส ร่วมกันให้ความเห็นและเป็นพี่เลี้ยง และผู้ผลิตสื่ออิสระที่อยู่ในสนามข่าว ได้กลายเป็นห้องประชุมข่าวที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองต่อสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ผลงานของนักศึกษาไม่เพียงถูกใช้ในวิชาเรียน แต่ยังถูกนำไปต่อยอดและเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะและสื่อท้องถิ่นที่เกาะติดประเด็นนี้อย่างจริงจัง

กระบวนการทั้งหมดเดินทางมาถึงจุดสำคัญของกิจกรรม ในวันที่ 24 กันยายน ณ หอประชุมกาสะลองคำ มร.ชร. เมื่อนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้เป็นทีมงานหลักในการจัดกิจกรรมสัมมนาและเวิร์คช็อปภายใต้หัวข้อ “สายน้ำร่ำไห้ใครจะฟัง” เพื่อนำเสนอชิ้นงานและเปิดพื้นที่ให้รุ่นน้องชั้นปีที่ 1ได้เข้ามามีส่วนร่วมการเรียนรู้ในการสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อบ้านเกิดของพวกเขา

บรรยากาศเริ่มต้นด้วยการนำเสนอผลงานของกลุ่มนักศึกษาที่สะท้อนความเข้าใจต่อปัญหา ทั้งในเรื่องผลกระทบต่อน้ำประปา ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพของคนในชุมชน ก่อนจะส่งไม้ต่อให้กับเวทีเสวนาที่เปรียบเสมือนการถ่ายทอดบทเรียนจากภาคสนาม โดยทีมวิทยากรนักข่าวท้องถิ่น ประกอบด้วย ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง จากสำนักข่าวชายขอบ ณัฐวัตร ลาพิงค์ จาก ChiangRai Report และ อักษรสิริ ด้วงแจ่ม จาก Thai PBS ภาคเหนือ โดยมีตัวแทนนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เป็นพิธีกร

ณัฐวัตร ลาพิงค์ ชี้ให้เห็นความท้าทายของสื่อยุคใหม่ว่า “นักข่าวคือหมาเฝ้าบ้าน เห่าเมื่อเห็นสิ่งที่ผิดปกติ” เขากล่าวถึงแนวทางการรับมือกับข้อมูลที่ซับซ้อน การตรวจสอบข้อเท็จจริง และการนำเสนอข่าวในภาวะที่ข้อมูลจากรัฐไม่ชัดเจน พร้อมแนะแนวทางการสื่อสารที่ทรงพลัง คือการแปลข้อมูลวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องราวของผู้คน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการร่วมหาทางออก และหากเป็นประเด็นอ่อนไหว ให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้ข้อมูลเพื่อลดความเสี่ยงของนักข่าวจากการถูกฟ้องร้อง

ขณะที่ จิราพร ขุนศรี อาจารย์ประจำโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ กล่าวเสริมในมุมของภาคการศึกษาว่า นี่เป็นครั้งแรกที่นักศึกษาได้ทำสองงานพร้อมกัน คือเป็นทั้งผู้ผลิตคอนเทนต์และเป็นทีมออกาไนเซอร์จัดทำเวิร์คช้อปให้น้องๆ ปี 1 ถือว่าเป็นงานที่หนัก แต่ชิ้นงานนี้จะอยู่ในพอร์ตโฟลิโอที่พวกเขาใช้สมัครงานหรือฝึกงานต่อไป ขณะที่น้องๆ ปี 1 ที่ร่วมทำเวิร์คช้อป ก็ได้ศึกษาแนวทางจากรุ่นพี่เพื่อเป็นแนวทางกระตุ้นการรับรู้ การเรียนรู้ในการสร้างงานเห็นเป้าหมายตัวเองในการศึกษาในระดับชั้นปีที่สูงขึ้นต่อไป

ด้านปิยนันท์ จิตต์แจ้ง จากสำนักข่าวชายขอบ เน้นย้ำถึงหัวใจของการเป็นสื่อท้องถิ่นว่า คนในพื้นที่จะมองเห็นความผิดปกติได้ชัดเจนที่สุด หากนักศึกษาจะผลิตคอนเทนต์เพื่อสื่อสาร จำเป็นต้องเข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องราว รู้จักหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อติดตามสถานการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสารปนเปื้อนที่ยังมองไม่เห็นทางออก การทำงานของน้องๆ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งที่จะสื่อสารให้ตรงกับข้อเท็จจริง และการสร้างชิ้นงานจากความรู้สึกร่วมเห็นอกเห็นใจผู้ได้รับผลกระทบจะเป็นแรงบันดาลใจในการนำเสนอ ส่วนรูปแบบและเนื้อหาที่เลือกมาสร้างชิ้นงานอยู่ที่ความถนัดความสนใจและกลุ่มเป้าหมายของนักศึกษาที่ต้องการสื่อ

ขณะที่มุมมองจากผู้ผลิตสื่ออิสระอย่างธวัชชัย ดวงนภา (เป๊ก) จากเพจเชียงรายสนทนา ได้สะท้อนความรุนแรงของปัญหาผ่านผลงานสารคดีในธีม “ฆาตกร” ซึ่งแบ่งเป็นตอน “ฆาตกรต่อเนื่อง” เพราะปัญหานี้ยังไม่มีจุดสิ้นสุด และ “ฆาตกรสังหารหมู่” เพราะผลกระทบเป็นวงกว้างในระดับแสนหรืออาจหลักล้านคน

“ผมผลิตในมุม ‘น้ำกก 101’ เพื่อให้คนที่ยังไม่รู้ได้เข้าใจว่าปัญหานี้คืออะไร” นายธวัชชัยกล่าว พร้อมให้ความเห็นต่อผลงานของนักศึกษาว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และอยากชวนให้ก้าวต่อไป อยากชวนให้ลงลึกขึ้น พัฒนาทั้งรูปแบบและเนื้อหาข้อมูลให้แข็งแรง สร้างสรรค์วิธีเล่าเรื่องใหม่ๆ ผ่านปลา ผ่านคน เพราะการสื่อสารผ่านหลายแพลตฟอร์มจะทำให้เสียงของแม่น้ำไปได้ไกลขึ้น

ขณะที่ อักษรสิริ ด้วงแจ่ม จาก Thai PBS กล่าวถึงเป้าหมายความร่วมมือว่า เป้าหมายหลักคือการส่งเสริมบทบาทของคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลังขับเคลื่อน ไม่ใช่เพียงเรียนในห้องเรียน แต่สามารถเชื่อมโยงปัญหาของพื้นที่บ้านตัวเองเข้ากับสิ่งที่เรียนได้

แม้สถานการณ์ในอนาคตของโครงการจะยังมีความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรแม่ข่าย แต่กิจกรรมในครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพและความจำเป็นของการมีพื้นที่บ่มเพาะนักสื่อสารรุ่นใหม่ มันไม่ใช่แค่กิจกรรมในหลักสูตร แต่คือการ “ติดตั้งอุดมการณ์” และสร้าง “เครือข่ายผู้พิทักษ์” ที่จะคอยรับฟังและบอกเล่าเรื่องราวของสายน้ำต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อสายน้ำร่ำไห้ จะยังมีคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเงี่ยหูฟังและส่งเสียงแทนเสมอ

—————