
นายฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลไทยว่าด้วยความร่วมมือเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกและส่งเสริมการลงทุน หรือที่เรียกสั้นๆว่า “MOUแรร์เอิร์ธ”ว่า มองว่าในมิติของอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศ เราไม่ได้มีทางเลือกมากนัก และปัญหานี้ยังเป็นโจทย์เชิงปรัชญาการพัฒนาด้วย หากเราต้องการก้าวข้ามไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว เช่น การใช้พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ย่อมต้องมีสิ่งที่ต้องแลก หรือที่เรียกว่า trade-off ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือการขุดแร่หายากที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่มากก็น้อย
นายฟูอาดี้กล่าวว่า คำถามสำคัญคือในระยะยาว trade-off ดังกล่าวจะคุ้มค่าหรือไม่ เพราะโครงสร้างเชิงอำนาจโลก และทิศทางการพัฒนาโลกที่เราไม่อาจหลีกหนีได้นี้ หากเรายอมรับข้อเท็จจริงนี้ ก็ต้องเลือกแก้ปัญหาอย่างก้าวหน้า ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจำเป็นต้องตั้งคำถามต่อว่า เราจะสามารถทำเหมืองด้วยหลักธรรมาภิบาลได้มากกว่านี้หรือไม่ เพื่อให้ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตของผู้คนในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีการทำเหมืองลดลง
“ถ้าตัดสินใจที่จะหาทางทำเหมืองนี้อย่างมีธรรมภิบาลมากขึ้น เราควรมองหาหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้บริษัทในประเทศเรามีทักษะการทำเหมืองมีธรรมาภิบาลมากขึ้น และเพื่อสร้างสมดุลเพื่อลดการพึ่งพิงประเทศมหาอำนาจ ในมุมนี้ผมมองว่าประเทศอย่างออสเตรเลีย แคนาดา และญี่ปุ่น ซึ่งมีมาตรฐานอุตสาหกรรมเหมืองที่สูงและเป็นประเทศมหาอำนาจระดับรอง อาจเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม”นายฟูอาดี้กล่าว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า คำถามสุดท้ายคือ ในเชิงธุรกิจแล้ว การลงทุนของบริษัทเหมืองจากประเทศที่มีมาตรฐานสูงเหล่านี้จะคุ้มค่าหรือไม่ เพราะการขุดแร่หายาก (REE) ก็มีต้นทุนสูงและอาจไม่ให้ผลตอบแทนในระดับที่จูงใจนักลงทุนได้ง่าย
ก่อนหน้านี้นายฟูอาดี้ได้โพสต์ข้อความในเฟสบุคส่วนตัวระบุว่า ข้อมูลจาก USGS ระบุว่า ไทยมีสำรองแร่หายาก (rare earth reserves) อยู่ราว 4,500 ตัน แต่ในปีที่ผ่านมากลับผลิตได้ถึง 13,000 ตัน ซึ่งทำให้ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีตัวเลข “ไม่สมดุล” แบบนี้นั่นหมายความว่าอะไร
นายฟูอาดี้ระบุว่า Rare earth ที่ถลุงกันอยู่ในรัฐฉาน ที่ว่ากันว่าเป็นบริษัทจีน (ทำให้แม่น้ำในภาคเหนือต้องปนเปื้อนเจอสารหนู ฯลฯ) ถ้าดูจากสถิติตรงนี้ก็คงแปลว่า แร่เหล่านั้นอย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง คงถูกส่งเข้ามาแปรรูปต่อที่ไทยเหมือนกัน แล้วก็ถูกส่งออกต่อในนามเหมืองจากประเทศไทย เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรจัดการกับบริษัทในไทยที่รับซื้อแร่จากเหมืองในรัฐฉานก่อนเลย และจัดการให้มี Traceability (ระบบตรวจสอบย้อนกลับ) ให้ชัดเจน
“สัจธรรมที่น่าเศร้าและไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือ หนทางสู่โลกที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า หรือเทคโนโลยีขั้นสูง ล้วนต้องอาศัยการถลุงแร่และทำลายสิ่งแวดล้อมมาก่อนเสมอ ต่างกันแค่เพียง มากหรือน้อยเท่านั้นเอง การจะแก้ปัญหาเช่นนี้ให้ได้จริง จึงต้องมองอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ คำถามสำคัญคือ เราจะผลักดันนโยบาย ด้านแร่หายากได้อย่างไร ให้ทั้งปกป้องสิ่งแวดล้อม ควบคุมต้นน้ำ และยังไม่ปิดกั้นโอกาสของไทยในเศรษฐกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต”นายฟูอาดี้ ระบุ
ขณะที่นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม กล่าวว่า วันนี้ตนขอใช้เวลา 2 นาทีของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร ขอหารือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จากการไปการเซ็น MOU แรร์เอิร์ธ
เพราะเรื่องนี้จริงๆแล้ว ทราบดีว่าไทยเราไม่มีการทำแรร์เอิร์ธ มีแต่แร่ดิบ เช่น ดีบุกที่ทำแรร์เอริ์ธได้ แต่มีปัญหาตั้งแต่ต้นปี ท่านทราบหรือไม่ว่าที่ผ่านมาว่ามีภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการในภาคเหนือที่จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย ได้รับผลกระทบแรร์เอิร์ธ จากประเทศเพื่อนบ้าน คอเมียนมาและมีมลพิษข้ามแดนมาในไทย
นายกัณวีร์ กล่าวว่า รู้สึกตกใจเพราะไปลงพื้นที่กับนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ จ.เชียงใหม่ และจ.เชียงราย และได้ถามปัญหาประชาชนในพื้นที่ ที่ได้รับกระทบจากแร่พวกนี้ ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง มี 4 ประเทศกระทบเหมืองแร่ข้ามพรมแดน แต่ไทยกลับไปลงนามกับสหรัฐฯ”
ผมนี่ไม่เข้าใจจริง ขอฝากคำถามไปถึงนายกรัฐมนตรี 3 ข้อ 1.เหตุผลที่ไปลงนามทั้งๆที่มีผลกระทบมลพิษข้ามแดน 2.ห่วงโซ่อุปทาน นั่นหมายความว่าเราจะช่วยเขาในการพัฒนาใช่หรือไม่ และในการประชุม ครม.23 ต.ค. ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากน้อยหรือไม่ 3. ก่อนการทำ MOU ท่านได้ถามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาอย่างรอบคอบแล้วหรือไม่ว่าจะไม่มีปัญหาทางกฏหมาย”นายกัณวีร์กล่าว