กองทรัพยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ทำหนังสือเผยแพร่ชื่อว่าสมุดแผนที่ทรัพยากรแร่ของไทย “ธาตุหายาก”ตีพิมพ์ครั้งแรก 2561 และเข้าใจว่าตีพิมพ์อีกครั้งปี 2566(ตามที่ระบุไว้บนหน้าปก) ในคำนำตอนหนึ่งระบุว่า
“ธาตุหายาก เป็นวัตถุดิบสำคัญที่มีมูลค่าสูงและมีปริมาณความต้องการใช้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เพราะมีการนำไปใช้ประโยชน์แพร่หลายในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท โดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีชั้นสูงและชิ้นส่วนที่เป็นหัวใจของอุปกรณ์สื่อสาร เครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหลากชนิด อาทิ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์จอแบน เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องมือทางการแพทย์ รวมถึงยานยนต์ไฮบริด อากาศยาน ระบบน าร่องน าวิถี และอาวุธยุทโธปกรณ์
“ในปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยจัดเป็นผู้บริโภควัตถุดิบธาตุหายากด้วยการนำเข้าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกและในปัจจุบันธาตุหายากได้กลายเป็นวัตถุดิบสำคัญที่กุมชะตาการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับโลกอนาคตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ทว่าในประเทศไทยยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธาตุหายากอยู่ในวงจำกัด ด้วยเหตุนี้กรมทรัพยากรธรณีจึงได้จัดทำสมุดแผนที่ทรัพยากรแร่ของไทยเรื่อง “ธาตุหายาก” ฉบับนี้ขึ้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นของธาตุหายากรวมถึงข้อมูลแหล่งธาตุหายากที่ได้จากกิจกรรมตามแผนปฏิบัติงานของกรมทรัพยากรธรณี โดยนำเสนอในรูปของข้อมูลแผนที่และรูปภาพประกอบเนื้อหาเพื่อให้ง่ายแก่ความเข้าใจสำหรับประชาชนและผู้สนใจทั่วไป โดยคาดหวังว่าสมุดแผนที่ฯ ฉบับนี้ จะเป็นสื่ออย่างหนึ่งให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและมีความเข้าใจในข้อมูลทรัพยากรธาตุหายากที่ตรงกันตามเจตนารมณ์แห่งภารกิจของกรมทรัพยากรธรณี”
เนื้อหาในสมุดแผนที่แร่หายากเล่มนี้ ได้อธิบายตั้งแต่คำนิยาม“ธาตุหายาก (Rare Earth Elements: REE)” หรือ “rare earths” เป็นธาตุโลหะในกลุ่มธาตุทรานซิชัน 3B ที่จัดอยู่ในอนุกรมธาตุแลนทาไนด์ (lanthanide series) ประกอบด้วยธาตุ 15 ธาตุ มีเลขอะตอมตั้งแต่ 57 ถึง 71
“ธาตุหายากสามารถพบได้ในเนื้อหินเกือบทุกชนิดที่เป็นส่วนประกอบของเปลือกโลกในปริมาณความเข้มข้นที่แตกต่างกัน ถึงกระนั้นก็เป็นการยากที่จะพบบริเวณที่มีการสะสมของกลุ่มธาตุหายากในปริมาณสมบูรณ์สูงมากพอจะสกัดออกมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งในธรรมชาติมีชนิดแร่ที่มีธาตุหายากเกิดเป็นธาตุองค์ประกอบหลักในโครงสร้างผลึกอยู่ในราว 73 ชนิดโดยแร่เหล่านี้บางตัวจะมีธาตุหายากหลักเป็นกลุ่มธาตุเบา ขณะที่แร่บางตัวจะมีธาตุหายากหลักเป็นกลุ่มธาตุหนัก แต่ทั้งนี้มีเพียง 4 ชนิดแร่หลัก ๆ ที่ทั่วโลกได้มีการน ามาใช้เป็นสินแร่ในการสกัดแยกธาตุหายาก ได้แก่ แร่บาสต์เนไซต์ โมนาไซต์ ซีโนไทม์ และอะพาไทต์ นอกจากนี้ในปัจจุบันมีการสกัดแยกธาตุหายากที่ถูกดูดซับไว้บนผิวผลึกแร่ดิน (REE-adsorbed clay minerals)ที่สะสมในชั้นหินผุของมวลหินแกรนิต”
ที่น่าสนใจยิ่งคือในหัวข้อบัญชีทรัพยากรธาตุหายาก ระบุว่าข้อมูลด้านทรัพยากรธาตุหายากของประเทศไทยนั้น กล่าวได้ว่ามีน้อยมาก ทั้งนี้ด้วยการสำรวจประเมินศักยภาพทรัพยากรแร่และการจัดทำบัญชีทรัพยากรแร่ของกรมทรัพยากรธรณีที่เกี่ยวข้องกับธาตุหายากที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ได้กำหนดพื้นที่แหล่งแร่ของธาตุหายากและมีการประเมินปริมาณทรัพยากรธาตุหายากไว้ในเบื้องต้นแล้วทั้งสิ้น 31 แหล่ง (รูปที่ 8) โดยกิจกรรม
การดำเนินการสำรวจสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงแรก ระหว่างปี พ.ศ. 2534-2536 ซึ่งเป็นโครงการร่วมสำรวจแร่ในพื้นที่กระบุรี จ.ระนอง ระหว่างกรมทรัพยากรธรณีกับหน่วยงานของญี่ปุ่น 2 หน่วยงานคือ JICA (Japan International Cooperation Agency) และ MMAJ (Metal Mining Agency of Japan) ได้กำหนดบริเวณพื้นที่ศักยภาพธาตุหายากแบบลานแร่ไว้ 1 แหล่ง (REE_MP1) มีเนื้อที่รวมประมาณ 0.5 ตร.กม. และช่วงหลัง ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 เป็นต้นมา เป็นการดำเนินงานของกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555-2566 ได้กำหนดขอบเขตพื้นที่ศักยภาพธาตุหายากสูง แบบสะสมตัวในชั้นดินเหนือมวลหินไว้ 24 แหล่ง (REE_M1-M24) มีเนื้อที่รวมประมาณ 366.5 ตร.กม. และพื้นที่ศักยภาพธาตุหายากที่ได้จากการสำรวจเบื้องต้นแบบสะสมตัวในชั้นดินเหนือมวลหิน 16 พื้นที่ (REE_P1-P16) คิดเป็นเนื้อที่รวมประมาณ 1,644 ตร.กม.
ในหนังสือเล่มนี้ได้ระบุถึงบัญชีทรัพยากรธาตุหายาก และแหล่งธาตุหายากในจังหวัดต่างๆ
ในช่วงท้ายได้ระบุข้อมูลสถิติธาตุหายาก ซึ่งในหัวข้อ “การส่งออกแร่/วัตถุดิบธาตุหายาก”ระบุว่าจากข้อมูลสถิติแร่ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ระหว่างปี พ.ศ. 2531-2564 พบว่าประเทศไทยมีสถิติการส่งออกแร่ธาตุหายากที่ได้จากการแต่งหางแร่ดีบุก ปรากฏเป็นช่วง ๆ ซึ่งมีปริมาณการส่งออกแร่โมนาไซต์ในช่วงปี พ.ศ. 2531-2564 รวม 59,214 เมตริกตัน ขณะที่แร่ซีโนไทม์ มีปริมาณการส่งออกในช่วงปี พ.ศ. 2531-2564รวม 2,421 เมตริกตัน โดยการส่งออกแร่โมนาไซต์และซีโนไทม์มีปรากฏอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 ทั้งนี้ในช่วงปีพ.ศ. 2542-2560 มีปริมาณการส่งออกแร่โมนาไซต์รวมกันมากถึง 57,868 เมตริกตัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าตัวเลขส่งออกรวมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531-2541 (1,326 เมตริกตัน) ถึง 44 เท่าตัว แม้ว่ากิจการเหมืองแร่ดีบุกจากแหล่งลานแร่ในประเทศทั้งหมดได้ยุติการผลิตแร่ไปก่อนหน้านี้แล้ว จึงเป็นการบ่งชี้ว่าวัตถุดิบหางแร่ส่วนใหญ่ที่ป้อนโรงแต่งแร่ในช่วงเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา ได้มาจากการนำเข้าและเป็นภาพสะท้อนส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงระดับความต้องการใช้วัตถุดิบธาตุหายากของภาคอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี”
(อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ http://transbordernews.in.th/home/wp-content/uploads/ข้อมูลแร่หายาก.pdf )
