Search

นักวิชาการแนะรัฐไทยเร่งหารือประเทศลุ่มน้ำโขงหลังตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานใน จ.เลย-หนองคาย-บึงกาฬ-นครพนม ภาคประชาชนจี้รัฐแจ้งความจริงให้ชาวบ้านทราบ-หาแนวทางปฎิบัติ-หวั่นหลายเมืองใช้น้ำโขงผลิตน้ำประปาได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นายมนตรี จันทวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) เปิดเผยว่า ได้เข้าไปตรวจค้นรายงานผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำของแม่น้ำโขง โดยสำนักสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ 9 (อุดรธานี) หรือ สคพ.9 โดยดูย้อนหลังปลายปี 2567 พบว่ายังไม่มีสารโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำโขง แต่พอมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 พบว่าเริ่มมีสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำโขงในภาคอีสาน แต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน( ค่ามาตรฐาน 0.01 มก./ล.) แต่พอถึงเดือนพฤษภาคมพบค่าสารหนูมากขึ้น จนกระทั่งผลตรวจครั้งล่าสุดในเดือนสิงหาคมสารหนูเกินค่ามาตรฐานตั้งแต่แก่งคุดคู้ จ.เลย มาจนถึงหนองคาย บึงกาฬและนครพนม ซึ่งแทนที่สารหนูในเดือนสิงหาคมจะเจือจางเนื่องจากเป็นฤดูฝน กลับเพิ่มขึ้น แต่ที่น่าประหลาดใจคือผลตรวจแม่น้ำโขงในภาคอีสานตอนล่างคือแถวอุบลราชธานี มุกดาหาร อำนาจเจริญ กลับไม่พบสารหนู

นายมนตรีกล่าวว่า คิดว่าสารหนูในแม่น้ำโขงที่ภาคอีนานส่วนหนึ่งมากจากการทำเหมืองแร่ในตอนบน แต่เราไม่รู้ว่าสารโลหะหนักลงมาแค่ไหน แต่ในช่วงแรกค่าสารหนูยังไม่มาก แต่พอสิงหาคมเข้มข้นขึ้นเชื่อว่าน่ามีสารหนูจากที่อื่นมาเพิ่ม ดังจะเห็นได้ว่าค่าสารหนูในแม่น้ำโขงบริเซบึงกาฬ สูงกว่าที่อื่น ซึ่งตั้งข้อสงสัยว่า เป็นเพราะบริเวณนั้นมีแม่น้ำสายใหญ่ 4 สายในลาวไหลมาสมทบ แต่เราไม่รู้ว่าต้นน้ำพวกนั้น มีสารโลหะหนักมากน้อยแค่ไหน

“การที่สารหนูในแม่น้ำโขงภาคอีกสานสูงกว่าค่ามาตรฐาน มันสะท้อนความรุนแรงของปัญหาที่มากขึ้นอย่างน่าตกใจ เราไม่แน่ใจว่า หากไม่ไปค้นเจอ สคพ.9 จะรายงานเรื่องนี้ให้สาธารณชนทราบหรือไม่ เพราะการเอาไปห้อยไว้ในเว็บไซต์ ถ้าประชาชนไม่เข้าไปค้นดูก็จะไม่เห็น จริงๆแล้ว คพ.ควรแจ้งให้สาธารณะทราบตั้งเดือนกุมภาพันธ์ที่เริ่มตรวจพบสารโลหะหนักแล้ว คพ.ต้องกระจายจุดตรวจมากขึ้นเพื่อประเมินจากแหล่งไหนมาก”นายมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ทางการหวั่นกระทบการท่องเที่ยวโดยเฉพาะแก่งคุดคู้ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง นายมนตรีกล่าวว่า ไม่ว่าจะแจ้งตอนไหนก็ย่อมส่งผลกระทบ เพียงแต่ราชการควรมีวิธีการแจ้งเตือนเพื่อให้สนับสนุนฝ่ายการเมืองมีจุดยืนจัดการที่ต้นกำหนดแหล่งมลพิษ ซึ่งขณะนี้ไม่ใช่มีเพียงในประเทศพม่าอย่างเดียว แต่ในลาวก็มี

เมื่อถามว่าบทบาทของไทยในภูมินี้ควรเป็นอย่างไร นายมนตรีกล่าวว่า ไทยควรพูดดถึงระบบนิเวศที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย เพราะแม่น้ำโขงส่งผลกระทบทั้งลาว เวียดนาม กัมพูชา และสารพิษสะสมระยะยาว หากใช้น้ำโดยขาดการป้องกันจะเป็นภาระในระยะยาว ซึ่งไทยมีขีดความสามารถในการตรวจวัด น่าจะต้องกระจายการตรวจมากขึ้นและสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้าน หากลาวเปิดก็ควรร่วมมือกันและใช้ชุดความรู้ช่วยเหลือกัน ซึ่งอาจต้องผ่านกลไกลระดับภูมืภาคหรือทวิภาคีก็ไม่เป็นไร แต่ควรแสดงบทบาทมากขึ้นในการใช้ชีวิตของคนน้ำโขง

“ระบบประปาแทบทุกเมืองริมแม่น้ำโขงต่างใช้จากน้ำโขง มันจะลามเช่นเดียวกับเชียงราย เราต้องไปหาแหล่งใหม่ซึ่งไม่ทัน ดังนั้นต้องจัดการที่แหล่งกำเนิด”นายมนตรี กล่าว

นายชาญณรงค์ วงลา เลขาและผู้ประสานงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกษตรริมโขง ประมงพื้นบ้าน จ. เลย กล่าวว่า ผลตรวจน้ำผิวดินที่ บริเวณแก่งคุดคู้ ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย ซึ่งพบสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำโขง 0.013 มิลลิกรัม/ลิตร สูงเกินมาตรฐานนั้นเนื่องจากยังไม่มีการแจ้งจากภาครัฐกับประชาชนในพื้นที่ จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งชี้แจงกับประชาชน ดังนั้นคงต้องทำหนังสือและหารือกับทางสาธารณสุขจังหวัดเลย เพื่อให้ข้อมูลกับชาวบ้านโดยเร็วเพื่อคลายความกังวลและควรแจ้งให้รู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ส่วนในเรื่องปลาคงต้องหารือกับทางประมงเพื่อการตรวจปลาในแม่น้ำโขง
ในส่วนหน่วยงานรัฐ

“ผมคิดว่ารัฐบาลต้องรีบเจรจากันระหว่างประเทศและระดับภูมิภาคเพื่อรับมือและแก้ไขปัญหานี้ แต่ก็น่ากังวลเพราะท่าทีของรัฐบาลเองที่ไปลงนาม MOU เรื่องการสำรวจแร่แรร์เอิร์ธในประเทศกับผู้นำสหรัฐอเมริกา ทำให้รู้สึกว่าภาคประชาสังคมถูกด้อยค่า ในทางการทูตจึงต้องการให้ทางรัฐบาลเจรจากับ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC: Mekong River Commission) และ กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC: Mekong-Lancang Cooperation) เพราะที่ผ่านมาเมื่อตรวจพบสารหนูปนเปื้อนสูงเกินมาตรฐานในแม่น้ำโขงทางภาคเหนือ แต่ก็ยังไม่เห็นการดำเนินการเกี่ยวกับผลกระทบสารปนเปื้อนในแม่น้ำโขงที่ชัดเจนเลย”นายชาญณรงค์ กล่าว

นายสันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ นักวิชาการคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี กล่าวว่า ผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำผิวดิน ครั้งที่ 4 เดือนสิงหาคม 2568 จำนวน 24 จุด แม่น้ำต่างๆ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังไม่มีการตรวจพบสารหนู (แสดงสถานะ ND คือพบน้อยมากจนเครื่องไม่สามารถตรวจพบได้) ยกเว้นในแม่น้ำโขง ที่ตรวจพบในทุกจุดตรวจ ได้แก่ 1.จุดตรวจบริเวณดอนหมากกะทัน บ้านหนองจันทร์ ต.ท่าค้อ อ.เมือง จ.นครพนม มีค่าสารหนูอยู่ที่ 0.016 มก/ล (ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 0.01 มก./ล.)
2.จุดตรวจหลังวัดโพธาราม บ้านท่าไคร้ ต.บึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ พบสารหนู 0.019 มก/ล 3.ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย พบสารหนู 0.017 มก/ล และ 4.บริเวณแก่งคุดคู้ ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย พบสารหนู 0.013 มก/ล ซึ่งทุกจุดตรวจ มีค่าเกินค่ามาตรฐานไปเล็กน้อย โดยค่ามาตรฐานสารหนูในแหล่งน้ำผิวดิน ต้องไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัม/ลิตร

นายสันติภาพกล่าวว่า เมื่อพิจารณาแล้ว หากเทียบกับแม่น้ำสายต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งตรวจไม่พบสารหนู ก็อาจจะเป็นสิ่งที่พอจะบ่งชี้ได้ว่า สารหนูในแม่น้ำโขง น่าจะมีแหล่งกำเนิดมาจากที่อื่น ไม่ใช่ลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขงในภาคอีสาน การตรวจสอบเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น และควรรายงานผลให้ประชาชนทราบเป็นระยะๆ เนื่องจากหลายชุมชนใช้น้ำจากแม่น้ำโขงในการผลิตประปา รวมทั้งอาจจะกระทบต่อการผลิตน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค ที่ผลิคและจ่ายน้ำปริมาณมากให้บริการต่อประชาชน

“ควรมีความร่วมมีอกันระหว่างประเทศในการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในแม่น้ำโขงทั้งในตอนบนของประเทศไทย ในพื้นที่เสี่ยงของการแพร่กระจายมลพิษที่อยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิด เช่น จังหวัดเชียงราย รวมถึงแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาขา ส่วนที่อยู่ในเขตประเทศลาว หรือตลอดทั้งลำน้ำโขงทั้งสายจนออกทะเล เพื่อน้ำข้อมูลมาสร้างแบบจำลอง หรือวิเคราะห์แบบจำลองการแพร่กระจายของมลพิษ (สารหนู) ในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา เพื่อหามาตรการในการจัดดการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดการที่แหล่งกำเนิดมลพิษ”นายสันติภาพ กล่าว