Search

วิกฤตมลพิษลุ่มน้ำโขง สถาบัน Stimson Centerของสหรัฐแฉเหมืองแร่เกลื่อน 2,420 แห่ง-แรร์เอิร์ธเถื่อนตัวการใหญ่หวั่นภูมิภาคหายนะ-แนะรัฐบาลลุ่มน้ำโขง-นานาชาติกดดันจีน

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 สถาบัน Stimson Center ซึ่งเป็นองค์กรด้านคลังสมองของสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยข้อมูลวิกฤตสิ่งแวดล้อมครั้งใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนายเรแกน กวาง นักวิเคราะห์วิจัย และ นายไบรอัน ไอเลอร์ ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้นำเสนอหลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภาคสนามผ่านแดชบอร์ดแบบอินเตอร์แอคทีฟ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงวิกฤติสิ่งแวดล้อมภูมิภาคจากการทำเหมืองไร้การควบคุมในเมียนมา ลาว กัมพูชา

Stimson Center เสนอข้อมูลดาวเทียมชี้ให้เห็นการขยายตัวของการทำเหมืองตามแนวแม่น้ำสายสำคัญกว่า 43 แห่งในภูมิภาคอาเซียน โดยพบเหมืองจำนวนมากกว่า 2,420 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 และในจำนวนนี้มีเกือบ 800 แห่งที่เป็นเหมืองแร่ไร้การควบคุม หรือเหมืองเถื่อนซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดมลพิษสะสมรุนแรง โดยเฉพาะในเมียนมา ลาว และกัมพูชา การตรวจสอบคุณภาพน้ำล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน 2568 พบสารปนเปื้อนอันตราย เช่น ไซยาไนด์ ปรอท และสารหนู ซึ่งในแม่น้ำสาละวินพบปริมาณสารหนูสูงเกินมาตรฐานถึง 5 เท่า ส่งผลให้ประชากรนับหมื่นคนต้องเลี่ยงการใช้น้ำและสัมผัสน้ำโดยตรง

รายงานของ Stimson Center จำแนกประเภทเหมืองอันตรายเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1. การชะล้างในแหล่งกำเนิด (In-situ leaching – ISL) ใช้สำหรับสกัดแร่หายาก หรือ แรร์เอิร์ธ วิธีนี้ถือเป็นระเบิดเวลาทางสิ่งแวดล้อม เนื่องจากต้องใช้น้ำและสารเคมีมหาศาล อัดฉีดลงไปใต้ดินเพื่อละลายแร่ ข้อมูลระบุว่าการผลิตแร่หายากเพียง 1 ตัน จะก่อให้เกิดกากแร่ ถึง 2,000 ตัน และน้ำเสียปนเปื้อนอีก 1,000 ตัน อัตราส่วนของเสียต่อผลผลิต 3,000:1 ซึ่งยากต่อการกำจัดและจะสะสมในตะกอนแม่น้ำ รอวันปะทุเมื่อเกิดน้ำท่วม

2.การชะล้างกองแร่ (Heap leach) ใช้สำหรับสกัดทองคำ ทองแดง นิกเกิล โดยใช้สารเคมีอันตรายอย่าง “ไซยาไนด์” ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อดินและพืชผลทางการเกษตร 3. การขุดเจาะตะกอนน้ำพา (Alluvial mining) เน้นขุดหาทองคำและดีบุก แม้ดูเป็นวิธีดั้งเดิมแต่มักใช้ “ปรอท” ในการแยกทองคำ ส่งผลให้เกิดตะกอนมหาศาลและสารปรอทปนเปื้อนในสัตว์น้ำ ทำลายห่วงโซ่อาหารและความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการภายในเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยราคาแร่ทองคำในตลาดโลกที่พุ่งสูง และความต้องการแร่หายาก

    รายงานของ Stimson Center ระบุว่า ปัจจัยเร่งที่สำคัญคือสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาหลังรัฐประหารปี 2564 ที่ทำให้เกิดสภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย กลุ่มอำนาจและประชาชนในท้องถิ่นต่างหันมาขุดแร่เพื่อความอยู่รอด ที่น่ากังวลที่สุดคือการพบว่า รูปแบบการทำเหมืองเถื่อน โดยเฉพาะแบบ ISL เป็นรูปแบบทางเทคนิคการทำเหมืองที่ส่งออกมาจากประเทศจีน ซึ่งจีนเลิกทำในประเทศแล้ว เป็นไปได้ว่าเทคนิคนี้ข้ามพรมแดนมายังประเทศเพื่อนบ้านที่มีกฎหมายอ่อนแอกว่า เพื่อลดต้นทุนและหลีกเลี่ยงกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยจีนเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ ในขณะที่ปล่อยให้แรงงานท้องถิ่นรับความเสี่ยงจากการสัมผัสสารพิษ

    รายงานของ Stimson Center ได้ชี้ว่า การระบุตัวตนผู้ที่ทำเหมืองเถื่อนแบบ in situ leaching นี้ เป็นรูปแบบการทำเหมืองที่พบในประเทศจีน

    “โดยทั่วไปภาพถ่ายดาวเทียมไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการเหมืองเหล่านี้ได้ องค์กรและนักเคลื่อนไหวทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับภูมิภาคได้ให้บริบทเพื่อทำความเข้าใจว่าฝ่ายใดมีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาและการดำเนินงานของเหมืองเหล่านี้ รายงานของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนรัฐฉาน (Shan Human Rights Foundation)เปิดเผยว่าเหมืองแร่หายากและทองคำบนแม่น้ำกก ซึ่งอยู่ต้นน้ำของชายแดนไทย-เมียนมา เป็นของบริษัทและคนสัญชาติจีน เอกสารสรุปของมหาวิทยาลัยวอร์วิกและศูนย์วิจัยคะฉิ่นระบุว่า คนสัญชาติจีนที่เกี่ยวข้องโดยทั่วไปจะเป็นผู้บริหารจัดการกระบวนการทั้งหมดหรือจัดการด้านเทคนิค โดยปล่อยให้คนงานเหมืองในท้องถิ่นต้องลงมือปฏิบัติจริงและสัมผัสกับวัสดุอันตรายเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง”

    รายงานระบุว่า มลพิษจากการทำเหมืองไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศต้นทาง แต่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างชัดเจนต่อประเทศไทย การทำเหมืองแร่หายากและทองคำบริเวณต้นน้ำแม่น้ำกก ในฝั่งเมียนมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพน้ำในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ และยังกระทบต่อ ประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชา มลพิษจากเหมืองในลาวไหลลงสู่แม่น้ำโขง กระทบชุมชนปลายน้ำในเวียดนามและกัมพูชา ทั้งด้านการประมงและเกษตรกรรม

    Stimson Center ได้เสนอแนวทางแก้ไขที่เน้นการกดดันและประสานงานระหว่างประเทศ การกดดันบทบาทของจีน โดยนานาชาติและประเทศปลายน้ำต้องสื่อสารกับปักกิ่งให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบ ต่อการที่บริษัทสัญชาติจีนส่งออกเทคโนโลยีการทำเหมืองสกปรกมายังประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) จีนและตลาดโลกต้องสร้างกลไกตรวจสอบแหล่งที่มาของแร่หายาก เพื่อกีดกันแร่ที่มาจากเหมืองเถื่อนออกจากห่วงโซ่อุปทาน ตัดท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจ โดยผ่านการทูตระดับภูมิภาค ประเทศปลายน้ำอย่างเวียดนามและกัมพูชา ต้องใช้เวทีคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) กดดันลาวและดึงจีนเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์เป็นฐาน และการเฝ้าระวังด้วยข้อมูล ภาครัฐและประชาสังคมต้องร่วมกันตรวจวัดคุณภาพน้ำและตะกอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์

    ทั้งนี้การเปิดเผยข้อมูลเหมืองกว่า 2,400 แห่งนี้ เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับวิกฤตธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดนและความกล้าหาญในการจัดการกับต้นตอของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนข้ามชาติหรือความต้องการทรัพยากรที่ไร้ขีดจำกัด ก่อนที่แม่น้ำสายหลักของภูมิภาคจะประสบหายนะอย่างรุนแรง