Search

ผลตะกอนดินย้ำชัดแม่น้ำสาละวินปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินมาตรฐาน-พบสารหนูในปัสสาวะชาวบ้านที่กินปลา-ใช้น้ำปริ่มเกณฑ์-นักวิจัยชี้ค่าความเสี่ยงทะลุความปลอดภัยหลายเท่า-จวกเลิกซุกปัญหาไว้ใต้พรม

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเอกสารประกอบการประชุมสรุปข้อเท็จจริง เรื่องสถานการณ์การปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำสาละวิน  ซึ่งมีนายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ระบุ รายละเอียดไว้น่าสนใจ ว่าแม่น้ำสาละวินมีจำนวนประชากรที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำสาละวิน 830 ครัวเรือน โดยพื้นที่ อบต.แม่สามแลบ ประชากรส่วนใหญ่ใช้น้ำประปาภูเขาและน้ำในลำห้วยเป็นแหล่งน้ำของชุมชน ส่วน เทศบาลแม่ยวมและ อบต.แม่คง ใช้น้ำประปาส่วนภูมิภาคซึ่งเข้าถึงทุกพื้นที่ โดยน้ำดิบมาจากน้ำแม่ยวม

รายงานระบุว่าในแม่น้ำสาละวินมีเรือนแพ 4 ครอบครัว(สัญชาติไทย) มีการใช้น้ำสาละวินอุปโภคบริโภคโดยทุกหลังจะมีการกรองและต้อมเบื้องต้นก่อนนำมาใช้ และมีครัวเรือนทำการประมงในแม่น้ำสาละวิน 330 ครัวเรือนคิดเป็นร้อยละ 15 ทำการจับสัตว์น้ำเพื่อบริโภคในครัวเรือนและจำหน่าย โดยมีเกษตรกร 84 รายทำการเกษตร 228 ไร่ ในช่วงปลายฝนต้นหนาวจะปลูกพืชริมฝั่งแม่น้ำสาละวินเพิ่มเติมจากพืชหลักเนื่องจากมีตะกอนที่เหมาะสม

ในเอกสารชิ้นนี้ได้ระบุผลการตรวจวิเคราะห์หาการปนเปื้อนสารหนู จากการเก็บตัวอย่างน้ำ 13 จุด โดยตัวอย่างน้ำที่ผ่านการกรองตะกอนในห้องปฎิบัติการพบว่าค่าการปนเปื้อนไม่เกินมาตรฐาน ส่วนที่น้ำที่ไม่ผ่านการกรองตะกอน พบว่าค่าสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานทั้ง 13 จุดในช่วง 0.023-0.029. มก./ล. (ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 0.01 มก./ล.)โดยที่บริเวณบ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง มีค่า 0.076 มก./ล.

สำหรับตะกอนดินพบว่าตะกอนดินลำน้ำสาขา ตรวจพบมีการปนเปื้อนสารหนูเกินค่ามาตรฐานระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน 1 จุดที่หย่อมบ้านพะละอึ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย โดยมีค่า 70 มก./กก. ส่วนตะกอนดินลำน้ำสาละวินตรวจพบค่าสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดินอยู่ในช่วง 48-73 มก./กก.ทั้ง 13 จุด

ในเอกสารยังได้ระบุผลการตรวจปลาทั้ง 2 ครั้ง พบว่าไม่เกินมาตรฐาน เช่นเดียวกับผลการตรวจผักสด เมล็ดพันธุ์พืชท้องถิ่น พบสารโลหะหนักไม่เกินค่ามาตรฐาน ส่วนการตรวจสารหนูในปัสสาวะคนในกลุ่มเสี่ยง 10 คน พบว่าไม่เกินค่ามาตรฐาน

ในเอกสารยังได้ระบุมาตรการเบื้องต้นว่า การใช้ประโยชน์จากน้ำสาละวินโดยตรงไม่มาก  ทำให้ผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชนในระยะสั้นยังอยู่ในระดับต่ำ และค่าการปนเปื้อนสารหนู่ในปลา พืชผัก และตัวมนุษย์ที่ตรวจวัดยังไม่เกินมาตรฐาน แต่จังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่ได้มองข้ามความเสี่ยงในประเด็นการสะสมของสารหนูในระบบนิเวศระยะยาว ดังนั้นจังหวัดแม่ฮ่องสอนขอให้ถือปฎิบัติดังนี้ 

1.หากจำเป็นต้องใช้น้ำสาละวินในการบริโภคควรมีการกรองตะกอนและผ่านการฆ่าเชื้อด้วยการต้มก่อน เนื่องจากสารหนูมาในรูปตะกอน หากมีการกรองน้ำก็สามารถใช้ได้ตามปกติ  2.การใช้น้ำชำระล้างร่างกายยังสามารถดำเนินการได้ หากจำเป็นต้องใช้น้ำสาละวิน ควรมีการตกตะกอนด้วยสารส้มและกรองใช้เฉพาะน้ำใส 3.น้ำจากลำน้ำสาขาฝั่งประเทศไทย สามารถใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ตามปกติ

 4.การบริโภคปลาแม่น้ำสาละวิน และผักที่ปลูกริมน้ำสาละวินสามารถบริโภคได้ตามปกติ 5.จัดหาแหล่งน้ำสำรองในฤดูแล้ง และเพิ่มจุดกรองน้ำสะอาดในชุมชนที่ยังใช้น้ำสาละวินเพื่อการบริโภค 6.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในกากรใช้น้ำสาละวินเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตรและการประมง 7.การใช้น้ำสาละวินเพื่อการสัญจรและการท่องเที่ยวยังสามารถดำเนินกิจกรรมได้ปกติ

“จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เตรียมการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำสาละวิน และคณะทำงานติดตามตรวจสอบสถานการณ์สารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินไว้แล้ว เพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไขและตรวจสอบติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และการนำกลไกทางทหารเข้ามามีบทบาทเพื่อหาความร่วมมือระหว่างรัฐ”เอกสารระบุ

ด้าน ผศ.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ได้โพสต์เฟสบุคถึงกรณีที่ทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนออกแนวปฎิบัติให้ชุมชนริมแม่น้ำสาละวิน ว่า ถึง สสจ.(สาธารณสุขจังหวัด) และผู้บริหารของจังหวัดแม่ฮ่องสอนทุกท่าน คำว่า “ไม่เกินมาตรฐาน” ไม่ได้แปลว่าชาวบ้าน “ปลอดภัย” เสมอไป ตนเห็นรายงานสรุปผลการตรวจสารหนูและปรอทในแม่น้ำสาละวินและสัตว์น้ำที่แถลงออกมาแล้วรู้สึก “ผิดหวัง” และ “เป็นห่วง” ชาวแม่ฮ่องสอนจับใจ

“พวกท่านสรุปง่ายๆ ว่าผลตรวจไม่เกินค่ามาตรฐาน = ปลอดภัย/บริโภคได้ปกติ ท่านกล้าพูดคำนี้เต็มปากจริงๆ หรือครับ ในฐานะประชาชนที่เสียภาษีจ้างพวกท่านมาดูแลสุขภาพ พวกเราไม่ได้ต้องการแค่กระดาษรายงานที่ติ๊กถูก ตามเกณฑ์กฎหมายแบบทื่อๆ แต่เราต้องการการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่แท้จริง สิ่งที่ราชการ ไม่ได้บอกหรือไม่ได้คิดจากผลตรวจปลาแค้ พบปรอท 0.25 mg/kg (เกณฑ์ 0.5) ใช่ ตามกฎหมายมันผ่าน

แต่ในทางระบาดวิทยาและพิษวิทยา ท่านเคยคำนวณค่าเหล่านี้บ้างไหม” ผศ.ว่าน กล่าว

ผช.หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ฯกล่าวว่า  HQ (Hazard Quotient) สัดส่วนความเสี่ยงรายสาร

,HI (Hazard Index)ผลรวมความเสี่ยงเมื่อได้รับสารพิษหลายตัวพร้อมกัน (สารหนู + ปรอท)

,CRI (Cancer Risk): ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในระยะยาว ถ้าลองกดเครื่องคิดเลขคำนวณดู ซึ่งตนลองแล้ว สำหรับเด็กเล็กที่กินปลาที่มีค่าปรอทระดับ 0.25 mg/kg ต่อเนื่อง ค่าความเสี่ยง (HI) ทะลุเกณฑ์ความปลอดภัยไปหลายเท่าตัว! (ค่า HI เกิน 1 คืออันตราย สะสมระยะยาวมีผลต่อสมองและระบบประสาท)

แต่กลับประกาศเหมารวมว่ากินได้ปกติและไม่มีการเตือนกลุ่มเสี่ยง ไม่มีการแนะนำให้จำกัดปริมาณการกินในเด็กหรือคนท้อง นี่คือความประมาทเลินเล่อในการสื่อสารความเสี่ยง (Risk Communication) หรือไม่

“ฝากถึงคนนั่งห้องแอร์กินภาษีประชาชน หยุดทำงานแบบ Robot ที่ดูแค่ตัวเลขเกณฑ์ผ่าน/ไม่ผ่าน แล้วจบงาน ชาวบ้านเขาใช้น้ำอาบ เขาจับปลากินทุกวัน สารพิษมันสะสม (Bioaccumulation) ครับ ไม่ใช่กินวันนี้แล้วหายไปพรุ่งนี้ ข้อเรียกร้องถึงจังหวัดและสาธารณสุขคือเปิดเผยค่า HQ และ HI เลิกซุกปัญหาไว้ใต้พรม เอานักวิชาการมาคำนวณความเสี่ยงสะสม (Chronic Risk) ให้ชาวบ้านดูด้วยนะครับ”ผศ.ว่าน กล่าว

ผศ.ว่านกล่าวว่า ควรแยกแยะคำแนะนำและเลิกบอกว่า “กินได้ปกติ” แต่ต้องบอกว่า “เด็กกินได้เท่าไร/สัปดาห์” และคนท้องห้ามกินปลาชนิดไหน นี่คือหน้าที่ของหมออนามัย ไม่ใช่หน้าที่ชาวบ้านต้องมาเดาเอง

โดยสารหนูในตะกอนดิน/น้ำดิบบางจุดเกินค่ามาตรฐานชัดเจน อย่าพยายามบิดเบือนด้วยการบอกว่า “พอกรองแล้วผ่าน” ชาวบ้านกี่คนที่ไม่มีเครื่องกรองน้ำ 

“ค่าสารหนูในฉี่ชาวบ้านปริ่มเพดาน ยังกล้าบอกว่าปลอดภัยอีกหรือ ราชการใช้เกณฑ์อ้างอิงว่าต้องไม่เกิน 100 ug/L แล้วพอผลออกมา 97, 95.5, 93.8 ท่านก็ติ๊กถูกว่า “ผ่านเกณฑ์/ไม่เกินมาตรฐาน” ถามจริงๆ เถอะครับ ถ้าท่านขับรถบนเหว ขอบเหวคือ 100 เมตร แล้วท่านยืนอยู่ที่ระยะ 97 เมตร ท่านจะบอกลูกหลานว่า ปลอดภัย เดินเล่นตรงนี้ได้ หรือท่านจะรีบตะโกนบอกให้ ถอยออกมาเดี๋ยวนี้”ผศ.ว่าน กล่าว

ผศ.ว่านกล่าวว่า ตัวเลขที่น่าตกใจจากผลการตรวจปัสสาวะ จากเอกสารของทางจังหวัดคือ นายชูชิน (ลำดับ 6) ค่าสารหนู 97 ug/L (อีกแค่ 3 แต้ม ก็เกินเกณฑ์แล้ว!) สาเหตุความเสี่ยงระบุชัดเจนกินปลาสาละวิน แต่กลับบอกปลาปลอดภัย นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าการกินปลาส่งผลให้สารหนูพุ่งสูงเกือบทะลุเพดาน เช่นเดียวกับนายปูลู ค่าสารหนู 95.5 ug/L สาเหตุจากการใช้น้ำอาบ/ซักผ้า/กินผักริมน้ำสะท้อนว่าวิถีชีวิตปกติของชาวบ้าน ตอนนี้คือความเสี่ยงระดับวิกฤต และนายพีรวิชญ์ มีค่าสารหนู 93.8 ug/L สาเหตุจากการกินปลาสาละวิน ย้ำอีกครั้งว่ามาจากปลา

“สิ่งที่ สธ. และจังหวัดต้องทำทันที (ไม่ใช่แค่ทำรายงาน) คือหยุดใช้คำว่าไม่เกินมาตรฐานมาบังหน้าเพราะ ค่าที่สูงระดับ 90+ นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง ร่างกายรับภาระหนักมากในการขับสารพิษ ดังนั้นต้อง

ติดตามอาการชาวบ้านกลุ่มนี้ด่วน อย่าดูแค่ตัวเลขในกระดาษ แต่ควรดูว่าเขามีผื่นผิวหนังหรือไม่ มีอาการชาปลายมือ ปลายเท้าหรือไม่ ซึ่งเป็นอาการของพิษสารหนูเรื้อรัง และยอมรับความจริงว่า ผลตรวจปัสสาวะยืนยันแล้วว่าการกินปลาและใช้น้ำสาละวิน ทำให้สารหนูเข้าร่างกายในระดับสูงจริง เลิกประชาสัมพันธ์ว่ากินได้ปกติ แต่ต้องบอกชาวบ้านให้ลด/เลี่ยง/ระวัง ได้แล้ว ชีวิตคนไม่ใช่ตัวเลขทางสถิติ การที่ค่ายังไม่แตะ 100 ไม่ได้แปลว่าสุขภาพเขาดี อย่ารอให้ชาวบ้านป่วยเป็นมะเร็งหรือไตวายก่อน แล้วค่อยมาบอกว่าเพราะตอนนั้นนึกว่าไม่เกินเกณฑ์ ขอเถอะครับ ทำให้คุ้มกับเงินเดือนและภาษีที่พวกเราจ่ายไป ชีวิตชาวบ้านไม่ใช่หนูทดลองความทนทานต่อสารพิษ” ผช.หัวหน้าศูนย์วิจัยฯ มช.กล่าว

———–

On Key

Related Posts

ผลตะกอนดินย้ำชัดแม่น้ำสาละวินปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินมาตรฐาน-พบสารหนูในปัสสาวะชาวบ้านที่กินปลา-ใช้น้ำปริ่มเกณฑ์-นักวิจัยชี้ค่าความเสี่ยงทะลุความปลอดภัยหลายเท่า-จวกเลิกซุกปัญหาไว้ใต้พรม