
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายพอล เส่งทวา (Paul Sein Twa) ผู้อำนวยการองค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคมกะเหรี่ยง (KESAN) และผู้อำนวยการพื้นที่อนุรักษ์อุทยานสันติภาพสาละวิน (Salween Peace Park) รัฐกะเหรี่ยง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมควบคุมมลพิษตรวจพบสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินเกินค่ามาตรฐานว่า ตั้งแต่รู้ข่าวจากทางการไทย ประชาชนในลำน้ำสาละวิน เพื่อนๆ และองค์กรต่างๆ ในลุ่มน้ำ ต่างตกใจและตื่นตระหนก เพราะแม่น้ำสายนี้เป็นทุกอย่างของประชาชนกะเหรี่ยง ขณะนี้ประชาชนก็ได้พยายามหาทางป้องกันตนเองจากแม่น้ำที่ปนเปื้อนสารหนู โดยผู้นำชุมชนได้สื่อสารคุยกัน และเอาข้อมูลกระจายให้ทราบ
นายพอลกล่าวว่า ขณะนี้ชาวบ้านเลี่ยงการใช้แม่น้ำสาละวินโดยตรง แต่ใช้น้ำจากลำห้วยต่างๆ แม้บางชุมชนจะยากที่จะหาน้ำห้วยเพราะตอนนี้เข้าหน้าแล้งแล้ว ลำห้วยต่างๆ ส่วนมากจะแห้งไปในช่วงต้นปี ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาแน่ๆ ว่าชาวบ้านจะหาน้ำจากที่ไหน มีการพยายามขุดบ่อน้ำ และก็ยังมีบางส่วนที่ใช้น้ำสาละวินโดยใช้สารส้มกวนให้ตกตะกอน ตอนนี้ก็ทำกันไปตามมีตามเกิดแบบนี้
“เป็นวิกฤตของประชาชนกะเหรี่ยงเพราะเราต้องเผชิญกสารสู้รบ การโจมตี หมู่บ้านพังทลาย ชีวิตต้องพลัดถิ่น หนีมาอยู่แถวๆ ชายแดน ดิ้นรนเอาชีวิตรอด ทำอาชีพตามที่มี เก็บของป่าขาย เช่น ผู้พลัดถิ่นที่อิตุท่า ต้องพึ่งแม่น้ำสาละวิน เมื่อเกิดวิกฤตนี้ ยากมากที่จะบอกว่าจะไปอย่างไรกันต่อ”นายพอล กล่าว
ผู้อำนวยการ Salween Peace Park กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นผลกระทบข้ามพรมแดนที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายซึ่งต้องทำงานร่วมกัน แค่การหารือกันระหว่างรัฐต่อรัฐนั้น แก้ไขไม่ได้เพราะต้องมีตัวละครอื่นๆ ทั้งชุมชน องค์กรประชาสังคม และต้องสร้างแรงกดดันเพื่อให้ดำเนินการแก้ปัญหา และต้องมองที่ห่วงโซ่อุปทานของแร่หายาก จนกว่าจะยืนยันได้ว่าแร่มาจากที่ไหน โดยเชื่อว่าลำพังรัฐบาลทหารพม่านั้นคงจะไม่แก้เพราะนั่นคือรายได้ของเขา
“เป็นการทำลายกลุ่มชาติพันธุ์ ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นการฆ่าประชาชนอย่างช้าๆ เลือดเย็น ให้ต้องรับปัญหาสุขภาพระยะยาวแล้วค่อยๆ ตาย เป็นเรื่องใหญ่มากที่เราเคยเจอมา ประเทศจีนที่นำเข้าแรร์เอิร์ธ และเป็นประเทศร่วมลำน้ำ ก็ควรจะมาร่วมกันสร้างกลไกเพื่อยุติปัญหานี้ ควรต้องทำงานกับหน่วยงาน UN ในฐานะที่สาละวินเป็นแม่น้ำข้ามพรมแดน”นายพอล กล่าว
ผู้อำนวยการ KESAN กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตัวละครหลักที่จะสามารถเป็นแกนในการแก้ปัญหา ซึ่งรวมถึงองค์กรประชาสังคมและสื่อมวลชนไทย ที่ทำงานติดตามปัญหาและสถานการณ์ รวมทั้งติดตามการตรวจคุณภาพน้ำและเผยแพร่ข้อมูล เราเองไม่มีเครื่องมือและทรัพยากรเหล่านี้เลยไม่มีความสามารถ เราหวังพึ่งไทยมากที่สุด โดยชุมชนในฝั่งกะเหรี่ยงพร้อมให้ความร่วมมือกับทางไทยเพื่อให้และแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมทั้งเข้ามามีส่วนร่วมในการแสวงหาทางออกเพราะเรื่องนี้กระทบคนเป็นล้านๆ คนไม่ใช่แค่บริเวณนี้ แต่รวมถึงรัฐคะเรนนี รัฐฉาน และทั้งลุ่มน้ำ
ผู้สื่อข่าวถามว่าในรัฐกะเหรี่ยงมีเหมืองแร่ในลุ่มสาละวินหรือไม่ นายพอลกล่าวว่า หลังรัฐประหารประชาชนนับล้านต้องพลัดถิ่น และจำนวนหนึ่งได้มาร่อนทองที่ริมสาละวิน ซึ่งทางการKNU (Karen National Union-KNU) เมืองมือตรอได้สั่งให้หยุด แต่ก็กลับมาอีกซึ่งก็สั่งให้หยุดอีก เป็นแบบนี้หลายรอบ โดยคนเหล่านี้ใช้วิธีปั้มน้ำขึ้นมามีอุปกรณ์ทำขุดทอง เมื่อเจ้าหน้าที่ไปแจ้งเขาก็บอกว่าทำเพื่อรายเลี้ยงปากท้อง ส่วนใหญ่เขาไม่ใช่คนท้องถิ่น เมื่อเรารู้เรื่องการปนเปื้อน เราไม่อยากให้ทำอีก แม้จะเล็กๆ แต่ก็เป็นการเพิ่มสารพิษลงแม่น้ำสาละวิน
ส่วนเหมืองแร่ในลุ่มน้ำสาละวินของรัฐกะเหรี่ยงนั้น บริเวณนี้ไม่เห็นว่ามีตรงไหนที่เป็นเหมืองแร่
เมื่อถามต่อว่าปกป้องสิ่งแวดล้อมจนกลายเป็นอุทยานสันติภาพสาละวิน แต่วันนี้แม่น้ำสาละวินกลายเป็นน้ำพิษรู้สึกอย่างไร ผู้อำนวยการ Salween Peace Park กล่าวว่า ผิดหวังมาก เป็น slow death ตายอย่างช้าๆ เพราะนี่คือแหล่งชีวิตของชาวกะเหรี่ยง เราปกป้องแม่น้ำจากเขื่อนมาหลายสิบปี แต่กลับเจอสถานการณ์ที่ร้ายแรงกว่าเขื่อนหลายเท่า และยากที่จะแก้ไขเพราะปนอยู่ในน้ำ
“เราต้องหยุดต้นทางของมลพิษคือเหมือง หากเราปล่อยให้ทำต่อไปก็คงตาย อาจต้องใช้เวลาหลายร้อยปีในการแก้ไขเยียวยา บริเวณนี้กำลังจะกลายเป็นแหล่งมลพิษใหญ่ของโลก นี่คือเรื่อง global ประเทศต่างๆ ต้องร่วมช่วยแก้ไข”นายพอล กล่าว



