เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ณ ศาลาท่าเรือแม่น้ำกก ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ สมัชชาองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และองค์กรภาคประชาสังคม ได้มีการจัดกิจกรรมคืนข้อมูลชุมชนและแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนวทางความร่วมมือและการแก้ไขปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนสารพิษ โดยมีชาวบ้าน นักวิชาการ พระ เณร นักเรียน ประมาณ 200 คน
พระมหานิคม มหาภินิกขมฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน กล่าวว่ายินดีที่ทุกคนมานั่งที่นี่ มีหน่วยงานต่างๆ มาร่วม มาให้ข้อมูลแก่ประชาชน เราทำงานร่วมกันมาหลายสิบปี เช่น มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฯลฯ วันนี้ชาวท่าตอนได้ต้อนรับ เป็นการรวมคนดี ได้มาร่วมกัน ทั้งนี้การทำธุรกิจ เช่น เหมืองแร่เถื่อนที่ต้นน้ำ เป็นการรวมคนเทาๆ เหมืองเทา ไม่ใช่ของสะอาด บ้านเมืองมีกิจกรรมธุรกิจสีเทา เป็นธุรกิจความโลภของคนและประเทศที่มีส่วนร่วม หากองค์กร หรือประเทศเหล่านี้รวมกันเยอะๆ อาจจะสามารถทำลายโลกได้
นายสายัณน์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่านับตั้งแต่วันแรกที่รวมตัวกันที่สะพานท่าตอน วันนี้เป็นวันที่ 308 ที่ประชาชนได้ทำงานเพื่อแสดงจุดยืนว่าเราไม่เห็นด้วยกับเหมืองเถื่อน ต.ท่าตอน กลายเป็นหน้าด่านของสารพิษจากเหมืองแร่ตอนบน สะพานท่าตอนปีก่อนๆ นี้เคยมีรถบัสมาส่งนักท่องเที่ยวนับสิบๆ คัน ช่วงสงกรานต์มีนักท่องเที่ยวมารวมถึง 5 หมื่นคน
นางบัวลอย พูลเกตุ ตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว อ.ท่าตอน กล่าวว่าความเสียหายเริ่มด้วยการโดนน้ำท่วมเมื่อปี 2567 เสียหายมาก ทั้งพื้นที่ติดริมน้ำพังไป บ้านสามหลัง ยังไม่ได้เปิดรับแขกอีกเลย ปัญหาครั้งแรกเลยเราสังเกตว่าน้ำกกผิดปกติ ไม่ใสเลย ถามไปทางบนก็สงสัยว่าเขาสร้างถนนหรืออย่างไร จนมาทราบข่าวเดือนมีนาคมว่ามีสารพิษ (จากการทำเหมือง) ตอนนั้นก็ยังหวังว่าคนอาจจะมาเที่ยวนั่งกินอาหาร แต่เมื่อเล่นน้ำไม่ได้ก็ไม่มีใครมาเที่ยว ที่เราลงทุนไว้คือเป็นศูนย์ ไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง ลงทุนซื้อของสองหมื่น จ้างคนงาน รวมๆ ก็สี่หมื่นกว่า มีบางรายเมื่อน้ำท่วมไหลไปกับน้ำทั้งหมด
นางกัญชญา แก้วประเพณี กล่าวว่า เมื่อก่อนนักท่องเที่ยวมากมาย แต่ตอนนี้เศรษฐกิจซบเซามาก ร้านอาหาร ร้านค้า โฮมเสตย์ เรือ ไม่มีใครมาเที่ยวเลย แทบไม่เห็นแสงสว่างเลย ใกล้สิ้นปีเทศกาลท่องเที่ยวแล้ว ขายไข่ปิ้งไม้ละ 25 บาท มีรายได้เฉพาะช่วงสงกรานต์กำไร 1 แสนบาท แต่ปีนี้ซื้อไข่มา 300 แผง ขายไม่ได้ เป็นหนี้ต้องทยอยใช้หนี้ ช่วงปิดภาคเรียน นักเรียนนักศึกษาก็มารับจ้างทำงาน มีรายได้วันละ 300 ทำ 20 วันก็มีรายได้ 6,000 ได้แบ่งเบาภาระครอบครัว บางร้านขายดีๆ ได้ถึงแสนบาทต่อวัน แก่งทรายมูล สบฝาง 250 ร้านค้า ทุกร้านมีรายได้รวมกันมากมาย ต้องสูญเสียรายได้สูงมาก
นายก๊อบ โกฏิคำ คนหาปลากล่าวว่าได้ยินจากหน่วยงานว่าปลากินได้แต่ไม่มั่นใจ ทุกวันนี้ตนไม่ได้ลงน้ำแล้วเพราะผื่นขึ้นตามตัว นาน 2 เดือนกว่าก็ไม่หาย
“ผมปลาใช้ใส่ไซลั่น เบ็ดใหญ่ ในหน้าแล้งแบบนี้ปกติน้ำกกใสมาก ลงดำน้ำแทงปลา ลากอวน และตกปลา ปลาที่ราคาดีมากคือปลาแข้ ปลากดเหลือง ปลากดคัง วันหนึ่งรวมกลุ่ม 3-7 คน ออกไปหาปลาด้วยกันได้ประมาณ 10 กก. ราคาปลา 80-120-200 บาท ต่อกิโลกรัม ปีนี้ไม่ได้ขายเลยเพราะไม่ได้ลงน้ำถึงจับมาขายก็ไม่มีใครซื้อ กรมอนามัยบอกกินได้ แต่หากเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง เอาไส้ออก ทำให้สุก ควรรับประทาน 2 อาทิตย์ครั้ง คืออะไร
แสงรวี สุวีการย์ มูลนิธิร่มโพธิ์ กล่าวว่า ได้สำรวจกลุ่มตัวอย่างเกษตรกร 194 ราย พบพื้นที่การเกษตรจมน้ำเสียหายรวมกว่า 1,071 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 49,492,850 บาท เฉลี่ยรายละ 2.7 แสน สูงกว่ารายได้รวมภาคการเกษตรต่อปีเกือบ 2 เท่า (197.79%) พืชเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะม่วง กระเทียม ผลสำรวจพบความจริงที่น่าตกใจว่าเกษตรกรกว่า 73.51% ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ และกว่า 97% ระบุว่าความช่วยเหลือไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เกษตรกรต้องการเร่งด่วน คือ เงินชดเชยเยียวยาเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน และการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เพื่อเตรียมการเพาะปลูกในรอบถัดไป
ดร.สืบสกุล กิจนุกร สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่าประเด็นสำคัญคือเรื่อง ระบบการคืนข้อมูลสู่ชุมชนอย่างสม่ำเสมอ ที่หน่วยงานยังไม่สามารถทำได้ จากการตรวจสอบพบว่า ข้าวนาปีมีปริมาณสารหนูและโลหะหนักหลายชนิด บางแห่งเกินมาตรฐาน แต่ข้อมูลยังไม่เป็นระบบมากพอที่จะระบุถึงความเสี่ยงว่าข้าวนาปรังควรปลูกหรือไม่ เป็นความรุนแรงที่เงียบงัน คือ ทุกอย่างดูเหมือนปกติ แต่ร่างกายและสิ่งแวดล้อมกำลังสะสมพิษภัยเข้าไปเรื่อยๆ
นส.เพียรพร ดีเทศน์ มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights กล่าวว่าขอบเขตความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง จากการตรวจสอบ ภาพถ่ายดาวเทียม พบความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวล จากเดิมที่เคยเห็นเพียงเรือขุดทองc9jกลับพบ การเปิดหน้าดินขนาดมหึมาเพื่อทำเหมืองแร่จำนวนมากซ่อนตัวอยู่บริเวณต้นน้ำ มีเหมือง 2,420 แห่ง ที่ดำเนินการในลักษณะไร้การควบคุ” หรือมีการกำกับดูแลที่หละหลวมอย่างยิ่ง
“ขอเรียกกลุ่มคนที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์เหล่านี้ว่าเป็นเสมือน โจร ที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายและความหย่อนยานของมาตรการรัฐ เพื่อกอบโกยทรัพยากรและส่งพิษ ไหลลงมาสู่พวกเราที่อยู่ปลายน้ำ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในพื้นที่ต้นน้ำกกที่ทางการไทยมองเห็นและรับรู้มาโดยตลอด จึงเกิดคำถามสำคัญว่า รัฐไทยทำอะไรอยู่ ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่ปกป้องประชาชน” นส.เพียรพร กล่าว
ผศ.ดร.ว่าน วิริยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าผลการวิเคราะห์การปนเปื้อนน้ำ ดิน และพืชผลที่ลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง น่าเป็นห่วงคือมีการสะสม biomagnification สะสมในน้ำ สาหร่าย แมงอีแน่ว สัตว์น้ำ ปลาเล็ก ปลาใหญ่ สะสมไปเรื่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะมาถึงคนที่กินเป็นขั้นสุดท้าย ทุกอย่างสะสม เพราะเราไม่ได้กินวันเดียว ผลตรวจล่าสุดที่เชียงราย พบการปนเปื้อนโลหะหนักสูงแทบทุกจุด
ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่าวันนี้อยากนำทางออกมาให้ด้วย ตนพยายามแปลงงานวิจัยให้เป็นทางออก ระยะยาวคือต้องหยุดการปล่อยจากแหล่งกำเนิด ได้เก็บข้อมูลปลา 300 ตัวอย่าง พบว่าเกินแต่ไม่ตลอดเวลาและไม่ได้พบทั้งลำน้ำ บางจุดพบแต่เป็นช่วงเวลาหนึ่ง ช่วงนี้ดีขึ้นแล้ว และกำลังพัฒนาแอปพลิเคชั้นเพื่อให้สามารถทราบข้อมูลเกี่ยวกับการบริโภคปลา ซึ่งขณะนี้ได้มาแล้วกว่า 300 ตัวอย่าง ใช้กับแอปพลิเคชั่น มีข้อมูลของปลาที่ร้านนั้นๆ ที่หน่วยงานหรือนักวิจัยเก็บไว้ ปลามาจากไหน






