
ในวันที่แม่น้ำสาละวินยังคงไหลแรง แต่ทุกคนรู้ดีว่าแม่น้ำสายนี้กำลังป่วยจากการติดเชื้อสารพิษปนเปื้อน ทั้งสารหนูและปรอท
ราว 2 เดือนแล้วที่ชาวบ้านริมแม่น้ำสาละวิน ใน อ.แม่สะเรียงและอ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ตรงข้ามรัฐกะเหรี่ยงประเทศพม่า ต้องเผชิญกับความจริงว่ามีสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามพรมแดนสายนี้ ในขณะที่ข้อมูลจากภาครัฐที่ถาโถมเข้ามากลับไม่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนว่าต้องใช้ชีวิตกันต่อไปอย่างไร
สมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน จึงได้จัดกิจกรรมลงพื้นที่แม่น้ำสาละวิน พรมแดนไทย-พม่า อ.แม่สะเรียง-สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อเดือนธันวาคม 2568 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกรณีแม่น้ำสาละวินปนเปื้อนสารโลหะหนัก มีนักวิชาการจากศูนย์วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) คณะนักวิจัยจากสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (CHIA Platform) กลุ่มรักษ์เชียงของ จ.เชียงราย ทีมนักสิ่งแวดล้อมจากมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers and Rights) ผู้แทนมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) จ.เชียงราย ซึ่งมีคณะสื่อมวลชนหลายสำนักเข้าร่วมสังเกตการณ์

น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหาร Rivers and Rights กล่าวถึงปัญหาแรกที่พบว่ามีการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นแม่น้ำสาย ที่ไหลผ่าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ว่าเมื่อไปดูที่พรมแดนเชียงรายจะเห็นการทำเหมืองแร่ ขุดกันทั้งวันทั้งคืน 24 ชั่วโมง เมื่อฝนตกน้ำและทุกอย่างจากเหมืองนี้ก็ไหลลงสู่แม่น้ำสาย
“ถ้าจำได้น้ำท่วมแม่สายโคลนมาเต็ม ก็คงมาจากเหตุผลนี้ และมีสารพิษอันตราย สารโลหะหนักในแม่น้ำ ไม่ได้สัมผัสตอนนี้แล้วเสียชีวิตตอนนี้ แต่ค่อยๆสะสมในร่างกาย โอกาสเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น มีการทำเหมืองที่ต้นแม่น้ำ ตอนนี้แม่น้ำของเรา ภูเขาของเรา แผ่นดินของเรา ถูกกลุ่มทุนมาทำแบบนี้แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเราคือความเสี่ยง สุขภาพเราจะเสียหาย แม่น้ำที่เรารักษามา ดิฉันทำงานแม่น้ำมา 25 ปี รักแม่น้ำนี้ที่สุด ไม่เคยคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้” น.ส.เพียรพร กล่าวกับชาวบ้าน

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักเชียงของ จ.เชียงราย กล่าวถึงการที่ประชาชนสู้เพื่อปกป้องแม่น้ำ ต่อต้านเขื่อนกว่า 20 ปี แต่ต้องพบว่าวันนี้แม่น้ำนานาชาติทั้ง 2 สาย มีสารพิษปนเปื้อน “ผมมาแม่น้ำสาละวิน ทุกวันที่ 14 มีนาคม วันหยุดเขื่อนโลก เพื่อร่วมกับพี่น้องสาละวินในการต่อต้านการสร้างเขื่อน เพราะในแม่น้ำโขงบ้านผมที่เราเรียกว่าเป็นพี่น้องกับแม่น้ำสาละวินเกิดมาจากภูเขาหิมาลัยเหมือนกัน น้ำโขงมีเขื่อนเกิดขึ้นมาเกือบ 30 ปี แต่สาละวินยังเป็นแม่น้ำที่บริสุทธิ์ ยังไม่มีเขื่อน ทุกๆปีผมมาเพื่อเล่าเรื่องราวที่มันเกิดขึ้นในแม่น้ำโขงบ้านผม ว่ามันเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีเขื่อน สิ่งที่เกิดขึ้นคือความมั่นคงทางอาหารลดลง ความอุดมสมบูรณ์ลดลง ระบบนิเวศน์เปลี่ยนไป ปลาน้อยลง พืชภัณฑ์ธัญญาหารก็ลดลงนี่เป็นปัญหา” ครูตี๋ ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างแม่น้ำโขงกับแม่น้ำสาละวิน
“สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวินคือสารพิษที่ปนเปื้อนเป็นอันตรายต่อทุกชีวิต ต่อสิ่งแวดล้อม ผมมองว่าเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะปลาก็จะกินไม่ได้ ลงไปว่ายไปอาบในแม่น้ำไม่ได้ ทุกอย่างที่เราเคยอยู่กับแม่น้ำมันจะหายไปนี่คือหายนะของชาวบ้านที่เคยพึ่งพาแม่น้ำ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหมด ผมมาจากแม่น้ำโขงเพื่อจะบอกกล่าวพี่น้องว่าปัญหาในแม่น้ำของเรามันรุนแรงขึ้นแล้ว การแก้ไขปัญหาสารพิษเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะสารพิษเกิดขึ้นจากเหมือง เหมืองก็อยู่ข้ามพรมแดน สำคัญสุดคือแรร์เอิร์ธมันเป็นที่ต้องการของคนทั้งโลก การจะจัดการเหมืองให้มีมาตรฐาน หยุดเหมืองให้ได้ต้องมีความร่วมมือของเราทุกๆคนแล้ว ไม่เฉพาะคนในลุ่มแม่น้ำโขงแล้ว คนสาละวินก็ต้องลุกขึ้นมา อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 5-6 ประเทศ ก็ต้องลุกขึ้นมา นี่คือเรื่องของชีวิตคนลุ่มน้ำ” ครูตี๋ ให้ความเห็น
นายนิวัฒน์ มองปัญหาการแก้ปัญหาของรัฐบาลไทยกรณีสารพิษปนเปื้อนข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นอีกว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน เรารับรู้เรื่องสารพิษในแม่น้ำ เรามองว่าการทำงานของรัฐช้ามาก ไม่สามารถจะแก้ปัญหาอะไรได้เลยโดยเฉพาะการจะทำให้พี่น้องปลอดภัย

“มันมีคนบ้านเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย พวกเทาๆทั้งหลาย ผมถึงบอกว่าปัญหานี้ทำในประเทศมันยาก ต้องยกระดับเป็นภูมิภาค ระดับโลกให้เห็นปัญหานี้ร่วมกันแล้ว ไม่ใช่บ้านใดเมืองหนึ่งเท่านั้น ไม่มีใครปฏิเสธผลกระทบได้เลย ถึงคุณไม่กินน้ำจากแม่น้ำกก แต่คุณก็ต้องกินข้าวจากน้ำกกที่ปลูกกันแสนๆไร่ ห่วงโซ่อุปทาน ถ้าข้าวเหล่านี้มีสารพิษเจือปนนั่นคือเรื่องใหญ่ เมื่ออาหารไม่ปลอดภัยแล้วเรื่องเศรษฐกิจคนที่ทำเกษตรชาวบ้านตายหมด ชาวนาตายเลยข้าวลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำสายมีสารปนเปื้อนมันจะขายที่ไหนได้ นี่ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ สารพิษมาเรื่อยๆ ตกตะกอนแล้วสะสม
ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ให้ความรู้กับกับกลุ่มชาวบ้าน ว่ายังมีวิธีการจัดการความเสี่ยง สารพิษในแม่น้ำสาละวินให้บริโภคได้ เช่น การนำซังข้าวโพดมาเผาให้เป็นถ่าน แล้วจึงนำมาใช้กรองน้ำ
ในขณะที่การบริโภคปลา ผศ.ดร.ว่าน แนะนำให้กินเฉพาะเนื้อ ห้ามรับประทานหัวปลา เครื่องใน และพุงปลา เนื่องจากมีไขมันสะสมโดยไขมันจะเป็นแหล่งสะสมสารพิษในตัวปลา ส่วนกุ้ง จะสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัยต้องห้ามรับประทานหัวกุ้ง ให้เด็ดหัวกุ้งออกก่อนแล้วนำไปปรุงให้สุก
“กระบวนการของเหมืองแร่มีอิทธิพลกับน้ำหลายๆสาย ทั้งกก สาย โขง รวก และสาละวิน ส่วนแม่น้ำสาละวินนั้นเท่าที่ตรวจสอบมา 4 รอบ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ตรวจไป 2 รอบ ซึ่งเราได้มีการตรวจด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ชั้นสูง ทั้งปลาและกุ้ง เราเป็นหน่วยงานแรกที่พบว่ามีปริมาณสารพิษสูงกว่าค่ามาตรฐาน 0.01 เราตรวจได้ 0.05 เกินมา 5 เท่า เมื่อเราบอกว่าเกิน 5 เท่ารัฐบาลก็ตื่นขึ้นมาหน่อยว่าจริงหรือไม่ เลยส่ง คพ.เข้ามาใช้ Test kit ตรวจ ปรากฏว่าไม่เกินมาตรฐาน ผมเลยขอให้ คพ.เก็บตัวอย่างมาให้ผมวิเคราะห์ตัวอย่างตัวเดียวกัน พบว่านอกจากสารหนูแล้ว ยังมีปรอทด้วย เรายังไม่รู้ว่าทำไมมีสาละวินถึงมีปรอท” ผศ.ดร.ว่าน อธิบายขั้นตอนและวิธีการตรวจสอบสารพิษในแม่น้ำสาละวิน
นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่สามแลบ อ.สบเมย ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดถึงเรื่องที่แม่น้ำสาละวินจะปนเปื้อนสารพิษเลย เคยได้รับรู้ข่าวแต่แม่น้ำกก สาย โขง รวก แต่เมื่อนักวิจัยจาก มช.มาเก็บตัวอย่างน้ำแล้วพบการปนเปื้อนของสารหนู ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยในลุ่มน้ำสาละวินเกิดความกังวล
“ตกลงชาวบ้านจะปฏิบัติตัวอย่างไร ปลา พืชผักต่างๆที่ต้องรับประทานสารหนูจะมีการปนเปื้อนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ หลังจากนั้นมีหน่วยงานรัฐ คพ. กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงเกษตรฯ ลงมาเก็บตัวอย่างดินที่ชาวบ้านปลูกพืชผักไปตรวจสอบ ส่วนกระทรวงสาธารณสุข สุ่มตรวจชาวบ้านที่มีพฤติกรรมการใช้แม่น้ำสาละวินว่ามีสารตกค้างในร่างกายหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่ามีแต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่นั่นคือสารพิษได้ลามไปสู่สัตว์น้ำแล้ว ตรงนี้เราก็เป็นห่วงเหมือนกัน หลังจากนี้จะมีมาตรการฟื้นฟู เยียวยาแก้ไขให้ชาวบ้านอย่างไร ถ้าพบสารพิษตกค้างในร่างกายแล้วจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไรบ้าง แม่น้ำที่ปนเปื้อนหน่วยงานรัฐจะแก้ไขอย่างไรเพราะชาวบ้านเองก็ไม่รู้จะแก้ไขฟื้นฟูอย่างไร”อดีต นายก อบต.แม่สามแลบ กล่าวและ ยังตั้งคำถามถึงต้นเหตุของการปล่อยสารพิษลงแม่น้ำสาละวินอีกว่า รัฐบาลจะมีมาตรการแก้ไขหรือหยุดยั้งการปล่อยสารพิษลงแม่น้ำอย่างไร
อดีต นายก อบต.แม่สามแลบ ให้ความเห็นอีกว่า การที่นักวิชาการจาก มช.ลงมาให้ความรู้กับชาวบ้านเรื่องการสัมผัสน้ำ รับประทานสัตว์น้ำ และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ทำให้ชาวบ้านสบายใจในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับแม่น้ำได้มากขึ้นกว่าเดิม

“พืชผักกินอย่างไร น้ำสัมผัสอย่างไร สิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยงมีอะไรบ้าง ทำให้ข้อมูลมันกระจ่างมากขึ้นถึงจะช้าไปบ้าง แต่ถ้ารัฐใส่ใจต้องเอาข้อมูลเชิงวิชาการอย่างนึ้มาอธิบายให้ชาวบ้านจะได้คลายข้อกังวล และการปฏิบัติตัวในการใช้ชีวิตลุ่มน้ำสาละวินเพื่อจะได้ปลอดภัย“ นายพงษ์พิพัฒน์ กล่าวถึงความต้องการของชาวบ้าน
ด้าน นายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน เปิดเผยถึงวันแรกที่ทราบว่าแม่น้ำสาละวินพบสารพิษปนเปื้อนในฐานะที่ต่อสู้เรื่องเขื่อนมาตลอดทำให้ใจหาย การรับมือกับปัญหาสารพิษปนเปื้อนของชาวบ้าน หลายๆคนยังคงมีความกลัว กังวล เครียด โดยเฉพาะพี่น้องอาศัยอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน ไม่กล้าสัมผัสน้ำเลย
“ชาวประมงก็ขาดรายได้หาปลา บ้างก็ไม่กล้าลงไปจับปลาในแม่น้ำ ทำให้เกิดภาวะที่ชาวบ้านรับรู้ข่าวสารไม่ชัดเจน หน่วยงานภาครัฐให้ข้อมูลแต่ความมั่นใจของชาวบ้านไม่มีเลย เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดแถลงกินได้แต่ชาวบ้านไม่กล้ากิน หรือค่าสารโลหะหนักในน้ำเกินค่ามาตรฐานแต่ภาครัฐบอกว่าไม่เกิน ความชัดเจนไม่มี ยิ่งทำให้ชาวบ้านกังวลว่าจะกินได้หรือไม่ นี่ค่อคำถามที่เราเจอมาตลอดที่ทำงานสาละวิน คิดว่าต้องมีการให้ความรู้กับชาวบ้านมากขึ้น ลำพังจากหน่วยงานภาครัฐที่จะให้ข้อมูลชาวบ้านความน่าเชื่อถือผมคิดว่ามีน้อยมากที่ชาวบ้านจะกล้ากิน“
นายสะท้าน ให้ความเห็นอีกว่า ปัจจุบันชาวบ้านถูกปล่อยให้อยู่ตามมีตามเกิด บางคนกินปลา บางคนเล่นน้ำสาละวิน
“พื้นที่สาละวินเราก็ทราบกันดีว่ามีพี่น้องรัฐกะเหรี่ยงกับฝั่งไทย ซึ่งฝั่งไทยมีเพียง 4-5 หมู่บ้าน บ้านแม่ดึ๊ โกเข ลงมาท่าตาฝั่งจนไปถึงสบเมย เป็นพี่น้องที่กังวลมาก จากหลายเวทีที่ผมเข้าร่วม เขาเสนอว่าต้องแก้ไขที่ต้นตอ แต่ผมคิดว่ามันยากมาก ตอนนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าจุดไหนเป็นเหมือง และถึงรู้ก็ข้ามพรมแดนอีก เรารู้จากกูเกิ้ลว่าเหมืองอยู่ตรงนั้น แต่เราเข้าไปไม่ถึงแม้แต่หน่วยงานรัฐก็เข้าไปไม่ถึง พวกเราพยายามให้ข้อมูลกับพี่น้องชาวบ้าน ฝั่งรัฐกะเหรี่ยงเราให้กับผู้นำชุมชนชาวบ้านเรายังเข้าไม่ถึง ส่วนฝั่งไทยไม่มีการทำเหมืองในเขตบ้านเรา บอกพี่น้องว่าที่ผ่านมาเราผนึกกำลังต่อต้านสู้กับการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาละวิน เราสู้มา 26 ปีแล้ว มันง่ายกว่าสู้เรื่องสารปนเปื้อนผลประโยชน์มันเยอะ“ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน ให้ความเห็น
ในขณะที่ นางรุ่งทิวา สุดใสดาวเรือง อายุ 42 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแพริมแม่น้ำสาละวิน หมู่ 4 ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เปิดร้านขายของชำ ซื้อผักจากชาวบ้านมาขาย ยอมรับว่านับตั้งแต่ทราบว่าแม่น้ำสาละวินปนเปื้อนสารพิษ การดำรงชีวิตประจำวันก็เปลี่ยนแปลงไป หลังจากเคยใช้น้ำอาบน้ำกิน แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้น้ำจากแม่น้ำสาละวินอีกเลย
“ทุกวันนี้ยังกินปลาอยู่ จำเป็นต้องกิน ถ้าไม่กินปลาก็ไม่รู้จะกินอะไรที่ไหน แต่ถ้าปลาที่ตายแล้วลอยน้ำมาก็ไม่กล้ากินเหมือนกัน ถ้าไปหาจับเองก็กินอยู่ และถ้าชีวิตต้องอยู่กับแม่น้ำที่ปนเปื้อนสารพิษต่อไปแบบนี้เรื่อยๆก็ไม่รู้จะทำอย่างไร“ นางรุ่งทิวา กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ชาวแพสาละวินกล่าวอีกว่า นอกจากจะเคยอาศัยแม่น้ำอาบแล้ว ปลาที่จับได้ก็ทำให้เกิดความกังวลอยู่มากว่าจะกินได้หรือไม่ แต่ปัญหาที่เห็นว่าควรได้รับการแก้ไขอันดับแรกคือการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำสาละวิน

“คนมาเที่ยวก็น้อยลง คิดว่าปัญหาสารพิษปนเปื้อนข้ามพรมแดนมีส่วนเกี่ยวข้อง ถ้าเจ้าหน้าที่หรือภาครัฐสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำได้ การท่องเที่ยวก็น่าจะกลับมาปกติอีกครั้ง มาช่วยเรื่องน้ำก่อนอันดับแรกชาวบ้านจะได้กลับมาค้าขายปกติ“ นางรุ่งทิวา กล่าว
ในวันที่แม่น้ำสาละวินยังคงไหลแรง เราได้ข้อมูลข่าวสารมากมายจาก “คน” เราได้เห็นคนจากลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบต่างช่วยกันปกป้องแม่น้ำผู้ให้ชีวิตและบางคนที่เผยธาตุแท้เพียงแค่ต้องการปกป้องค่าผลการตรวจที่มาตรฐานต่ำโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชีวิตของคนอีกมากมาย
เราอยากให้แม่น้ำพูดได้ เราอยากได้ยินเสียงจากแม่น้ำบ้างว่าเขาเจ็บป่วยแค่ไหน เขายังจะสู้ไปกับเราหรือไม่
ในวันที่ใครๆก็ไม่กล้าที่จะสัมผัสแม่น้ำสาละวิน เหมือนเดิม



