ภาพ/เรื่อง โดย กิตติธัช สิงห์เสนา
เป็นเวลามากกว่า 10 เดือนแล้ว ตั้งแต่เดือน มีนาคม 2568 ที่ตรวจพบสารปนเปื้อนแม่น้ำกก แม่นำสายและแม่น้ำรวกซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง สร้างผลกระทบฝังแน่นอยู่ในชีวิตของผู้คนริมแม่สายน้ำเหล่านี้ ตั้งแต่ความกังวลเรื่องน้ำกินน้ำใช้เพราะแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเป็นแหล่งน้ำดิบที่ใช้ทำน้ำประปา เรื่องความไม่มั่นคงของอาชีพ ไปจนถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชน
เป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้ว นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ที่มีรายงานการตรวจพบค่าสารโลหะหนักเกินมาตรฐานในแม่น้ำโขงใน 4 จังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ และนครพนม สร้างความกังวลอย่างกว้างขวางให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำที่ชาวบ้านพึ่งพาในชีวิตประจำวัน
สำหรับชาวบ้านริมแม่น้ำโขงแล้ว สายน้ำแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ยังเป็นรากฐานของวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การทำประมงพื้นบ้าน การเพาะปลูกริมตลิ่ง ไปจนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน เมื่อน้ำได้รับการปนเปื้อน ความคุ้นเคยและความเชื่อมั่นที่มีต่อแม่น้ำโขงจึงค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความกังวลและคำถามที่ยังไร้คำตอบ
“หากในอนาคตมีคำสั่งให้หยุดใช้น้ำหรือห้ามทำประมงในแม่น้ำโขงจริง ก็จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของผมพอสมควร เพราะรายได้ส่วนหนึ่งและแหล่งอาหารของตัวผมและครอบครัวมาจากการหาปลาในแม่น้ำโขงแห่งนี้”นายเบียร์ วัชรพง พรานปลา ชาวบ้านดอนบก ต.รัตนวาปี อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย รู้สึกหนักใจเมื่อได้ยินข่าวสารพิษในแม่น้ำโขง
“ผมเติบโตมากับแม่น้ำโขงและพึ่งพาแม่น้ำมาตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้ ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับรู้ข่าวมาก่อนว่าพบการปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแร่เถื่อนในพม่า ทำให้รู้สึกกังวลต่อความปลอดภัยในเรื่องสุขภาพและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตในการหาปลา”
นายพีรภัทร โพนชัยยา เกษตรกรริมแม่โขง บ้านท่าม่วง ต.รัตนวาปี จ.หนองคาย กล่าวว่า ได้ยินข่าวว่าพบสารหนูเกินมาตรฐานในพื้นที่ริมฝั่งโขงแล้วเกรงว่าปัญหานี้จะขยายวงกว้างมาถึงพื้นที่ริมโขงบริเวณหมู่บ้าน
“ผมใช้น้ำโขงทั้งทำนาและปลูกผักมาตลอด น้ำสายนี้คือหัวใจหลักในวิถีชีวิตของผมและครอบครัว หากสถานการณ์รุนแรงจนมีคำสั่งห้ามใช้น้ำในอนาคต อาชีพเกษตรกรรมที่เป็นรายได้หลักเพียงอย่างเดียวก็อาจจะต้องหยุดลง”นายพีรภัทรบอกถึงความกังวลใจ
เชนเดียวกับแม่ปิ๊ก ประสพชัย เกษตรกรปลูกผักสวนครัวริมแม่น้ำโขง วัยอายุ 62 ปี บ้านพันลำ ต.วิศิษฐ์ อ.เมือง จ.บึงกาฬ กล่าวว่า รู้สึกความระแวงตั้งแต่ได้ข่าวว่าพบสารพิษในแม่น้ำโขง อย่างไรก็ตามในการใช้น้ำเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า แม่น้ำโขงเป็นกระแสน้ำที่ไหลเวียนตลอดเวลาจะช่วยเจือจางสารพิษได้
“แม่รู้สึกกังวลใจเพิ่มขึ้นเมื่อมีการยืนยันผลการพบสารหนูเกินมาตรฐานในพื้นที่ ต.บึงกาฬซึ่งเป็นตำบลใกล้เคียง ตอนนั้นไม่กล้าแม้แต่จะลงน้ำ” แม่ปิ๊กกล่าว แม้ปัจจุบันจะได้รับคำยืนยันว่าพื้นที่โซนนี้ปลอดภัยจนกล้ากลับมาลงน้ำได้อีกครั้ง แต่ความกลัวที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า สำหรับคนริมโขงแล้ว ความปลอดภัยของสายน้ำ คือความมั่นคงเดียวที่พวกเขามี
นายทิต สถิต พรานปลาและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านพันลำ ต.วิศิษฐ์ อ.เมือง จ.บึงกาฬ สะท้อนถึงความผูกพันอย่างลึกซึ้งของคนในพื้นที่ต่อแม่น้ำโขงว่า ชาวบ้านพันลำพึ่งพาสายน้ำแห่งนี้ใน แทบทุกวงจรของชีวิต ตั้งแต่การอุปโภคบริโภคไปจนถึงการประกอบอาชีพหลัก หากในอนาคตมีการสั่งระงับการใช้แม่น้ำโขงจริงๆ วิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชาวบ้านที่นี่คงต้องถึงจุดจบ
“ที่นี่เราปลูกผักสวนครัวเป็นอาชีพประจำเพื่อส่งขายตลาด โดยจะเริ่มลงมือปลูกตั้งแต่ฤดูหนาวลากยาวไปจนถึงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่น้ำลดพอดี ของพ่อปลูกเพียง 3 ล็อก ก็สามารถทำเงินได้สูงถึง 1 แสนกว่าบาทต่อฤดูกาล ส่วนในช่วงฤดูฝนทำเกษตรริมโขงไม่ได้ ชาวบ้านก็จะหันมาหาปลาแทน”ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอธิบายถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชน
อย่างไรก็ตาม นายทิตระบุว่าวิถีพรานปลาในปัจจุบันต้องเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น เพราะผลกระทบจากการสร้างเขื่อนหลายแห่งในแม่น้ำโขงทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไปและหาปลาได้ยากขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก
ท่ามกลางการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำโขงที่ต่อเนื่องมากว่า 10 เดือน เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ห่างไกลอย่าง จ.หนองคายและบึงกาฬ ไม่ได้เป็นเพียงความตื่นตระหนกต่อค่าตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ที่เกินมาตรฐานเท่านั้น แต่คือความหวาดหวั่นต่อการล่มสลายของ โครงสร้างชีวิต ที่ฝากไว้กับสายน้ำโขงมาทุกชั่วอายุคน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกำลังกลายเป็นเป็นลูกโซ่ ทั้งต่อสุขภาพของประชาชน ความมั่นคงทางอาหาร และความสมดุลของระบบนิเวศในลุ่มน้ำโขง ซึ่งภาครัฐควรวางแผนทั้งในเรื่องการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน พืชผัก สัตว์น้ำและสุขภาพของประชาชน เพราะต้องไม่ลืมว่าสารโลหะหนักเหล่านี้เป็นสารพิษที่สะสมในร่างกาย ไม่ว่าผลการตรวจสารโลหะหนักเหล่านี้จะเกิดมาตรฐานหรือไม่ เพียงแค่พบว่าอยู่ในน้ำก็คือความเสี่ยงของประชาชนและระบบนิเวศน์แล้ว








