
เมื่อวันที่ 19 มกราคา 2569 สำนักข่าว Development Media Group รายงานว่า สถานการณ์ของคนหนุ่มสาวในรัฐอาระกัน หรือรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของพม่าถูกกองกำลังอาระกัน (Arakan Army – AA) สั่งห้ามไม่ให้เดินทางออกจากรัฐอาระกันเพื่อเดินทางไปพื้นที่อื่นๆของประเทศพม่า โดยหากต้องการเดินทางออกจากรัฐจะต้องดำเนินการหลายขั้นตอน เช่นต้องได้อนุญาตจากผู้นำชุมชนหมู่บ้าน ฝ่ายบริหารท้องถิ่น รวมถึงกองทัพอาระกัน AA
ทั้งนี้ในอดีตประชาชนในพื้นที่สามารถเดินทางไปไหนได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องมีจดหมายรับรองหรือเอกสารการเดินทาง อย่างไรก็ตาม หลังข้อกฎกำหนดใหม่ถูกประกาศใช้โดยกองทัพ AA ชาวบ้านจะต้องขออนุญาตหลายขั้นตอนเพื่อเดินทางออกจากรัฐอาระกัน
“เมื่อก่อน ชาวบ้านสามารถเดินทางไปยังอินเดียได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ตอนนี้ หากต้องการเดินทางออกจากรัฐอาระกัน ต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็น เช่น เข้ารับการรักษาพยาบาล ต้องการไปค้าขาย หรือความจำเป็นอื่นๆ” ชาวเมืองเจ้าก์ทอว์กลาว และว่า การตั้งกฎดังกล่าวขึ้น เนื่องจากทาง AA ต้องการป้องกันคนหนุ่มสาวที่ถึงเกณฑ์ต้องเป็นทหารเดินทางออกจากรัฐอาระกัน ภายใต้บทบัญญัติฉุกเฉินด้านการป้องกันประเทศ (NDEP) หลังจากมีจำนวนประชาชนพยายามออกจากรัฐอาระกันเพิ่มสูงขึ้น
สำนักข่าว Development Media Group ยังรายงานว่า การตรวจสอบการเดินทางออกนอกรัฐอาระกันเริ่มขึ้นในปี 2025 โดยเริ่มแรกมุ่งเป้าไปที่พ่อค้าที่มุ่งหน้าไปยังเมืองมะโกย และขยายไปยังพ่อค้าที่มุ่งหน้าไปยังอินเดียด้วยข้อจำกัดที่เข้มงวดมากขึ้นในปี 2026
“ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป พ่อค้าที่เดินทางไปอินเดียต้องมีจดหมายรับรองจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ่อค้าบางรายต้องเดินทางกลับที่ชายแดนเพราะไม่มีจดหมายดังกล่าว ก่อนหน้านี้ มีเพียงพ่อค้าที่เดินทางไปมะโกยเท่านั้นที่ต้องมีจดหมายเหล่านี้” พ่อค้าชาวอาระกันรายหนึ่งกล่าว “แม้แต่ผู้ที่ไปรับการรักษาพยาบาลก็ต้องมีจดหมายรับรองจากเจ้าหน้าที่ในหมู่บ้านและในระดับตำบลด้วย”
ขณะที่ชาวบ้านเปิดเผยด้วยว่า การขออนุญาตออกนอกพื้นที่ที่ต้องดำเนินการหลายขั้นตอนเช่นนี้ ทำให้การเดินทางล่าช้าเป็นอย่างมาก โดยชายหนุ่มหลายคนในพม่าที่เข้าเกณฑ์เป็นทหารภายใต้กองกำลังอาระกัน AA กำลังพยายามออกจากรัฐอาระกันไปยังพื้นที่อื่นๆของพม่าเพื่อศึกษาต่อ
ปัจจุบัน กองกำลังอาระกัน AA ควบคุม 14 เมือง ในรัฐอาระกัน รวมถึงเมืองปะแล็ตวา ในรัฐชินที่อยู่ใกล้เคียงด้วย
สำนักข่าว Development Media Group ยังรายงานว่า ด้วยสงครามวิกฤติการเมืองในรัฐอาระกัน การเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และจำนวนผู้ปลูกที่ลดลง ทำให้การเพาะปลูกดอกสิงโตโคมขาว หรือในภาษาพม่าเรียก ‘ตะสิ่งปาน’ สายพันธุ์กล้วยไม้สกุลสิงโตกลอกตาได้ลดลงอย่างมาก และกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ในอนาคต ซึ่งดอกไม้ชนิดนี้ รู้จักกันในฐานะเป็นดอกไม้ราชสำนักของพม่า เช่นเดียวกัน ดอกสิงโตโคมขาว เป็นดอกไม้ที่ชาวอาระกันให้ความสำคัญอย่างมากและถือเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศพม่า และยังใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น พิธีแต่งงาน การปลูกดอกสิงโตโคมขาว ต้องอาศัยการดูแลอย่างระมัดระวัง เทคโนโลยีที่เหมาะสม และการดูแลเอาใจใส่อย่างต่อเนื่องจึงจะอยู่รอดได้ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมดอกสิงโตโคมขาวได้รับผลกระทบอย่างหนักจากพายุไซโคลนโมชาในเดือนพฤษภาคมปี 2566 และกำลังเผชิญกับสถานการณ์ดิ้นรนเพื่อฟื้นตัว การสู้รบที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในรัฐอาระกันได้สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรหลายราย ซึ่งหลายคนต้องทิ้งต้นไม้ไว้เบื้องหลัง
“เมื่อพายุไซโคลนโมชาพัดถล่ม บ้านของฉันพังทลายและฉันสูญเสียต้นไม้ไปหลายต้น แต่ฉันสามารถช่วยดอกสิงโตโคมขาวของฉันไว้ได้ ฉันได้ยินมาว่าพายุไซโคลนกำลังจะมาพร้อมกับลมแรงประมาณ 100 ไมล์ต่อชั่วโมง ดังนั้นฉันจึงนำต้นสิงโตโคมขาว ไปไว้ในโครงสร้างพิเศษ พวกมันรอด แต่ต้นไม้ชนิดอื่น ๆ ของฉันเกือบทั้งหมดถูกทำลาย ต้นสิงโตโคมขาวบางต้นถึงกับงอกขึ้นบนลำต้นอื่น” นางนินิอ่อง เกษตรกรผู้ปลูกดอกไม้ในเมืองเจ้าก์ทอว์กล่าว
เกษตรกรผู้นี้กล่าวด้วยว่า ต้นสิงโตโคมขาว จำนวนมากตายไปเพราะเกษตรกรไม่สามารถดูแลได้ทุกวันในขณะที่ต้องพลัดถิ่นเนื่องจากความขัดแย้งในรัฐอาระกัน เช่นเดียวกัน ดอกสิงโตโคมขาวป่า ที่ขึ้นเองในป่าก็พบว่า ลดลงจำนวนมากและพบเห็นได้ยากมากขึ้นในรัฐอาระกัน เนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่



