Search

หนังม้วนเก่าในสปส.กับข้อเสนอใหม่-แยกกองทุนชราภาพ ของ ศ.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์

ภาสกร จำลองราช

กองทุนประกันสังคมและสำนักงานประกันสังคม(สปส.)ถูกกล่าวถึงมากอีกครั้งเนื่องจากข้อมูลความไม่ชอบมาพากลทะลักออกมาสู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่องโดยฝีมือของคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ด)ฝ่ายลูกจ้าง 6 คนในนามทีมประกันสังคมก้าวหน้าและพรรคประชาชน

ถามว่าความอื้อฉาวแบบนี้เคยเกิดขึ้นมั้ย คำตอบคือตลอดกว่า 30 ปีของการบริหารกองทุนขนาดใหญ่แห่งนี้ ได้เกิดเรื่องในลักษณะนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการจัดซื้อระบบคอมพิวเตอร์ 2.8 พันล้านบาท การจัดซื้อตึกวัฏจักร การใช้งบเดินทางไปดูงานต่างประเทศ การลงทุนที่ไม่เหมาะสมต่างๆ จนคราวก็มีการลงโทษข้าราชการระดับสูง(แต่น้อยมาก) พร้อมกับบทสรุปที่ว่าต้องมีการปฎิรูประบบประกันสังคม

แต่จนแล้วจนรอดการปฎิรูประบบประกันสังคมก็ไม่เคยเป็นจริงได้ เพราะนักการเมืองที่เข้ามาดูแลกระทรวงแรงงานในระดับนโยบายต่างก็แฮปปี้ในการใช้เงินของกองทุนประกันสังคม เช่นเดียวกับข้าราชการระดับสูงในกระทรวงแรงงานต่างก็ต้องการนั่งตำแหน่งเลขาธิการ สปส.เพราะคือบ่อเงินบ่อทองที่สามารถนำไปจัดสรรแบบเอื้ออาทรกับฝ่ายการเมืองได้อย่างลงตัว

การเปลี่ยนแปลงวิธีการได้มาของบอร์ดประกันสังคม จากอดีตในฝ่ายลูกจ้างมีแต่ผู้นำแรงงานกลุ่มเดิมๆที่เข้าไปนั่งเป็นไม้ประดับในที่ประชุมและคอยพยักหน้าตามวาระที่ฝ่ายเลขาฯชงให้ เปลี่ยนเป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้ขยะที่อยู่ใต้พรมจำนวนมากทยอยถูกเปิดให้สังคมได้เห็น

“เหมือนย้อนกลับไปดูละครบ้านทรายทอง ที่ไม่ว่าจะสร้างกี่ครั้งเนื้อเรื่องยังคงเดิม เปลี่ยนแค่ผู้แสดง”

ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายหลักประกันสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ยืนยันสถานการณ์ของกองทุนขนาดใหญ่แห่งนี้ไม่ได้แตกต่างจากอดีตมากนัก

ศ.วรวรรณทำงานวิจัยเกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพโดยเฉพาะงานด้านประกันสังคมมายาวนานกว่า 20 ปีตั้งแต่กองทุนแห่งนี้ยังมีเม็ดเงินหลักพันและหลักหมื่นล้าน จนขยับมาเป็นกองทุนที่ใหญ่โตสุดของประเทศ 2.8 ล้านล้านบาท

“แม้การขุดคุ้ยความไม่โปร่งใสด้านงบประมาณของบอร์ดประกันสังคมจะมีแรงกระเพื่อมจากสังคม แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างในกองทุนประกันสังคมคือความไม่ยั่งยืนยังคงไม่ได้รับการแก้ไขมาอย่างยาวนาน” ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกต

“การที่มีคนรุ่นใหม่เข้าไปเป็นบอร์ดประกันสังคม การที่มีข้อมูลเชิงลึกที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียเยอะขึ้น มีคนใส่ใจเรื่องประกันสังคมเยอะขึ้น เลยทำให้แรงกระเพื่อมค่อนข้างใหญ่ แล้วสื่อโซเชียลด้วยที่ทำให้ทุกวันนี้ก้าวกระโดดกระจายเร็วขึ้น แต่ในแง่ของปัญหาเรียกว่าเป็นปัญหาเดิมเลย คือรากฐานของการบริหารจัดการประกันสังคมที่มันไม่มีความโปร่งใส ปัญหาในเชิงโครงสร้างของที่มันจะไม่ยั่งยืน ยังอยู่ที่เดิม” ศ.วรวรรณชี้รากเหง้าของปัญหาที่ยังไม่ได้ถูกแก้ไข

 “ปัญหาใหญ่คือบริหารจัดการที่แม้จะมีตัวแทนบางฝ่ายเข้าไปได้จำนวนหนึ่ง แต่ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาการเมืองแทรกแซงก็ยังเป็นเหมือนเดิม”

อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังบอกด้วยว่า ปัญหากองทุนประกันสังคมที่ถูกรุมทึ้งกัดกินมานาน แม้จะเริ่มแสดงอาการน่าเป็นห่วง แต่ถ้ารักษาเร็วเชื่อว่ายังพอมีช่องทางที่สามารถเยียวยาให้หายได้

 “ดิฉันเสนอไปนานแล้วว่าเราต้องเอาประกันสังคมออกนอกระบบ แต่ตอนนี้อยากบอกให้ชัดขึ้น สิ่งที่ควรเอาออกนอกระบบคือกองทุนบำนาญชราภาพที่อยู่ในกองทุนประกันสังคม ส่วนสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆให้วางกองไว้ที่เดิม ให้ สปส.ดูแลต่อไป” ศ.วรวรรณ เสนอแนวทางซึ่งแตกต่างจากข้อเสนอของหลายฝ่ายที่ต้องการให้กองทุนประกันสังคมทั้งระบบแยกออกเป็นองค์กรอิสระที่หลุดจากระบบราชการ

“ดึงเอากองทุนบำนาญชราภาพออกมา แล้วบริหารจัดการแบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ถ้าเราทำกบข.สำหรับข้าราชการได้ เราก็ต้องทำกองทุนบำเหน็จบำนาญสำหรับลูกจ้างได้เช่นกัน โดยออกกฎหมายให้มีองค์ประกอบที่เหมาะสม ให้มีกระบวนการสรรหาผู้มีความรู้เชี่ยวชาญทางด้านการลงทุนมาเป็นผู้บริหาร มีต้นแบบสำหรับราชการแล้วทำไมจะทำแบบเดียวกันสำหรับลูกจ้างไม่ได้” ศ.ดร.วรวรรณ เสนอแนะช่องทางที่น่าสนใจ

 ผอ. วิจัยนโยบายหลักประกันสังคม ทีดีอาร์ไอ อธิบายอีกว่ากองทุนประกันสังคมสามารถแบ่งตามลักษณะการจ่ายเงินสมทบได้ 2 ประเภท คือ กองทุนสิทธิประโยชน์ กับ กองทุนบำนาญชราภาพ โดยสิทธิประโยชน์ทางด้านรักษาพยาบาล ทุพพลภาพ คลอดบุตร เสียชีวิต ว่างงาน สงเคราะห์บุตร เป็นความเสี่ยงลักษณะหนึ่งทางสังคม การบริหารจัดการความเสี่ยงนี้แตกต่างจากความเสี่ยงด้านขาดรายได้ในวัยสูงอายุ

“ใน 6 สิทธิประโยชน์ บริหารจัดการความเสี่ยงด้วยการเก็บเงิน เราเข้ามาแล้วจ่ายสิทธิประโยชน์เมื่อเหตุเกิด เหตุมักจะเกิดในเวลาอันสั้นขึ้นอยู่กับว่าความเสี่ยงจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในขณะที่บำนาญชราภาพเป็นการบริหารจัดการระยะยาว หมายความว่าเก็บเงินเราสะสม ออมไปจนวัยเกษียณถึงเอาออกมาใช้ เงินก้อนนี้จะโตอย่างเดียว ค่อยๆโต แล้ววันที่ถูกนำออกมาใช้ ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว การบริหารจัดการเงินกองทุนบำนาญชราภาพนี้ต้องการความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ต้องการมืออาชีพที่ทำให้เกิดผลตอบแทนที่สูง ต้องการความยั่งยืน”ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันสังคมอธิบายถึงความแตกต่างของที่มาและวัตถุประสงค์การใช้เงินสมทบ

“ความยั่งยืนเป็นส่วนที่สำคัญมาก” ศ.ดร.วรวรรณ ย้ำ และเชื่อว่า เงินที่เหลือในส่วนสิทธิประโยชน์ระยะสั้นจะไม่เยอะ เช่น เงินส่วนค่ารักษาพยาบาล ถ้าแยกกองทุนบำนาญชราภาพ เงินส่วนสิทธิประโยชน์จะไม่เหลือให้บอร์ดประกันสังคมไปดูงานต่างประเทศ ที่พอจะเหลือเป็นกอบเป็นกำคือส่วนของกรณีว่างงาน แต่ก็ไม่ได้มากพอเอาไปทำปฏิทินหรือตัดสูท หรือใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแบบเดิมได้ เพราะต้องเหลือไว้ชดเชยเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

“แยกส่วนกองทุนบำนาญชราภาพออกมาโดยดูโมเดลแบบ กบข. แล้วบริหารจัดการให้โปร่งใส ให้เป็นมืออาชีพ เป็นองค์รอิสระให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงไม่ได้ ทำไม กบข.ถึงไม่เคยมีปัญหาว่าเงินถูกขโมยไปซื้อตึก เพราะเขามีกลไกอะไร การลงทุนของ กบข. เป็นที่ยอมรับในหมู่นักลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยอมรับในความสามารถของ กบข. เพราะเป็นมืออาชีพมาก เปรียบเทียบผลการลงทุนของ กบข. ในกลุ่มที่ Asset Class (กลุ่มสินทรัพย์) การถือสินทรัพย์คล้ายๆประกันสังคม แต่กบข.ได้ผลตอบแทน 4.4% ส่วนประกันสังคมได้ไม่ถึง 3%” ศ.ดร.วรวรรณ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการบริหารกองทุนแบบมืออาชีพและมืออันแปดเปื้อนของมือสมัครเล่น

เมื่อถามว่าหากแยกกองทุนชราภาพซึ่งมีสัดส่วนกว่า 80% ของกองทุนประกันสังคมออกไป จะส่งผลกระทบต่อสถานะของกองทุนที่เหลือ 6 ด้านหรือไม่ นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ ยืนยันว่าสถานะเงินสมทบของ 6 กรณียังเป็นบวกแต่ไม่ได้บวกชนิดที่นักการเมืองจะกล้าเอาไปทำอะไรได้ เพราะกองทุนสิทธิประโยชน์เป็นการบริหารจัดการเงินสะสมที่มองไปข้างหน้าได้แค่ 2-3 ปี เท่านั้น

“ไม่ได้มากพอที่จะเอาไปซื้อตึก ไม่ใช่ก้อนของเงินที่บริหารเพื่อผลตอบแทน แต่เป็นก้อนของเงินบริหารเพื่อให้เพียงพอกับการใช้จ่ายกับสิ่งที่กำลังจะเกิดภายใน 1-2 ปีข้างหน้า”

ศ.วรวรรณกล่าวว่า ในขณะที่เงินออมชราภาพเป็นก้อนที่บริหารเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงๆเพราะจะใช้อีกนาน เป้าหมายคนละแบบ เราจึงต้องการผู้เชี่ยวชาญคนละเซ็ตในการดูแล กองทุนสิทธิประโยชน์กับกองทุนบำนาญชราภาพต้องการผู้บริหารที่เชี่ยวชาญทักษะคนละแบบ

“ถ้าจะแข่งขันหมากรุก คุณคงไม่เอาโค้ชฟุตบอลมาแนะนำหรอก“ ผอ. วิจัยนโยบายหลักประกันสังคม ทีดีอาร์ไอ อธิบายข้อดีของการแยกกองทุนชราภาพ และว่า “ในประเทศที่เจริญแล้วที่กองทุนบำนาญชราภาพต่างแยกออกมาบริหารทั้งสิ้น แม้กระทั่งญี่ปุ่นก็แยกเช่นกัน การที่มีคนออกมาคัดค้านการนำกองทุนประกันสังคมออกนอกระบบจึงเป็นแค่วิธีทำให้สังคมสับสนเท่านั้น”

“คนที่เขาหาประโยชน์จากประกันสังคม เขาดีใจนะที่ทุกคนสับสน ทำให้แก้ปัญหาไม่ถูกจุด เช่น บอร์ดที่ไปดูงานมาแทบทุกประเทศ เขาได้ความรู้มาเซ็ตหนึ่งแล้ว แต่เขาไม่บอกเรา เขายังได้ประโยชน์ เมื่อตัวระบบมันมีความซับซ้อนอยู่ ถ้าเราแก้ปัญหาแบบผิดที่ มันก็จะสร้างปัญหาใหม่ ไม่ได้แก้ปัญหานำไปสู่ความยั่งยืนได้ พอเขาไปดูงานที่ประเทศต่างๆ ดูงานซ้ำๆ เขาเห็นภาพแล้ว การที่เขาไปดูงานต่างประเทศก็ได้ความรู้ แต่เขาไม่เอามาใช้เพราะเขาได้ประโยชน์ นี่เป็นปัญหาการเมืองต้องอยู่ที่นโยบาย ศ.ดร.วรวรรณ กล่าว

นักวิจัยนโยบายหลักประกันสังคมผู้นี้ กล่าวว่า การจะยกกองทุนบำนาญชราภาพออกมาเป็นองค์กรอิสระ ต้องร่างกฎหมายใหม่ ซึ่ง พรบ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ต้องตัดสิทธิประโยชน์บำนาญชราภาพออก

“ปัญหากองทุนบำนาญชราภาพมีหลายส่วนประกอบกัน ทั้งเรื่องธรรมาภิบาล ความไม่โปร่งใส ไม่ยั่งยืน เรื่องผลตอบแทน ความไม่ยั่งยืนรากฐานของปัญหา คุณจ่ายสมทบเงินแค่ 3% และนายจ้างอีก 3% ส่วนรัฐบาลไม่ได้สมทบ แต่ตอนรับบำนาญ เราได้ 20% ขั้นต่ำ อาจจะขึ้นไปถึง 50% ถ้าทุกคนจ่าย 6% รับ 20 % มันเป็นไปได้ไหม นี่คือปัญหาความไม่ยั่งยืนรากฐานมาจากความไม่สมดุลระหว่างเงินสมทบกับอัตราบำนาญ”ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันสังคมอธิบาย

“ที่ประเทศเวียดนาม เก็บ 22 % จากนายจ้างและลูกจ้าง แต่ของเราไม่อยู่ในความเป็นจริง ตอนนี้ถามว่าจะเก็บ 22% เราก็คงไม่ยอม ถ้าเห็นธนาคารกำลังจะล้มแล้วมาบอกว่า ช่วยกันเอาเงินไปฝากให้ธนาคารไม่ล้ม เราจะฝากไหม ที่ดิฉันเสนอเนื่องจากหากเราทำทุกอย่างพร้อมกัน ชาตินี้ก็คงไม่สามารถเดินไปทางไหนได้ คิดว่าขั้นตอนแรกต้องดึงกองทุนชราภาพออกมานอกระบบเหมือน กบข.ก่อน โดยมีโมเดลของ กบข.”

“วันนี้เราอายุ 55 ได้บำนาญ แล้วพอเราอายุ 80 เรารู้ว่าเงินกองทุนจะหมด ตอนนั้นเราก็หมดแรงทำงานแล้วด้วย ถ้าเราเคยได้ 5,000 บาท อยู่มาวันหนึ่งจะไม่ได้ เราก็ไม่รู้จะเอาอะไรที่ไหนกิน แต่ถ้าทุกคนรับทราบปัญหานี้ว่าจะต้องเพิ่มเงินสมทบ เพื่อวันที่เราอายุ 80 ปี เรายังจะได้ 5,000 บาทอยู่ ลูกหลานเรา ตอนพวกเขาอายุ 55 ปี เราก็อยากให้เขาได้บำนาญเหมือนที่เราได้รับ มันก็ต้องเพิ่มเงินสมทบ แต่ต้องมีธรรมาภิบาล ต้องโปร่งใส ต้องผลตอบแทนสูง ต้องดูเหมือนธนาคารจะไม่ล้มก่อน สิ่งเหล่านั้นจึงจะเกิด” ผอ.วิจัยนโยบายหลักประกันสังคม ทีดีอาร์ไอ ชี้ทิศทางที่ยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หากปล่อยให้สถานการณ์กองทุนชราภาพและกองทุนประกันสังคมเป็นไปเหมือนปัจจุบัน จะอยู่ได้อีกกี่ปี ศ.ดร.วรวรรณกล่าวว่า ในแวดวงนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าอีกไม่เกิน 20 ปี กองทุนที่มูลค่าการลงทุนระดับ 2 ล้านล้านบาทจะล่มสลาย

“แต่มีการคำนวณหลายข้อสมมุติ ทีดีอาร์ไอคำนวณตรงกับสถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ คืออยู่ถึง พ.ศ. 2585 ส่วน สปส. บอกว่า 2597 แต่ดิฉันเชื่อว่าจะปีไหนไม่สำคัญ เพราะมันคือไม่พอแน่ๆ มันต้องเกิดขึ้นแน่นอน แล้วเราก็ปล่อยเวลาผ่านไปเรื่อยๆหรือ”ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันสังคมตั้งคำถาม

“ดิฉันพูดตั้งแต่ก่อนปี 2557 แล้ว บอกว่า สปส.ควรที่ปรับเงินสมทบก่อนที่จะจ่ายบำนาญ แต่ก็ถูกซื้อเวลามาเรื่อยๆ มันไม่เกิดขึ้น ถ้าเรายังไม่ฉวยโอกาสตอนนี้ เราก็จะยังอยู่กับปัญหาเดิมๆต่อไป” ศ.ดร.วรวรรณ ฉายปัญหาของกองทุนประกันสังคมที่เปรียบเสมือนฉายหนังเรื่องบ้านทรายทองที่วนลูปเช่นเดิมเพียงแต่เปลี่ยนตัวแสดง

——-