
เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 รศ.ดร.นภาพร อติวานิชยพงศ์ นักวิชาการด้านแรงงาน และนักวิจัยจากศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาชุมชนร่วมสมัย กล่าวถึงสถานการณ์ที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นการทำงานของคณะผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม(สปส.)ภายหลังตรวจพบการใช้งบประมาณที่ไม่โปร่งใสในหลายกรณี ว่าเห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ด)ฝ่ายลูกจ้างที่มีกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าเข้าไป เพราะที่ผ่านมากองทุนประกันสังคมมีปัญหาเยอะและไม่มีกลไกในการตรวจสอบ รวมถึงมีบอร์ดบางคนได้ประโยชน์
“ที่มันเป็นกระแสช่วงเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ดี ลูกจ้างเคยออกมาเคลื่อนไหวแต่ไม่ได้ทำให้สาธารณชนได้รู้ถึงปัญหา พอมีพรรคประชาชนสนับสนุนก็ทำให้กระแสกว้างขึ้น ในอนาคตถ้าเราได้พรรคการเมืองที่มีนโยบายดีๆมาบริหารแรงงานก็เป็นไปได้ที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลง ถ้าถามว่าสถานการณ์ในกองทุนประกันสังคมเป็นอย่างไร ก็อยู่ในช่วงต่อสู้และช่วงชิงกันที่จะส่งผลไปยังการเลือกตั้ง ถ้าได้พรรคที่มีวิสัยทัศน์เข้ามาก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าเป็นพรรคเดิมๆ ดีไม่ดีระบบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมอาจจะกลับไปใช้แบบเดิม 1 คน1 เสียง ทำให้เสียงตัวแทนจากฝ่ายลูกจ้างน้อยลง” รศ.ดร.นภาพร กล่าว
นักวิชาการด้านแรงงาน กล่าวอีกว่า การใช้งบประมาณจากกองทุนประกันสังคมที่ไม่โปร่งใสจริงๆแล้วสามารถตรวจสอบผ่านคณะกรรมการไตรภาคีได้ แต่ที่ผ่านมาบอร์ดประกันสังคมไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเหมือนชุดนี้
“ภายในเวลาประมาณ 2 ปี ที่กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าเข้ามาก็เริ่มขุดคุ้ย ประเด็นความไม่โปร่งใสก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เอาผิดไม่ได้ แต่ไม่มีคนมาตรวจสอบ ซึ่งตอนนี้มีแล้ว จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหารในภาพใหญ่ที่คุมกระทรวงแรงงาน หรือรัฐบาลด้วยว่าพรรคไหนจะเข้ามาบริหาร ที่บอกว่าปัญหาในกองทุนประกันสังคมเป็นเรื่องเก่าทั้งนั้น การซื้อตึก Skyy9 ก็ไม่เก่านะ เกิดตอนนายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน แค่ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ละเรื่องใหม่ๆ ทั้งนั้น แม้ว่ามันจะนานแค่ไหน ถ้ามันไม่ถูก ก็ต้องตรวจสอบ“ อดีตอาจารย์สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นการนำเงินไปลงทุนแล้วไม่ได้อัตราผลตอบแทนที่ดี รศ.ดร.นภาพร กล่าวว่า มองได้ 2 ทาง คือ คนบริหารต้องเป็นมืออาชีพพิจารณา ถ้ากำไรน้อยเกิดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เรารับได้ แต่ก็มีคนท้วงว่าการลงทุนของกองทุนได้ผ่านการรวิเคราะห์ดีหรือยัง
“เห็นด้วยว่าจะต้องมีการบริหารที่เป็นอิสระจากกระทรวงแรงงาน การอยู่ภายใต้ราชการก็ทำให้ผู้มีอำนาจมาหยิบเงินไปใช้ ไม่สอดคล้องวัตถุประสงค์ ถ้ามีการบริหารที่เป็นอิสระ เงินขนาดนี้คนบริหารก็ต้องมีความเป็นมืออาชีพมากๆ ใช้ราชการไม่ได้” นักวิชาการด้านแรงงาน กล่าว
รศ.ดร.นภาพร กล่าวว่า หากปล่อยให้กองทุนฯยังคงมีปัญหาแบบนี้ต่อไป มีคนคำนวณว่าจะดำเนินการไปได้อีกกี่ปี เมื่อถึงวันที่กองทุนฯนี้พังจะเกิดผลกระทบมหาศาล
น.ส.อรุณี ศรีโต หรือป้ากุ้ง ประธานศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติ และอดีตบอร์ดประกันสังคม กล่าวว่า การปฏิรูปกองทุนประกันสังคมฝ่ายการเมืองต้องเข้มแข็ง แน่วแน่ที่จะแก้ปัญหา ถ้าต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เลือกตั้งครั้งนี้ต้องมีสติกันหน่อย อย่ามองแค่ สส.คนนี้มางานในพื้นที่บ่อย เขาขยันก็จริงแต่เราต้องมองภาพใหญ่ว่าพรรคเขาจะทำเรื่องนี้หรือไม่
“พรรคการเมืองที่ไม่มีนโยบายจะทำเรา ก็อย่าไปเลือกแม้ว่า สส.ในพื้นที่จะดี ต้องเลือกพรรคที่เอาจริงกับการแก้ปัญหา ป้ากุ้งบอกกับน้องๆแรงงานแบบนี้นะ ไม่อย่างนั้นเราก็เลือกตั้งกันไป ตอนนี้คนงานเขาคาดหวังว่าพรรคการเมืองไหนที่จะเอาจริงกับกระทรวงแรงงานเรื่องประกันสังคม”ป้ากุ้ง กล่าว
อดีตบอร์ดประกันสังคม กล่าวว่า ตาม พรบ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ให้อำนาจหน้าที่กรรมการประกันสังคมเหมือนเป็นแค่ที่ปรึกษาเท่านั้น ไม่สามารถกำหนดวาระการประชุมได้
“อย่างเรื่องงบประมาณที่เอาไปตัดสูท ทางฝ่ายเลขาฯเพียงแต่บอกว่าเป็นงบที่กันเอาไว้ให้บริหารจัดการสำนักงาน เหลือจากบริหารงบจะทำอะไรก็ได้ ไม่ได้เกินที่ตั้งไว้ บอร์ดก็มองกันตาปริบๆ ไม่มีใครจะล้วงลึกว่าเหมาะสมหรือเปล่า เลขาธิการ สปส. มีอำนาจสั่งซื้อเต็มที่ บอร์ดก็ไม่ได้อนุมัติเพราะเหมือนเขาแจ้งว่าจะซื้อและแจ้งให้เราแค่รับทราบ เขาไม่แจ้งตัวเลขว่ากี่บาท บอร์ดก็ไม่มีสิทธิเบรก” น.ส.อรุณี กล่าว
เมื่อถามว่าอยากให้กองทุนประกันสังคมเป็นแบบไหนในอนาคต อดีตผู้นำแรงงานรายนี้กล่าวว่า ระบบประกันสังคมต้องไม่อยู่ภายใต้อำนาจของราชการ และกองทุนขนาด 2.8 ล้านล้านบาท ควรบริหารโดยมืออาชีพ
“กองทุนประกันสังคมเป็นเรื่องที่คนงานร้องขอมาโดยตลอด ความคิดผลักดันมาจากผู้ใช้แรงงาน ถ้าบริหารจัดหารดีๆก็จะทำให้บำนาญเบี้ยที่เก็บไว้กินตอนแก่ได้รับการจัดสรรสมน้ำสมเนื้อ พอจะดูแลชีวิตความสุขระดับหนึ่ง ถ้ากองทุนยังอยู่ในระบบราชการลักษณะนี้มันไม่ไหวหรอก”น.ส.อรุณี กล่าว
ขณะที่ ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายหลักประกันสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้สัมภาษณ์ว่า แม้การขุดคุ้ยความไม่โปร่งใสด้านงบประมาณของบอร์ดประกันสังคมจะมีแรงกระเพื่อมจากสังคม แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างในกองทุนประกันสังคมคือเรื่องความไม่ยั่งยืน ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขมาอย่างยาวนาน
ศ.ดร.วรวรรณกล่าวว่าปัญหากองทุนประกันสังคมที่ถูกรุมทึ้งกัดกินมานาน แม้จะเริ่มแสดงอาการน่าเป็นห่วง แต่ถ้ารักษาเร็วเชื่อว่ายังพอมีช่องทางที่สามารถเยียวยาให้หายได้
“ดิฉันเสนอไปนานแล้วว่าเราต้องเอาประกันสังคมออกนอกระบบ แต่ตอนนี้อยากบอกให้ชัดขึ้น สิ่งที่ควรเอาออกนอกระบบคือกองทุนบำนาญชราภาพที่อยู่ในกองทุนประกันสังคม ส่วนสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆให้วางกองไว้ที่เดิม ให้ สปส.ดูแลต่อไป” ศ.วรวรรณ กล่าว
ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายหลักประกันสังคม ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ควรดึงเอากองทุนบำนาญชราภาพออกมา แล้วบริหารจัดการแบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ถ้าเราทำกบข.สำหรับข้าราชการได้ เราก็ต้องทำกองทุนบำเหน็จบำนาญสำหรับลูกจ้างได้เช่นกัน โดยออกกฎหมายให้มีองค์ประกอบที่เหมาะสม ให้มีกระบวนการสรรหาผู้มีความรู้เชี่ยวชาญทางด้านการลงทุนมาเป็นผู้บริหาร มีต้นแบบสำหรับราชการแล้วทำไมจะทำแบบเดียวกันสำหรับลูกจ้างไม่ได้
ศ.วรวรรณกล่าวอีกว่ากองทุนประกันสังคมสามารถแบ่งตามลักษณะการจ่ายเงินสมทบได้ 2 ประเภท คือ กองทุนสิทธิประโยชน์ กับ กองทุนบำนาญชราภาพ โดยสิทธิประโยชน์ทางด้านรักษาพยาบาล ทุพพลภาพ คลอดบุตร เสียชีวิต ว่างงาน สงเคราะห์บุตร เป็นความเสี่ยงลักษณะหนึ่งทางสังคม การบริหารจัดการความเสี่ยงนี้แตกต่างจากความเสี่ยงด้านขาดรายได้ในวัยสูงอายุ
“ใน 6 สิทธิประโยชน์ บริหารจัดการความเสี่ยงด้วยการเก็บเงิน เราเข้ามาแล้วจ่ายสิทธิประโยชน์เมื่อเหตุเกิด เหตุมักจะเกิดในเวลาอันสั้นขึ้นอยู่กับว่าความเสี่ยงจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในขณะที่บำนาญชราภาพเป็นการบริหารจัดการระยะยาว หมายความว่าเก็บเงินเราสะสม ออมไปจนวัยเกษียณถึงเอาออกมาใช้ เงินก้อนนี้จะโตอย่างเดียว ค่อยๆโต แล้ววันที่ถูกนำออกมาใช้ ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว การบริหารจัดการเงินกองทุนบำนาญชราภาพนี้ต้องการความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ต้องการมืออาชีพที่ทำให้เกิดผลตอบแทนที่สูง ต้องการความยั่งยืน”ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันสังคม กล่าว
(อ่านรายละเอียดสัมภาษณ์ ศ.วรวรรณ ใน https://transbordernews.in.th/home/?p=45025 )



