ภาสกร จำลองราช
เห็นตัวแทนของสำนักงานประกันสังคม(สปส.) ออกมาชี้แจงและตอบโต้ประเด็นต่างๆแล้วรู้สึก “เจ็บเหงือก” แทนเพราะ “แถ” ไปเรื่อย ทำให้นึกถึงปลาหมอตอนน้ำหลาก คือว่ายระริกระรี้ไปกับน้ำท่วม แต่พอน้ำแห้งกลับแหล่งไม่ทัน เลยติดอยู่ตามสันดอนต่างๆ จนต้องใช้ฝาปิดเหงือกแถกไถไปเรื่อยๆ โชคดีก็ถึงแหล่งน้ำ โชคร้ายก็แห้งติดดินตายไป
ข้อน่าสังเกตคือในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หากมีเรื่องราวฉาวๆใน สปส.ผู้บริหารตั้งแต่เลขาธิการตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการต่างเลือกที่จะเงียบ-ไม่ออกมาชี้แจงหรืออธิบายใดๆถ้าไม่จำเป็น เพราะเขามีความเชื่อกัน “เดี๋ยวสังคมก็ลืม” เดี๋ยวก็มีประเด็นใหม่มากลบประเด็นเก่าหมด
พอเรื่องเริ่มสงบก็ใช้เงินทองที่มีอยู่มากมายมาสร้างภาพพจน์กันใหม่ตามประสาคนมีเงิน
ในช่วงหลายวันทีผ่านมาเห็นทีมรองเลขาธิการ สปส.ในฐานะทีมโฆษกพร้อมเหล่ารองโฆษก ช่วยกันแจงประเด็นต่างๆ แล้วรู้สึกสงสารจับใจ เพราะการชี้แจงใดๆที่ไม่ได้อยู่บนหลักความจริง มันพูดยาก ยิ่งเมื่อเจอคำถามมากๆก็ทำได้แค่หาเหตุผลอื่นๆมายำรวมประกอบ
ว่ากันจริงๆแล้วความเน่าเหม็นใน สปส.เป็นกองขยะใหญ่ที่ถูกซุกไว้ใต้พรม ขุดอีกก็เจออีก เพียงแต่จะเจอใหญ่หรือเจอเล็กก็เท่านั้น
ผู้บริหาร สปส.ชุดปัจจุบันเป็นเพียงผู้ “รับหน้าเสื่อ” เพราะเอาเข้าจริงๆ หากย้อน “จับโป๊ะ”ไปสักราว 20 ปีก็เริ่มเห็นการทุจริตใหญ่ใน สปส.คือโครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ 2.8 พันล้านบาท ซึ่งในยุคนั้นอื้อฉาวมาก และมีการซื้อตึก ซื้อหุ้นธนาคารบางแห่ง อย่างไม่สมเหตุสมผลเช่นเดียวกัน
ดังนั้นหากจะจับโป๊ะกันจริงๆ ควรรื้อขยะใต้พรมออกมาให้หมด เอาให้เห็นกันไปเลยว่ายุคสมัยใด มียุงเหลือบริ้นไรตัวใดบ้างที่เกาะกินเลือดผู้ประกันตน
ควรมีคณะกรรมการที่น่าเชื่อถือจากภายนอกมาร่วมกันตรวจสอบพร้อมเสนอแนะ
ทีมผู้บริหาร สปส.ชุดนี้เป็นเพียงผู้รับวัฒนธรรมอันฟอนเฟะต่อมาเป็นทอดๆ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือการแถเพื่อให้รอด จากวิกฤตครั้งนี้ แต่ดูท่าแล้วคงรอดยากเพราะข้อเท็จจริงก็คือข้อเท็จจริง จะปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือได้สักกี่น้ำ
ผมเห็นโฆษก สปส.พยายามอ้างว่าเงินของกองทุนประกันสังคมไม่ใช่เงินที่ผู้ประกันตนฝ่ายเดียว ยังมีเงินสมทบของนายจ้างและรัฐบาล ผมเชื่อว่าแกคงเข้าใจเช่นนั้นจริงๆเพราะไม่ได้รู้ประวัติศาสตร์การต่อสู้จนได้มาซึ่งกองทุนประกันสังคม
ขณะที่ตัวเลขาธิการ สปส.และปลัดกระทรวงแรงงานซึ่งเป็นประธานบอร์ดก็ไม่ใช่ลูกหม้องานด้านนี้ เป็นเพียงต้นไม้ที่ปลูกจากกระถางอื่น แต่มาเติบใหญ่ในกระถางนี้เท่านั้น
พระราชบัญญัติประกันสังคม 2533 ออกมาตามแรงกดดันของกลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อสร้างหลักประกันทางสังคม โดยเงินก้อนนี้เขาเพียงฝากไว้กับราชการให้ช่วยดูแลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกันตน แต่ทุกวันนี้กลับกลายเป็นว่า สปส.ทำตัวเป็นเจ้าของเงินและผู้เอาประกันกลายเป็นผู้รอรับการสงเคราะห์
การที่โฆษก สปส.พยายามหาผลมาใส่ให้ดูสมเหตุ จึงน่าเห็นใจเพราะมันไม่เนียน
เช่นเดียวกรณีใช้งบประมาณ 12 ล้านสร้างโรงอาหารในอาคารกระทรวงแรงงาน โฆษก สปส.ก็พยายามหาเหตุผลมาใส่เช่นกัน ว่าผู้ประกันตนได้ประโยชน์อย่างงั้นอย่างงี้ ทั้งๆที่ความจริงแล้วโครงการเกิดจากความต้องการของนักการเมือง ไม่ได้ใช่ความต้องการของผู้ใช้บริการ
จริงๆแล้วก่อนปรับปรุงโรงอาหารแห่งนี้ยังอยู่ในสภาพที่ไม่ได้ทรุดโทรมอะไร ที่ทราบดีเพราะสมัยเมื่อ 20 ปีก่อนผมใช้บริการที่นี่อยู่เป็นประจำเพราะอยู่ใกล้ห้องนักข่าวประจำกระทรวงแรงงาน แต่ทุกมื้อเที่ยงเรามักเดินไปกินอาหารด้านหน้ากระทรวงมากกว่าเพราะมีความหลากหลาย แต่วันไหนขี้เกียจค่อยใช้บริการที่โรงอาหารซึ่งมีร้านค้าอยู่ไม่กี่เจ้า
สมัยก่อนถ้าใครเคยไปกินโรงอาหารแห่งนี้จะคุ้นตากับภาพป้าๆ 2-3 คนที่ขายเสื้อผ้าอยู่บริเวณประตูทางเข้า ป้าๆเหล่านี่เราเรียกว่า “ป้าไทยเกรียง”เพราะพวกท่านเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกเลิกจ้างยามสูงวัยและมาชุมนุมเรียกร้องสิทธิประโยชน์ของตัวเองอยู่ที่ใต้ถุนกระทรวงแรงงานซึ่งการชุมนุมเป็นไปอย่างยาวนาน ทำให้บริเวณนั้นกลายเป็นชุมชนเล็กในทุกๆเย็นทั้งป้าๆ นักข่าว ข้าราชการ รวมทั้งหมาแถวนั้น ต่างเอื้ออาทรกัน
ในวันที่คนงานไทยเกรียงเลิกการชุมนุม แต่ป้าๆกลุ่มหนึ่งไม่มีที่ไป ซึ่งผู้บริหารกระทรวงแรงงานในยุคนั้น จึงอนุญาตให้มาขายของหารายได้ที่โรงอาหาร ซึ่งเป็นความงดงามของบรรยากาศในหน่วยงานรัฐ
แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลง วันดีคืนดีรัฐมนตรีเกิดปิ๊งไอเดียร์ปรับปรุงโรงอาหารและอยากติดแอร์ให้เย็นฉ่ำ ซึ่งแทนที่จะตั้งโครงการของบประมาณปกติจากรัฐบาล หวยกลับไปตกที่ สปส.ซึ่งหลายคนพยายามท้วงติงว่าทำไม่ได้เพราะบริเวณนั้นไม่ใช่พื้นที่ของ สปส. แต่พวกไอ้ห้อยไอ้โหนก็หาทางออกด้วยการบอกว่าได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ ทั้งๆทีอาคารกระทรวงแรงงานหลังนี้เป็นที่ทำการของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมการจัดหางาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ประกันตนเลย เพียงแต่ด้านหลังอาคารนี้เป็นที่ตั้งของสำนักงานประกันสังคมเขตก็เท่านั้น
ท้ายสุดหลังจากปรับปรุงเสร็จแล้ว เมื่อนักการเมืองเจ้าของไอเดียร์พ้นตำแหน่ง โรงอาหารก็กลับสู่สภาพเดิม เพิ่มเติมคือไม่มีใครจ่ายค่าแอร์
ดังนั้นเหตุผลที่โฆษก สปส.พยายามอธิบายกับสาธารณชนผมจึงมองว่าเป็นการแถซะมากกว่า
สถานการณ์ของ สปส.ขณะนี้จึงไม่มีประโยชน์เลยที่จะออกมาแถกันไปเรื่อยๆ แต่วันนี้เป็นจังหวะที่ต้องเปิดขยะใต้พรมออกมาให้หมดได้แล้ว เพื่อให้กองทุนประกันสังคมเดินไปข้างหน้าได้อย่างไม่สะดุด
ข้าราชการในประกันสังคมและผู้บริหารกระทรวงแรงงานจำเป็นต้องปรับฐานความคิดกันใหม่ว่าคุณคือผู้ให้บริการสำหรับผู้ประกันตน คุณไม่ใช่เจ้าของเงิน แม้กฎหมายเปิดโอกาสให้ใช้ดอกผลไม่เกิน 10%จากกองทุนฯมาเป็นงบบริหาร แต่ทุกครั้งที่ใช้ก็ควรรำลึกถึงหยาดเหงื่อของผู้ประกันตน ไม่ใช่คิดจะตั้งสำนักงานใหม่-ซื้อรถใหม่-อยู่บ้านหรู ก็แค่ชงเรื่องขอใช้งบบริหารก้อนนี้ได้ ใครจะไปเที่ยวแล้วอ้างดูงานก็ใช้ได้
อย่าแถกันต่อไปเลย ขยะที่ซุกไว้ใต้พรมช่วยกันคุ้ยออกมาให้หมดเถอะ ใช้โอกาสนี้ปัดกวาดทำความสะอาดบ้านเพื่อที่จะได้เดินหน้าต่อยอดงานอันทรงคุณค่ากันต่อไป
——–



