Search

แนะเพิ่มเก็บเงินสมทบชราภาพสร้างความมั่นคงให้กองทุนประกันสังคม-อดีตหัวหน้ากลุ่มงานลงทุน สปส.เผยอัตราตอบแทนแค่ยืดอายุพร้อมเสนอแยกฝ่ายลงทุนออกเป็นอิสระเหมือนกบข.ลดการถูกแทรกแซง-เพิ่มความคล่องตัว

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 นายวิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ. กสิกรไทย จำกัด และ อดีตหัวหน้ากลุ่มงานลงทุน-อดีตรองโฆษกสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ใน สปส.ซึ่งหลายฝ่ายรู้สึกกังวลเกี่ยวกับสถานะของกองทุนประกันสังคมโดยเฉพาะเรื่องการลงทุนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักภายหลังมีการตรวจพบการนำเงินไปซื้อสินทรัพย์ที่ไม่เหมาะสมว่า การลงทุนของกองทุนประกันสังคมควรมีความคล่องตัวกว่าปัจจุบันและไม่ติดขัดกับระเบียบราชการ

“การลงทุนช่วยยืดอายุกองทุนฯได้ก็จริง แต่ช่วยได้ไม่มาก การลงทุน ตัวเลขมีความสับสน มีคนพูดถึงตัวเลข 2.8% ถ้าตัวเลขจริงๆประมาณ 6% คือเอากำไรที่รับรู้และไม่รับรู้บวกกัน ผมคิดว่า 6% ถือว่าใช้ได้ เพราะปีที่แล้วหุ้นไทยติดลบ แต่ขณะนี้ สปส.ทำถูกทางเรื่องหนึ่งคือการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ก็ไปต่างประเทศมากขึ้น เรื่องนี้ถือว่าถูกทาง”นายวิน กล่าว

นายวินกล่าวว่า ประเด็นที่หลายคนมองข้ามคือเรื่องอัตราการจ่ายเงินสมทบ เนื่องจากเมื่อตอนเริ่มต้นเก็บเงินกรณีชราภาพซึ่งเกิดขึ้นหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง การเริ่มต้นเก็บเบี้ยชราภาพจึงเก็บเพียงร้อยละ 3 โดยระบุไว้ในกฏหมายด้วยว่าเอาไว้เมื่อพร้อมจึงจะปรับขึ้นการจ่ายเงินสมทบในภายหลัง แต่นับจากนั้นไม่เคยปรับขึ้นเงินสมทบอีกเลย เพราะเกิดเรื่องวิกฤตต่างๆ เช่น ภัยธรรมชาติ วิกฤตการเศรษฐกิจ อยู่เสมอ ขณะที่ประชากรในวัยเกษียณได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นควรแก้ไขเรื่องปรับเพิ่มเงินสมทบก่อน

“ถามว่าจะปรับเพิ่มขึ้นได้มั้ย ผมว่ายาก สมัยที่ผมอยู่ สปส.เคยพยายามปรับเพิ่มหลายรอบแต่ไม่สำเร็จ เพราะเรื่องนี้ต้องใช้อำนาจแบบท็อปดาวน์ คือนายกรัฐมนตรีหรือ คณะรัฐมนตรีร่วมกันสั่งลงมา เพราะไม่เช่นนั้นต่างก็ไม่ต้องการเสียคะแนนนิยม และซุกปัญหากันอยู่เรื่อยๆ รัฐมนตรีคนปัจจุบันก็รอให้รัฐมนตรีคนใหม่ทำ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่กว่าการลงทุน ถามเรื่องการลงทุนช่วยหรือไม่ ตอบว่าช่วยแต่ไม่เยอะ ช่วยยืดอายุได้ แต่ไม่มาก จึงต้องทำเรื่องสำคัญก่อนคือเรื่องเพิ่มเงินสมทบ”นายวิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้ สปส.ออกจากระบบราชการ ประธาน บลจ.กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ตนเสนอแบบกลางๆว่าเอาเรื่องการลงทุนออกไปเหมือน กบข.ก่อน อย่างน้อยให้ทีมลงทุนมีความคล่องตัว สร้างคนเก่งและรักษาคนเก่งไว้ได้ และไม่ต้องใช้ระเบียบราชการในการบริหารงาน เพราะต้องแข่งกันทั่วโลก ไม่ได้แข่งเฉพาะในเมืองไทย ถ้าไม่มีคนเก่งและระบบไม่พร้อม รวมถึงระเบียบราชการเข้มข้นก็สู้ใครไม่ได้ นายวิน กล่าว

เมื่อถามว่าผู้ประกันตนจะมั่นใจอย่างไรว่าการลงทุนถูกต้องไม่ถูกแทรกแซง อดีตรองโฆษก สปส. กล่าวว่า คนฟังข่าวอาจจะสับสนกับเรื่องการทำปฏิทิน การสร้างโรงอาหาร เป็นเรื่องการใช้งบบริหารซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องลงทุน ซึ่งต้องว่ากันไปตามผิด

“แต่เรื่องการลงทุนเท่าที่ดูตัวเลขในเว็บไซต์ ผมว่ามาถูกทาง หมายความว่ากระจายมากขึ้นแล้ว ไปสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ไปต่างประเทศมากขึ้น เพียงแต่ทำอย่างไรให้เรื่องพวกนี้ได้รับการดูแลดีขึ้น เราต้องมีคณะกรรมการ(บอร์ด)ลงทุนที่เป็นมืออาชีพจริงๆ กำกับอย่างใกล้ชิด ยกตัวอย่าง กบข. มีบอร์ดใหญ่ แต่การลงทุนมีผู้ทรงคุณวุฒิจริงๆ ถ้าบอร์ดลงทุนประกันสังคมเข้มแข็งพอเขาน่าจะช่วยกำกับดูแลได้” นายวิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ที่ผ่านมาฝ่ายการลงทุนของ สปส.มักถูกนักการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้ อดีตหัวหน้ากลุ่มงานลงทุน สปส. ยอมรับว่าสมัยที่อยู่ใน สปส.เคยมีกรณีนักการเมืองขออยู่หลายครั้ง

“ตอนผมอยู่ก็มีเคสการเมืองขอเยอะมาก เราก็รอดหลายเคส เช่น กรณีสหกรณ์คลองจั่น มีคนมาขอให้เรารับซื้อหุ้นปั่นเราก็รอด ซื้อหุ้นธนาคารบางแห่งเราก็รอด ถ้าให้นึกย้อนไปความเข้มแข็งของทีมงานกับกรรมการที่กำกับดูแลช่วยให้เรารอดจากการเมืองได้ดี แต่ถ้ามีจุดอ่อนจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็จะถูกแทรกได้”นายวิน กล่าว

อดีตหัวหน้ากลุ่มงานลงทุน สปส. กล่าวว่า บอร์ดการลงทุน สปส.แต่งตั้งโดยคณะกรรมการ(บอร์ด)ประกันสังคม โดยในอดีตเอาตัวแทนของฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างจากบอร์ดใหญ่มานั่งในบอร์ดการลงทุนด้วย โดยบอร์ดใหญ่วางกรอบให้นโยบายว่าเงินทั้งหมดลงทุนอะไรได้บ้าง ส่วนบอร์ดการลงทุนบางอย่างไปไม่ถึงบอร์ดใหญ่ เช่น บอร์ดการลงทุนจะซื้อหุ้นตัวไหน บอร์ดใหญ่จะไม่ลงมาล้วงลูก นี่คือหลักการปกติ ถ้าเกณฑ์กำกับดูแลเข้มแข็งก็ควรเป็นไปด้วยดี ถ้าเกณฑ์หลวมและคนทำจะตุกติกก็เป็นไปได้ ดังนั้นต้องเข้มแข็งทั้งคนกำกับดูแลและคนทำงานถึงจะรอดจากการเมืองได้

ประธานกรรมการบริหาร บลจ. กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า สปส.ต้องใช้วิธีสื่อสารเพื่ออธิบายต่อสาธารณชนมากขึ้น จึงจะสร้างความเชื่อมั่นได้ โดยต้องเปิดเผยข้อมูลเป็นประจำ และสื่อสารเยอะๆ

“กบข.เขาตั้งขึ้นจากหน่วยงานของรัฐซึ่งไม่ใช่ราชการ เหมือน กลต. เหมือนแบ็งค์ชาติ ระเบียบภายในจัดซื้อจัดจ้างคน ไม่ใช้ระเบียบราชการ ซึ่ง 2 ระเบียบนี้สำคัญมาก ถ้าจัดจ้างราชการต้องเทียบราคา แต่การลงทุนเทียบราคาไม่ได้ มันเป็นเรื่องของคุณภาพ กบข.สามารถจ้างคนได้เต็มกำลังตามที่เขาสามารถจ้างได้ ในเงินเดือนแข่งกับเอกชนได้ ซึ่งมีคนตั้งข้อสังเกตว่าประหลาดดี ประกันสังคมเป็นเงินเอกชนแต่กลับบริหารเป็นเหมืองรัฐบาล แต่กบข.เป็นเงินรัฐบาลแต่บริหารเป็นเอกชน” อดีตรองโฆษก สปส. กล่าว

เมื่อถามว่าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยแต่ละปีที่ สปส. ได้รับแตกต่างจาก กบข.หรือไม่ อย่างไร นายวินกล่าวว่า ไม่ทราบตัวเลขย้อนหลัง แต่ปีที่แล้ว กบข.ประกาศ 5.8 % ส่วนสปส.ได้ 6% ก็พอๆกัน

เมื่อถามอีกว่า การกองทุนขนาดใหญ่มีอำนาจต่อรองในการลงทุนมากกว่าหรือไม่ ประธานกรรมการบริหาร บลจ. กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ใหญ่กว่าสามารถต่อรองได้ก็จริง แต่มีข้อเสียคือของให้ซื้อมีน้อย เช่น ตราสารหนี้ไทยเพราะรัฐบาลไทยก็เป็นผู้กู้เงินหลัก ทำให้ช่วงหนึ่งตราสารหนี้ดอกเบี้ยต่ำเพราะ สปส.ซื้อหนักมากเพราะของมีขายน้อย ความใหญ่บางครั้งของไม่พอให้ซื้อก็ต้องจำใจซื้อ

เมื่อถามว่ามีข้อเสนอการแยกกองทุนชราภาพออกจากประกันสังคมเพราะวัตถุประสงค์ในการลงทุนแตกต่างจากเรื่องสิทธิประโยชน์อื่น นายวิน กล่าวว่ากรณีชราภาพกับการสงเคราะห์บุตรแยกกับการดูแลเจ็บป่วย-ตาย อยู่แล้ว เวลาจัดพอร์ตก็จัดแยกกัน ถ้าเอาเฉพาะลงทุนก็แยกอยู่แล้ว

“เรื่องทำให้ฝ่ายลงทุน สปส.เป็นอิสราะนั้น จริงๆแล้ว รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานมีอำนาจ แต่ผมไม่แน่ใจว่าในทางการเมือง มันยากหรือง่าย อยู่ที่รัฐมนตรีว่าจะทำให้ยากหรือง่าย”นายวิน กล่าว

อดีตรองโฆษก สปส.กล่าวว่า มีคนตั้งข้อสังเกตว่างบบริหารที่ใช้ 2.5%ของเงินสมทบต่อปี(เงินสมทบต่อปีราว 2 แสนล้านบาท)ซึ่งตกอยู่ราวๆ 5 พันล้านบาทนั้น ถ้าเราเอางบบริหาร 5 พันล้านบาท เปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมดถือว่าถูกมาก สิ่งที่มักลืมไปก็คือว่าประกันสังคมทำหน้าที่มากกว่า กบข. เพราะ กบข.ทำหน้าที่อย่างเดียวคือบริหารกองทุน แต่การเก็บเงินหรือจ่ายบำนาญไม่ได้ทำ คนที่ทำคือคลังจังหวัด กบข.รอรับเงินแล้วบริหาร ขณะที่ สปส.ต้องมีงบบริหารเพราะต้องเก็บเงินเอง ทวงหนี้เอง จ่ายสิทธิประโยชน์เอง ถึงต้องใช้เงินมากกว่าที่อื่น ถ้าเทียบเฉพาะงบลงทุนอย่างเดียวประกันสังคมก็ถือว่าน้อยมากคือตกอยู่ราว 0.02%ต่อปี แต่คนเข้าใจผิดคิดว่าเยอะ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จริงๆแล้วผู้ประกันตนอาจไม่ได้สนใจว่าใช้เงินบริหารเท่าไรถ้าหากนำไปใช้อย่างคุ้มค่า นายวินกล่าวว่า ตนเองก็เห็นด้วยที่มีความตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

———-