
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่หอประชุมดาวเจ็ดแฉก ที่ว่าการอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โฮงเฮียนแม่น้ำของร่วมกับโครงการเคียงริมโขง มูลนิธิศูนย์เพื่อน้องหญิง และมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) จัดงาน “แม่ญิงเจียงของ กับบทบาทการจัดการภัยพิบัติ” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้บทบาทของผู้หญิงในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงรับมือและจัดการภัยพิบัติ โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นกลุ่มกองร้อยน้ำส้ม 250 คนซึ่งเป็นกลุ่มจิตอาสาหญิงแกร่งและแม่บ้านในพื้นที่อำเภอเชียงของ ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือปัญหา ชุมชน สังคม ดูสิ่งแวดล้อม ครอบคลุม 7 ตำบล 102 หมู่บ้าน
ประไพ เกศรา ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา จังหวัดเชียงราย กล่าวบรรยายโดยเล่าย้อนประวัติศาสตร์การทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยของมูลนิธิกระจกเงา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านเหตุการณ์อุทกภัยครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือและจังหวัดอื่นๆ ที่ทีมงานลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
“ทุกวิกฤตคือบทเรียนสำคัญ ที่ต้องทบทวนและพร้อมรับมืออยู่เสมอ” ประไพ กล่าวโดยจากประสบการณ์หลายปี มูลนิธิกระจกเงาพบว่า ผลกระทบของภัยพิบัติไม่ได้จำกัดอยู่แค่คุณภาพชีวิตที่ถดถอยหรือความเสียหายทางเศรษฐกิจ รายได้ที่หายไป พื้นที่เกษตรที่ถูกทำลาย หรือบ้านเรือนที่พังเสียหาย แต่ยังนำไปสู่ปัญหาระยะยาวและฝังลึก ยืดเยื้อกว่านั้น คือผลกระทบด้านสุขภาพจิต ผู้ประสบภัยจำนวนมากต้องเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล และความหวาดกลัวซ้ำๆ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน หรือเมื่อมีข่าวพายุเข้า ความทรงจำจากเหตุการณ์เดิมจะย้อนกลับมา หากไม่มีการจัดการในระดับโครงสร้างที่ดี ปัญหาเหล่านี้จะไม่จางหายไปเอง
“เราทุกคนล้วนเป็นผู้ประสบภัย แม้กระทั่งผู้ที่ทำงานด้านการแก้ปัญหาภัยพิบัติเองก็ต่างเป็นผู้ประสบภัย ภัยพิบัติมาไม่บอกและไปไม่ลา”ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา จ.เชียงราย กล่าว
ประไพ สะท้อนว่า ภัยพิบัติไม่เลือกคน ไม่เลือกอาชีพ และไม่ให้เวลาเตรียมใจ แม้แต่เจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครที่เข้าไปช่วยเหลือ ก็ต้องรับแรงกดดันและความสูญเสียเช่นเดียวกันโดยโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้รูปแบบของภัยธรรมชาติรุนแรงและถี่ขึ้น ฤดูร้อนก็อาจมีพายุ ฤดูฝนเผชิญน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่ม ฤดูหนาวต้องรับมือกับไฟป่าและปัญหาฝุ่น PM2.5 ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดแยกส่วน แต่เชื่อมโยงกันเป็นวงจรที่กระทบต่อแทบทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สุขภาพ ไปจนถึงความมั่นคงของชุมชน โดยสำหรับภาคเหนือ เฉพาะพื้นที่ภูเขา ความเสี่ยงที่พบมากคือดินโคลนถล่ม ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังฝนตกหนัก การรับมือจึงต้องเน้นการเตรียมพร้อมล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วจึงค่อยแก้ไข
ประไพกล่าวว่า การแก้ปัญหาภัยพิบัติไม่ใช่เพียงการ ช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ แต่ต้องเป็นการจัดการเชิงระบบ ตั้งแต่การจัดการชุมชน การจัดการทรัพยากร การสร้างระบบเตือนภัย ไปจนถึงการดูแลสภาพจิตใจของผู้ประสบภัยในระยะยาว การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนรู้เท่าทันความเสี่ยง และมีข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่าย คือหัวใจสำคัญของการลดความสูญเสีย เพราะในโลกที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น การเตรียมพร้อมคือสิ่งเดียวที่เราทำได้ก่อนที่ภัยจะมาถึงอีกครั้ง
ขณะที่จุฑามาศ ราชประสิทธิ์ เจ้าหน้าที่อาวุโส มูลนิธิพชภ.กล่าวว่า อุทกภัยทางสารพิษ จากสถานการณ์แม่น้ำในขณะนี้ที่กำลังเผชิญวิกฤตอย่างหนัก โดยเป็นปัญหามาจากเหมืองแร่ไร้การควบคุมในประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งกระทบต่อลุ่มน้ำสาละวิน และแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง โดยปัจจุบันพบสารพิษมีความเข้มข้นสูง กระทบต่อทุกวงจรชีวิตในระบบนิเวศ โดยไม่ทราบข้อมูลจากต้นตอปัญหาเลย เช่น นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่เปิดเผยข้อมูล มีทั้งทุนจีนและไทย การนำเข้า-ส่งออกแร่บางส่วนอยู่นอกระบบ และอาศัยช่องว่างกฎหมายในประเทศเมียนมา กลายเป็นบทเรียนที่ไม่สามารถรับมือหรือจัดการอะไรได้เลย
“ชุมชน ลุ่มน้ำสาละวิน หรือ แม้กระทั่ง กก สาน รวก โขง ไม่ใช่พื้นที่รองรับสารพิษจากเหมืองเถื่อน สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมคือสิทธิมนุษยชน และเป็นสิทธิของคนรุ่นต่อไปที่จะได้อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ปลอดภัย”จุฑามาศ กล่าว
จุฑามาศ ยังได้เล่าถึงอีกหนึ่งบทเรียนอุทกภัยคือ เหตุการณ์เดือนกันยายน 2567 ที่น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม บ้านเรือนเสียหายกว่าครึ่ง เหตุการณ์ครั้งนั้นนำไปสู่การ จัดตั้งเครือข่ายอุทกภัยแม่น้ำกก (ค.อ.ก)เพื่อรับมือภัยพิบัติที่ไม่คาดคิด ลดความสูญเสีย และเชื่อมการทำงานจากระดับชุมชนสู่ภาครัฐในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน
“ปัญหาสำคัญคือการขาดข้อมูลเชิงประจักษ์ ชุมชนเข้าถึงข้อมูลตัวเลขได้ยาก และระบบพยากรณ์น้ำท่วมล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงยังไม่เพียงพอ ทั้งเรื่องจุดเสี่ยงและการสื่อสารระหว่างพื้นที่ต้นน้ำกับปลายน้ำ ทำให้การอพยพไม่ทันท่วงที”ตัวแทนมูลนิธิ พชภ.กล่าว
จุฑามาศเสนอให้จัดตั้งกลุ่มเฝ้าระวังระดับน้ำในชุมชน โดยคัดเลือกอาสาสมัครจากพื้นที่จริง ติดตั้งเสาวัดระดับน้ำ ฝึกอบรมการบันทึกข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งสอนการอ่านข้อมูลจากกรมทรัพยากรน้ำและการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม รวมถึงตั้งตัวแทนประสานงานในชุมชนอำเภอเชียงของ เพื่อนำข้อมูลกลับมาแจ้งเตือนชุมชนอย่างรวดเร็ว มีแผนปฏิบัติการชัดเจน และทำงานร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ทั้งหมดนี้คือความพยายามสร้างกลไกเฝ้าระวังที่เข้มแข็งจากฐานชุมชน เพื่อรับมือวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตอย่างทันท่วงที
สมพร เพ็งค่ำ นักวิจัยจากสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน (CHIA Platform) กล่าวว่าภัยพิบัติ มลพิษข้ามพรมแดน ที่ควบคุมยากเพราะแหล่งกำเนิดอยู่นอกอำนาจรัฐไทย เมื่อมีการทำเหมืองโดยไม่ควบคุม น้ำทิ้งจากซากอุตสาหกรรมที่มีโลหะหนักและสารเคมีล้วนถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำสายหลัก จนเกิดการปนเปื้อนสารพิษที่พบบ่อย ได้แก่ สารหนู ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท บางชนิดขับออกจากร่างกายได้หากได้รับในปริมาณน้อยและระยะสั้น แต่บางชนิดสะสมในอวัยวะ เช่น ตับ ไต และสมอง ทำให้เกิดผลระยะยาว เช่น ความผิดปกติของระบบประสาทโดยในด้านสุขภาพ ชาวบ้านที่ใช้น้ำอุปโภคบริโภคหรือบริโภคปลาในแม่น้ำเสี่ยงรับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเด็กและหญิงตั้งครรภ์ที่ไวต่อสารโลหะหนัก
สมพรกล่าวว่า ชาวบ้านที่ใช้น้ำอุปโภคบริโภคหรือบริโภคปลาในแม่น้ำเสี่ยงรับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเด็กและหญิงตั้งครรภ์ที่ไวต่อสารโลหะหนัก ส่วนในด้านการเกษตร น้ำที่ปนเปื้อนถูกใช้รดพืชผัก นาข้าว และสวนผลไม้ โลหะหนักสามารถสะสมในดินและถูกดูดซึมเข้าสู่พืช เช่นเมล็ดข้าว ทำให้ผลผลิตปนเปื้อน ส่งผลต่อความปลอดภัยอาหารและความเชื่อมั่นของตลาด เกษตรกรอาจขายผลผลิตได้ยากขึ้นหรือถูกกดราคา
ขณะที่ในด้านระบบนิเวศและประมงพื้นบ้าน สัตว์น้ำสะสมสารพิษในห่วงโซ่อาหาร ปลาเล็กสะสมจากตะกอน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ปริมาณสารพิษจึงเข้มข้นขึ้นตามลำดับ ชาวประมงพื้นบ้านได้รับผลกระทบโดยตรง