เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่บ้านหัวแม่คำ ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนาประชาชนบนพื้นที่สูง สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และ The Mekong Butterfly ลงพื้นที่สำรวจเหมืองแร่ต้นตอการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำสาย ซึ่งขณะนี้แพร่กระจายรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ยืดเยื้อและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ทั้งนี้บริเวณชายแดนพม่า-ไทยในเขตรัฐฉานซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหมู่บ้านหัวแม่คำ ได้มีการทำเหมืองแร่ทั้งเหมืองทองคำและแรร์เอิร์ธ บริเวณต้นแม่น้ำสายและแม่น้ำกก ซึ่งเป็นต้นตอปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง โดยเหมืองต่างๆเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในเขตปกครองของกองกำลังแห่งสหรัฐว้า (United Wa State Army -UWSA) และทหารจากกองทัพพม่า โดยเหมืองแร่เหล่านี้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากฝั่งไทย และในบริเวณดังกล่าวมีฐานทหารไทยตั้งอยู่เป็นระยะๆ
นายทาเคโอะ โตโยต้า ที่ปรึกษามูลนิธิพัฒนาประชาชนบนที่สูง กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ไม่ใช่เพียงวิกฤตสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่กำลังลุกลามไปสู่ประเด็นสิทธิมนุษยชนตามแนวชายแดน โดยชาวบ้านในหลายหมู่บ้านบริเวณใกล้พื้นที่เหมือง ต้องเผชิญแรงกดดันจากกองกำลังว้า ทั้งในรูปแบบการถูกบังคับ หรืออยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม บางชุมชนไม่สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เคยพึ่งพาได้อีกต่อไป เนื่องจากแหล่งน้ำและพื้นที่ทำกินได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแร่ เมื่อทรัพยากรถูกทำลาย ทางเลือกของผู้คนก็ยิ่งแคบลง บางครอบครัวจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่ บางคนต้องเข้าไปหางานทำในเหมือง
“หากการขยายตัวของเหมืองยังดำเนินต่อไป ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งของพรมแดน แต่จะส่งผลถึงผู้คนตลอดแนวชายแดน ทั้งในแง่ความสัมพันธ์ของชุมชนข้ามแดน วิถีชีวิตดั้งเดิม และระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ผูกโยงกับทรัพยากรธรรมชาติ ท้ายที่สุด สิ่งที่หลงเหลืออาจมีเพียงน้ำที่ปนเปื้อน ภูเขาหัวโล้นที่ถูกเปิดหน้าดิน และป่าไม้ที่หายไป” นายโตโยต้า กล่าว
ขณะที่นางจุฑามาศ ราชประสิทธิ์ เจ้าหน้าที่อาวุโส พชภ. กล่าวว่า การทำเหมืองแร่ในพื้นที่ดังกล่าวมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ขาดการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่รัดกุมเพียงพอ โดยเฉพาะกระบวนการบำบัดและควบคุมสารพิษจากการสกัดแร่ โดยกระบวนการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธจำนวนมากใช้สารเคมีเข้มข้นในการสกัดแร่ แต่กลับไม่มีระบบรองรับน้ำเสียหรือการฟื้นฟูที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ แหล่งน้ำและหน้าดินถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่อง พื้นที่จำนวนมากถูกเปิดหน้าดินโดยไม่มีการป้องกันการชะล้างพังทลาย โดยนอกจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ชุมชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงยังเผชิญความไม่มั่นคงในคุณภาพชีวิตและทรัพย์สิน จากการรุกล้ำพื้นที่เพื่อขยายเขตเหมืองอย่างต่อเนื่อง หลายครอบครัวต้องเผชิญแรงกดดันให้ย้ายถิ่นฐาน เมื่อที่ทำกินและแหล่งน้ำไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ
นางจุฑามาศกล่าวว่า รู้สึกกังวลต่อการจัดการน้ำเสียจากเหมืองที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน
“หากปีนี้เกิดฝนตกหนัก อาจทำให้บ่อกักเก็บน้ำเสียล้น แตก เป็นเหตุให้สารปนเปื้อนไหลทะลักลงสู่แม่น้ำ หรือเกิดน้ำท่วม ฃดินโคลนถล่มเหมือนเมื่อเดือนกันยายน 2567 มีความเสี่ยงจะเกิดซ้ำ หากไม่มีมาตรการป้องกันที่จริงจังกับเหมืองแร่แรเอิร์ธหลายแห่งที่ไร้การควบคุมในประเทศเพื่อนบ้านนี้”นางจุฑามาศ กล่าว
แหล่งข่าวในหมู่บ้านหัวแม่คำรายหนึ่งกล่าวว่า เมื่อประมาณ 4 ปีก่อนพบว่ามีการทำเหมืองอยู่แล้ว แต่ยังเป็นเหมืองขนาดเล็ก และกระจายตัวเป็นบางจุด ยังไม่ขยายวงกว้างเหมือนในปัจจุบัน โดยตลอดช่วงเวลาที่ทำงานได้ติดต่อพูดคุยกับเพื่อนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนอยู่เสมอ จึงรับทราบข้อมูลความเคลื่อนไหวในพื้นที่มาโดยตลอด



