ภาสกร จำลองราช
ผมบันทึกไว้ว่าในวันประชุมเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนักวิชาการของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง(มฟล.)ได้เปิดผลการวิจัยหลังจากเก็บตัวอย่างเล็บและเส้นผมใน 4 ตำบลริมแม่น้ำกกในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาซึ่งพบว่ามีสารหนูปนเปื้อน และในวันนั้นตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ทั้ง อบจ. เทศบาล รพสต. นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง
การตรวจพบสารหนูในเส้นผมและเล็บของประชาชนริมแม่น้ำกกครั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าสารหนูได้สะสมในร่างกายเกินกว่าที่จะขับออกไปได้ซึ่งเป็นอีกขั้นหนึ่งของสารพิษที่กำลังทำร้ายประชาชน
ทุกคนในที่ประชุมต่างให้กำลังใจและมีความหวังในข้อมูลของทีมวิจัยที่จะช่วยให้ชุมชนเพื่อรับมือกับปัญหาในอนาคตได้ เพราะแม้สถานการณ์การปนเปื้อนสารโลหะหนักแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง รับรู้กันในวงกว้างมาแล้วเกือบเป็นปี แต่ในส่วนของชุมชนริมแม่น้ำ กลับได้รับคำชี้แจงและคำอธิบายจากหน่วยงานรัฐแบบ “ขอไปที” ทั้งๆที่ผลกระทบกว้างขวางและลึกซึ้ง
ที่สำคัญทุกวันนี้เหมืองแร่ต่างๆโดยเฉพาะเหมืองทองและแรร์เอิร์ธ ยังคงปล่อยสารพิษลงแม่น้ำส่งผลกระทบข้ามแดนสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะรัฐบาลไทยและหน่วยงานด้านความมั่นคงไม่มีความจริงจังที่จะหยุดพฤติกรรมชั่วร้ายของทหารว้าและทหารพม่าซึ่งเป็นผู้เก็บค่าคุ้มครองจากชาวจีนที่ทำธุรกิจเหมืองแร่ในบริเวณนี้ได้
ฉะนั้นการที่จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมมลพิษออกมาตอบโต้ข้อมูลของนักวิจัยโดยพยายามชี้ให้เห็นว่าน้ำในแม่น้ำกกไม่เกินมาตรฐานและโน้มน้าวให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่ก่อให้เกิดอันตรายเพื่อต้องการสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวโดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่จะถึงนี้ให้กลับมาคึกคักเหมือนในอดีต จึงเป็นการสะท้อนวิธีคิดที่คับแคบและไม่ยึดเอาข้อเท็จจริงหรือสุขภาพของประชาชนเป็นตัวตั้ง
ย้ำว่าพื้นที่เหมืองแร่ต้นเหตุสารพิษบริเวณชายแดนด้านจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ อยู่ในความดูแลของทหารพม่าและทหารว้า(United Wa State Army -UWSA) มิใช่อยู่ในการควบคุมของทหารว้าเพียงฝ่ายเดียว เหมือนที่ทหารไทยพยายามอธิบายแทนรัฐบาลทหารพม่า
ที่บริเวณชายแดนบ้านท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดแรกที่แม่น้ำกกไหลเข้าไทย เราจะเห็นฐานทหารพม่าตั้งสลับอยู่กับทหารว้าทุกระยะ
ขณะที่บริเวณชายแดนบ้านหัวแม่คำ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ด้านหนึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำแม่น้ำสาย ซึ่งทหารพม่ากลุ่มหนึ่งอนุญาตให้คนจีนเข้ามาทำเหมืองทองใหญ่โตมาก เขาทำมานาน 3-4 ปีแล้ว แค่ยืนดูอยู่ฝั่งไทยก็จะเห็นความอลังการของเหมือง ซึ่งเป็นต้นเหตุของน้ำท่วมโคลนถล่มและสารพิษที่เมืองแม่สายปีละหลายครั้ง
ที่ระบุว่าเป็นทหารพม่ากลุ่มหนึ่งเพราะไม่แน่ใจว่าเนปิดอว์รู้เห็นเรื่องการอนุญาตให้คนจีนเข้ามาทำเหมืองแห่งนี้ด้วยหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่ทหารตั้ดมะดอว์บางส่วนที่เรียกรับส่วย แต่ที่แน่ๆบริเวณนี้มีฐานทหารพม่าตั้งอยู่หลายแห่ง ทั้งชาวบ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและท้องที่ รวมทั้งหน่วยงานของทหารไทยต่างก็รับรู้สถานการณ์ดี เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ความมั่นคงที่มีฐานกองกำลังต่างๆของไทยประจำการอยู่
ส่วนอีกด้านหนึ่งของบ้านหัวแม่คำติดกับต้นน้ำกกซึ่งเป็นที่ยึดครองของทหารว้าซึ่งได้มีการทำเหมืองใหญ่โตเช่นกัน ทั้งเหมืองทองและแรร์เอิร์ธที่ปล่อยสารพิษลงแม่น้ำกกในทุกๆวัน ซึ่งทหารไทยก็มีข้อมูลแล้วทั้งหมดเนื่องกองบัญชาการทหารสูงสุดได้สำรวจเอาไว้หมดแล้ว
ตลอดบริเวณแนวชายแดนของเชียงราย เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน แม้อยู่ในความยึดครองของทหารว้า แต่ก็มีฐานทหารพม่าตั้งสลับไปด้วย ดังนั้นการที่หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยนำเอาคำตอบของรัฐบาลทหารพม่ามาอธิบายว่า “ทหารพม่าทำอะไรไม่ได้ เพราะเป็นพื้นที่ทหารว้าที่ทหารพม่าเข้าไม่ถึง” จึงเป็นคำตอบที่โคตรโกหก แต่ถูกนำมาใช้กับไทยอย่างได้ผล
ในเมื่อเรายังไม่สามารถหยุดแหล่งกำเนินสารพิษได้ การที่ทีมนักวิจัยของ มฟล.กลุ่มนี้ใช้ความรู้ความสามารถในการแสวงหาคำตอบให้ชุมชนเพื่อรับมือกับสถานการณ์จึงเป็นเรื่องที่ควรสรรเสริญอย่างยิ่ง เพราะตลอด 1 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐแทบไม่มีมาตรการใดๆที่เป็นรูปธรรมมากกว่า “การตรวจ” แถมหลายหน่วยงานเมื่อได้ผลตรวจแล้วกลับกักเก็บไว้แทนที่จะคืนสู่ชุมชนและสาธารณชน
เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยในเชียงราย 2 แห่งคือมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย ถูกตั้งคำถามมากมายว่าทำอะไรกันอยู่ ทั้งๆที่มีบุคลากรและเครื่องไม้เครื่องมือมากมาย แต่กลับไม่รู้ร้อนรู้หนาวไปกับชุมชน ถ้าใช้คำที่ท่านอาจารย์ระพี สาคริก พูดไว้คือ “ตีนไม่ติดดิน” ที่ผ่านมามีเพียงนักวิชาการของทั้ง 2 สถาบันนี้เพียงไม่กี่คนที่ลงไปทำงานกับมวลชนในนามส่วนตัว
ขณะที่การปนเปื้อนสารโลหะหนักในระบบนิเวศน์ครั้งนี้เชื่อว่ากว้างขวางและใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลกเท่าที่เคยมีมาตั้งแต่รัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของพม่าจนถึงชายแดนไทย และไหลไปตามแม่น้ำโขงจนถึงปากอ่าวที่ประเทศเวียดนาม
ดังนั้นจึงเป็นโอกาสสำคัญที่สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายจะได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อรวมรวมเป็นองค์ความรู้เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลของคนไทยและคนทั่วโลก แต่ที่ผ่านมาบทบาทของมหาวิทยาลัยในเชียงรายกลับ “เนือยนิ่ง” เพราะยังเอาตัวเองไปผูกติดอยู่กับงบประมาณของจังหวัดจึงเกรงใจผู้บริหารจังหวัดมากกว่าเกรงใจประชาชน
ทุกวันนี้ชาวบ้านริมแม่น้ำปนเปื้อนจึงค่อนข้างรู้สึกวังเวงใจ เพราะไม่รู้ว่าพืชผักที่ปลูกไว้ หรือสัตว์น้ำที่จับได้กินได้หรือไม่ กินแล้วจะเป็นการตายผ่อนส่งหรือไม่ โดยวิถีของพวกเขาแล้วควรหาทางออกอย่างไร ที่สำคัญคือตลอด 1 ปีที่ผ่านมา มาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเป็นพิษไม่เคยเกิดขึ้น
ในวันที่นักวิจัยกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าสู่ชุมชนด้วยงบประมาณอันจำกัดที่มหาวิทยาลัยเจียดให้ แต่เมื่อเผยแพร่ผลการวิจัยกลับถูกผู้บริหารตำหนิอย่างรุนแรง ขณะที่ผู้บริหารจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่ทำตัวเป็น “เจ้าพ่อทุกสถาบันตรวจ” ต่างรุมตั้งคำถามแบบไม่เป็นมิตร จึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมากสำหรับคนนักวิจัย
ทุกวันนี้เหมืองแร่ที่ต้นแม่น้ำกกและแม่น้ำสายขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่เรายังไม่สามารถหยุดแหล่งกำเนิดสารพิษได้ การจัดอีเวนท์ต่างๆเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศเหนือสายน้ำให้กลับมาคึกคักจึงแทบไม่มีค่าอะไร ถ้าประชาชนยังต้องตกอยู่ในความเสี่ยง
ในทางตรงกันข้าม ความพยายามเบี่ยงเบนหรือสกัดกั้นข้อเท็จจริง ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและความรุนแรงในอนาคตเลวร้ายมากขึ้นไปอีก






