เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ศาลปกครองเชียงใหม่ เครือข่ายภาคประชาชนซึ่งประกอบด้วยกลุ่มรักษ์เชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงรายและเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง พร้อมด้วยนางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า นางสาวเฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ได้เดินทางเข้ายื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ กรณีที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) โครงการเขื่อนปากแบง และการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำโขง โดยศาลชี้ว่าสัญญา PPA เป็นสัญญาทางปกครองที่ผู้ร้องมิได้เป็นคู่สัญญา และการฟ้องเป็นเพียงการคาดการณ์ความเสียหาย ซึ่งผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วยจึงมายื่นอุทธรณ์
นางสาว ส.รัตนมณี กล่าวว่าการอุทธรณ์นี้ถือหลักการการป้องกันไว้ก่อน (Precautionary Principle) ซึ่งเป็นหัวใจของกฎหมายสิ่งแวดล้อมสากล เพื่อระงับเหตุก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นและเห็นว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นแน่นอน นอกจากนี้ขณะฟ้องได้ยื่นผลการตรวจคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษต่อศาลแล้ว หลังจากฟ้องก็ยังมีการตรวจพบมลพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก และแม่น้ำโขง อย่างต่อเนื่อง จึงได้เสนอรายการการตรวจคุณภาพน้ำเพิ่มเติมเพื่อให้ได้เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากมีการสร้างเขื่อนปากแบง
ทนายความผู้นี้กล่าวว่า ในคำฟ้องได้ขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง โดยมองว่าสัญญาซื้อไฟฟ้าต้องมีความรับผิดชอบตามห่วงโซ่อุปทาน(supply chain) เมื่อพิจารณาภายใต้กรอบหลักการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ซึ่งประเทศไทยได้ประกาศรับรองและจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติแล้ว รัฐมีหน้าที่ “คุ้มครอง” (Protect) โดยต้องกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและกิจการที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องมิให้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ทั้งในประเทศและนอกราชอาณาจักร
“ศาลปกครองมีหลักป้องกันไว้ก่อนอยู่แล้วในเรื่องสิทธิของผู้ฟ้องคดีที่อาจได้รับผลกระทบจากการกระทำทางปกครอง เราเห็นว่าเป็นช่องทางเดียวที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและประชาชนได้ แม้ว่าหน่วยงานจะเกี่ยวข้องเฉพาะสัญญาซื้อไฟฟ้า แต่เรามองว่าสัญญาซื้อไฟฟ้าจะทำให้เกิดเขื่อน เราจึงมองเห็นว่าสัญญาซื้อไฟฟ้ากระทบต้อผู้ฟ้องคดี กระบวนการจัดทำจึงต้องมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง” ทนายความกล่าว
นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights และผู้ฟ้องคดีกล่าวว่า การฟ้องนี้เพื่อให้ศาลได้ตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานของรัฐก่อนที่ความเสียหายร้ายแรงและไม่อาจย้อนคืนได้จะเกิดขึ้น ซึ่งคดีนี้มิใช่ข้อพิพาทเฉพาะตัว แต่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะในทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และชุมชนลุ่มน้ำโขง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากโครงการที่ประชาชนมิได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย
“ระบบนิเวศแม่น้ำโขง ซึ่งเมื่อเกิดการปนเปื้อนสะสมจากสารพิษคือโลหะหนัก เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศอย่างรุนแรงแล้ว เช่น พื้นที่หน้าเขื่อนกลายเป็นอ่างเก็บน้ำที่ด้านล่างเต็มไปด้วยตะกอนพิษ การฟื้นฟูให้กลับคืนสภาพเดิมย่อมเป็นไปได้ยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ ดังที่มีตัวอย่างจากประเทศทั่วโลกที่กำลังจะหยุดมิให้เกิดการสร้างเขื่อนขึ้นอีก เพราะเห็นแล้วว่า เมื่อเทียบกับความสูญเสียและประโยชน์จากเขื่อนจะนำมาซึ่งความสูญเสียมากกว่าประโยชน์ การพิจารณารับฟ้องคดีนี้ จึงมิใช่เพียงแต่การเปิดทางให้คู่ความใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรม หากเป็นการยืนยันหลักการว่าการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมต้องเป็นการคุ้มครองเชิงป้องกัน และต้องตีความสิทธิฟ้องในคดีสิ่งแวดล้อมอย่างสอดคล้องกับประโยชน์สาธารณะ” นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ กล่าว
นางปิยนันท์ จิตต์แจ้ง ผู้ฟ้องคดีและเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมแม่น้ำโขง กล่าวว่าเราไม่ได้ขอให้ศาลพิจารณาแค่เรื่องตัวเลขหรือตัวอักษร แต่เราขอให้ศาลพิจารณาชีวิตคน เพราะสารพิษที่อยู่ในร่างกายเราและลูกหลานคือหลักฐานที่พูดได้ ความยุติธรรมต้องมาถึงก่อนที่โลหะหนักจะทำลายพวกเราไปมากกว่านี้ ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศาลปกครองจะพิจารณารับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน และเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
อนึ่งผู้ฟ้องได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ต่อมา เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ศาลปกครองเชียงใหม่ได้มีคำสั่งไม่รับ ภาคประชาชนจึงได้ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน
————-




