กิตติธัช สิงห์เสนา

นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ที่จังหวัดเชียงรายเผชิญน้ำท่วมและดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ผิดปกติ โดยในช่วงเวลานั้นหลายคนตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย เหตุใดปริมาณน้ำและดินโคลนจึงรุนแรงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนกระทั่งปลายเดือนมีนาคม 2568 กรมควบคุมมลพิษจึงตรวจพบสารโลหะหนักโดยเฉพาะสารหนูหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสารพิษขึ้นเป็นครั้งแรก
หลังจากนั้นองค์กรต่างๆจึงร่วมกันค้นหาความจริงและเปิดเผยเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำโดยมีลักษณะการเปิดหน้าดินอย่างกว้างขวางทั้งบริเวณกลางแม่น้ำและในพื้นที่แหล่งต้นน้ำกกและแม่น้ำสาย ในเขตรัฐฉาน ประเทศพม่าซึ่งติดกับพรมแดนประเทศไทย โดยพื้นที่เหล่านี้อยู่ในเขตยึดครองของกองกำลังว้า (United Wa State Army)ที่แบ่งปันอำนาจกับทหารพม่า
หลังจากนั้นมีการเก็บตัวอย่างในแม่น้ำซ้ำในช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม พบว่าสารโลหะหนักที่เคยตรวจพบนั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อมาในช่วงเดือน กรกฎาคมมีการตรวจพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานครั้งแรก (https://transbordernews.in.th/home/?p=43202) ในแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำสายใหญ่และไหลผ่านกว่า 6 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย เมื่อปัญหาการแพร่กระจายของสารพิษได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว วิกฤตนี้จึงไม่ใช่เพียงประเด็นแค่ผลกระทบข้ามพรมแดน ไทย-เมียนมา เท่านั้น แต่ได้กลายเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ในภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศในภูมิภาคนี้ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งด้านความมั่นคงด้านอาหาร สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของผู้คนริมแม่น้ำปนเปื้องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
จนถึงปัจจุบันวิกฤติปัญหานี้ยังคงรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆและมีการตรวจพบสารพิษในแม่น้ำอย่างต่อเนื่อง แม้หน่วยงานรัฐพยายามซ่อนเร้นความรุนแรงให้ดูเบาบาง แต่ปัญหานี้ก็ลากยาวผ่านมา 2 รัฐบาล แม้จะมีการตั้งคณะทำงาน มีภาพข่าวการลงพื้นที่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น สร้างฝายดักตะกอน
คำถามสำคัญเหมืองเถื่อนจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำกกและแม่น้ำสายในฝั่งเมียนมา ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆและกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ การแก้ไขปัญหาจึงไม่ใช่แค่เรื่องมลพิษในสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีผลประโยชน์ซ่อนเงื่อนทั้งในเรื่องของอำนาจและเศรษฐกิจ ซึ่งภาคประชาชนพยายามเรียกร้องให้มีการยกระดับการเจรจาในประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดน แต่ถึงขนาดนี้ยังไม่เห็นท่าทีการดำเนินการที่ชัดเจนและจริงจังในระดับนโยบายเลย
ชุมชนลุ่มแม่น้ำปนเปื้อนและเศรษฐกิจที่เกี่ยวโยงแม่น้ำยังคงอย่างไร้หลักประกันในการดำเนินชีวิต และเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งเรื่องสุขภาพและรายได้ ระหว่างที่กระบวนการรัฐยังคงล่าช้า สารพิษยังคงไหลมาตามกระแสน้ำและตกค้างตามฤดูกาล
เมื่อสารพิษจากกิจการการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธและแร่ทองคำ ในประเทศเพื่อนบ้านที่ไร้กลไกการควบคุมดูแลได้ไหลลงสู่แม่น้ำ ตะกอนสารพิษไม่ได้อยู่แค่ชั่วคราวแล้วไหลผ่านไปกับแม่น้ำออกสู่ทะเลเท่านั้น แต่สารพิษเหล่านี้ได้แพร่กระจายเข้าไปในระบบนิเวศน์และห่วงโซ่อาหารของประชาชนอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ โดยล่าสุดเมื่อ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จากการสุ่มตรวจ 90 ตัวอย่างในเส้นผมและเล็บของเด็ก ปรากฎว่ามีค่ามาตรฐาน มากกว่า 16 ราย (อ่านต่อได้ที่ https://transbordernews.in.th/home/?p=45220 )
ความเสียหายได้สะสมขึ้นทุกวันและต้นทุนการฟื้นฟูที่ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านสาธารณะสุข เศรษฐกิจชุมชน โดยประชาชนเริ่มไม่แน่ใจว่าน้ำที่ใช้ยังปลอดภัยหรือไม่ เกษตรกรกังวลว่าผลผลิตจะถูกตั้งคำถามเรื่องสารตกค้าง ชาวประมงที่กังวลเรื่องปลาเป็นโรค แต่คำตอบที่ได้จากหน่วยงานรัฐมักเป็นสูตรสำเร็จเพื่อให้สบายใจ เช่น “ค่าสารพิษยังไม่เกินค่ามาตรฐาน” หรือ “ปลากินได้แต่อย่ากินหัวและพุง”
ปัจจุบันมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองด้วยการเลือกตั้ง แต่พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งกับรัฐบาลรักษาการ และรัฐบาลที่กำลังจัดตั้งใหม่คือคนกลุ่มเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้สนใจที่ทำให้ปัญหานี้ถูกยกระดับให้เป็นวาระเร่งด่วนเลย
การสำรวจแม่น้ำกกล่าสุดในฉากอันอุดมสมบูรณ์ที่มีภูเขาล้อมรอบสองฝั่ง เผยเห็นภาพที่งดงามและบีบคั้นในเวลาเดียวกัน ซากไซดักปลาของชาวประมงริมแม่น้ำกกทิ้งวางไว้ริมแม่น้ำกก บ่งบอกถึงวิถีทำกินที่ได้ถูกทำลายลงไปแล้วในวิกฤติที่ไม่สิ้นสุดในสภาวะการพังทลายของทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นส่วนหนึ่ง ของแทบทุกอย่างในวงจรชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทั้งอาชีพ อาหาร ที่อยู่อาศัย และสุขภาพร่างกาย
“นี่เป็นกลุ่มแรกในรอบหลายเดือนที่ได้มาได้ใช้บริการเรือท่องเที่ยว จากที่ไม่มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการเรือมานานหลายเดือน ตั้งแต่มีข่าวแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ เมื่อสังเกตแม่น้ำดู น้ำก็ขุ่นลงจากแต่เดิมมาก ทั้งที่ฤดูนี้ น้ำจะใสมากแท้ๆ” ลุงคำปันคนขับเรือสะท้อนสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยทุกด้านดูช่างซบเซา ร้านอาหารริมแม่น้ำเงียบเหงา ธุรกิจต่อเนื่องต่างพากันปิดตัว
เดิมทีลุงคำปันมีอาชีพขับเรือเป็นรายได้หลัก พานักท่องเที่ยวล่องเรือชมแม่น้ำ แต่ปัจจุบันอาชีพนี้กลายเป็นเพียงอาชีพเสริม โดยส่วนมากแล้วต้องรอลูกค้าติดต่อมาเอง ไม่สามารถจอดเรือรอรับลูกค้าที่ริมฝั่งได้เหมือนเดิมทำให้รายได้ลดลงอย่างมาก
“เมื่อก่อนใกล้ช่วงหน้าแล้งคนลงเล่นน้ำกันเยอะมากเหมือนทะเลย่อมๆเลย แต่เดี๋ยวนี้แทบไม่มีใครกล้าลง และน้ำก็ขุ่นตลอดปี ทั้งที่ฤดูกาลที่น้ำควรจะใสกลับขุ่นอย่างผิดธรรมชาติผิดฤดูกาล ผู้คนหายไปพร้อมกับการมาของสารพิษ”ลุงคำปันรู้สึกเศร้าใจทุกครั้งที่สภาพความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำกก แม้แกผ่านร้อนผ่านหนาวมีวิถีชีวิตอยู่กับแม่น้ำกกมานาน แต่ไม่เคยคิดว่าแม่น้ำกกต้องตกอยู่ในสภาพเงียบเหงาเช่นนี้
แม้ดูเผินๆแม่น้ำกกยังคงไหลผ่านอย่างสงบในสายตาคนนอก แต่สำหรับชุมชนริมฝั่งแม่น้ำ นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่พลิกผันไปจากเดิม ความคึกคักและความมีชีวิตชีวาของแม่น้ำได้ถูกทุบทำลายจนหมดสิ้นจากสารพิษที่มาจากเหมืองแร่ฝั่งพม่าวันนี้ลุงคำปัน และทุกชีวิตริมแม่น้ำกกต้องยอมจำนวนต่อชะตอกรรมที่พวกเขาไม่ได้ก่อ ความวังเวงและซบเซาไม่ได้เกิดขึ้นในแม่น้ำเท่านั้น แต่ยังซึมซับเข้าไปถึงหัวใจของคนริมแม่น้ำกกด้วย
วันนี้ลุงคำปัน และทุกชีวิตริมแม่น้ำกกต้องยอมจำนวนต่อชะตอกรรมที่พวกเขาไม่ได้ก่อ ความวังเวงและซบเซาไม่ได้เกิดขึ้นในแม่น้ำเท่านั้น แต่ยังซึมซับเข้าไปถึงหัวใจของคนริมแม่น้ำกกด้วย



