กิตติธัช สิงห์เสนา
ภาพปัจจุบันของแม่น้ำกกที่เงียบสงบ เรือจอดเรียงรายเป็นแถวยาวอยู่คลองริมฝั่งข้างสะพานแม่ฟ้าหลวง แต่ละลำทอดตัวนิ่ง บางลำล็อคโซ่ใส่กุญแจไว้ไร้เจ้าของที่เคยรอลูกค้า ส่วนคนขับที่ยังอยู่ บางส่วนยังคงนั่งรอคอยนักท่องเที่ยวเหมือนเคยที่ทำอยู่ทุกวัน แม้ผู้ใช้บริการจะน้อยเต็มที
ผมได้ไต่ถามผู้ประกอบการคนขับเรือที่ยังคงอยู่และแม่ค้าร้านอาหาร-แพเปียกริมน้ำ ถึงความแตกต่างของบรรยากาศสมัยก่อนที่แม่น้ำกกยังคึกคักไปด้วยผู้คน และเสียงเครื่องยนต์เรือดังกึกก้องไปทั่วลำน้ำ เรือยนต์วิ่งสวนกันไปมาแทบไม่ขาดช่วง นักท่องเที่ยวขึ้นลงเรืออยู่ตลอดทั้งวัน เมื่อวิ่งผ่านชายหาดแม่น้ำกกเชียงราย ที่ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เรือบางลำรับนักท่องเที่ยวพาล่องตามแม่น้ำกก ผ่านทิวเขาป่าเขียวสองฝั่งน้ำ มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านกะเหรี่ยงริมแม่น้ำ บางเที่ยวพาไปถึงปางช้าง เพื่อดูช้างเล่นน้ำใช้งวงกักแก่งพ้นน้ำไปมา
ในทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพียงอดีตที่ผ่านมาไม่ถึง 1 ปี เมื่อแม่น้ำเป็นพิษได้รับผลกระทบจากวิกฤติสารโลหะหนักจากเหมืองแร่เถื่อนในประเทศเมียนมา ทำให้คนจำนวนหนึ่งที่มีวิถีชีวิตผูกพันธ์กับแม่น้ำต้องถูกทิ้ง และแบกรับความทุกข์ไว้ไม่ทันตั้งตัว
“ทุกวันนี้นั่งซ่อมเครื่องยนต์ไปวันๆ วันไหนมีลูกค้าแต่วนไม่ถึงคิวเราก็ต้องทำใจ” ลุงสงกรานต์ สมาชิกชมรมท่าเรือซีอาจังหวัดเชียงราย อายุ 63 ปี เริ่มทำอาชีพนี้มาตั้งแต่อายุ 18 ปี เล่าถึงแต่ก่อนเกิดวิกฤต มีคนขับเรือในชมรมอยู่ทั้งหมด 34 คน แต่ปัจจุบันนี้เหลืออยู่เพียง 13 คน ที่ยังคงอยู่และวนลูกค้าตามคิวกัน ถึงคิวบ้างไม่ถึงบ้างแต่ละวัน
“ร้านค้า-แพริมหาดก็ไม่มีคนไป ลูกค้าที่ต้องไปส่งที่ริมหาดและรอขึ้นเรือเล่นแถวริมหาดก็เงียบหายไปพร้อมกัน”
ลุงสงกรานต์เล่าถึงความเชื่อมโยงของผู้ประกอบการเรือและร้านอาหาร-แพริมน้ำ ซึ่งวิกฤติที่เข้ามาเยือนในระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมานี้ ได้ทำให้หลายๆอย่างได้ขาดจากกันราวกับแม่น้ำที่ถูกบังคับตัดกลางสาย ทั้งที่ยังไหลผ่านอยู่
อาชีพขับเรือที่หลายคนอยู่กับอาชีพนี้มานานกว่า 20-30 ปี และแทบจะตลอดชีวิตของการทำงานพวกเขาไม่เคยไปทำอาชีพอย่างอื่น เพราะสายน้ำแห่งนี้คือเส้นทางทำมาหากินและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว แต่วันนี้เส้นทางนั้นกลับถูกกีดขวางด้วยสารพิษ ที่กัดกินไม่ให้เรือได้แล่นต่อ
งานวิจัยชิ้นหนึ่งของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สาขาการพัฒนาชุมชน ที่ศึกษาวิกฤติการปนเปื้อนของสารหนูซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของผู้ประกอบอาชีพเรือ บริเวณสะพานแม่ฟ้าหลวง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 ได้มีการเปรียบเทียบรายได้ของผู้ประกอบการเรือระหว่างช่วงก่อนเกิดวิกฤติและหลังเกิดวิกฤต รวมถึงความกังวลด้านสุขภาพของทั้งผู้ประกอบการเรือและนักท่องเที่ยว จากการที่สายน้ำอาจมีสารปนเปื้อน โดยในช่วงเวลาที่ทำการวิจัยนั้น วิกฤติดังกล่าวได้ดำเนินมาแล้วเป็นระยะเวลา 7 เดือน นับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568
ณ ปัจจุบัน วิกฤติได้ดำเนินต่อมาเนื่องมาได้ 11 เดือนแล้ว ยังไม่ปรากฏมาตรการการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนจากภาครัฐเลย
“ก่อนเกิดวิกฤติ รายได้ของผู้ประกอบการเรืออยู่ที่ประมาณเดือนละ 15,000-20,000 บาท ต่อเดือน หรือมากกว่านั้น แต่เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ 5,000-8,000 บาท ต่อเดือน (ตุลาคม 2568)” งานวิจัยระบุ
เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการปัจจุบันเดือนมีนาคม 2569 ผมได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการเรือที่ซึ่งตอนนั้นมีเพียงลุงสงกรานต์คนเดียวที่เหลืออยู่บนฝั่งท่าเรือ พบว่ารายได้ลดลงจนเหลือไม่ถึงเดือนละ 2,000 ต่อเดือน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซบเซาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา จากเดิมที่เคยมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการจำนวนหนึ่ง ก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด รายได้ของผู้ประกอบการที่ลดลงไปเกือบครึ่งในช่วงแรกของวิกฤติมาจนกระทั่งในปัจจุบันแทบไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเลย
“ตั้งแต่มีข่าวการปนเปื้อนสารหนูในน้ำนักท่องเที่ยวก็มีน้อยลง และไม่สามารถขับเรือท่องเที่ยวได้อย่างปกติ เพราะนักท่องเที่ยวเกิดความกังวลในเรื่องผิวสัมผัสกับน้ำระหว่างที่นั่งเรือท่องเที่ยว เขากังวลว่าจะเกิดอาการแพ้ มีผื่นข้นตามตัวได้ ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้นักท่องเที่ยวมานั่งเรือท่องเที่ยวน้อยลง” สมศักดิ์ เทพอินทา ผู้ประกอบการเรือชมรมท่าเรือซีอาร์จังหวัดเชียงราย บอกเล่าถึงความกังวลของนักท่องเที่ยวในเรื่องความเสี่ยงด้านสุขภาพ ที่เป็นสาเหตุทำให้นักท่องเที่ยวลดลง
“ร่างกายได้รับผลกระทบจากน้ำโดยตรงเพราะการขับเรือไปส่งนักท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆในระหว่างที่ขับเรือจะมีละอองน้ำกระเด็นตลอดทาง มีผลข้างเคียงเล็กน้อยเช่น ระคายเคืองผิว และมีผื่นขึ้นตามแขนและขา” ศรีทร คำแสง คนขับเรือชมรมท่าเรือซีอาร์จังหวัดเชียงราย เล่าถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ต้องเผชิญ แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงจำเป็นต้องทำอาชีพนี้ต่อไป
ขณะแม่ทิน ผู้ประกอบการร้านอาหาร-แพ ริมหาดเชียงราย ที่ทำอาชีพนี้มามากกว่า 20 ปี เล่าถึงชีวิตในปัจจุบันตั้งแต่เกิดวิกฤต
“ทุกวันนี้เหมือนทำงานทุกวันงกๆ เพื่อมาจ่ายค่าเช่าร้านให้ อบต.”ส่งตัดพ้อของแม่ค้ารายหนึ่ง โดย ร้านอาหาร-แพ ริมหาดแม่น้ำกก ส่วนมากแต่ละร้าน เปิดกิจการมาแล้ว กว่า 20 ปี มีอยู่ทั้งหมด 30 ร้านก่อนเกิดวิกฤติ ตอนนี้เหลืออยู่เพียง 19 ร้าน
“ที่ยังอยู่ เพราะไม่ใช่ไม่อยากไป แต่ไม่มีที่ไปแล้ว บางคนก็อยู่ผูกพันที่นี่เหมือนบ้านไปแล้ว หรือไม่มีที่อยู่อื่นและอาชีพอื่นรองรับแล้ว”
แม่พร อินต๊ะ แม่ค้าส้มตำร้านเล็กๆ ที่ขายอยู่ริมหาดเชียงราย เล่าถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังน้ำท่วมดินโคลนถล่ม เมื่อปี 2567 จนต้องกู้เงินเพื่อซ่อมแซมร้านที่เสียหายจากโคลนถล่ม แต่ยังไม่ทันฟื้นตัวก็ต้องเผชิญกับวิกฤตสารเรื่องสารพิษในแม่น้ำ ทำให้ลูกค้าหายไปหมด
“ปกติร้านเล็กๆ ของแม่ขายส้มตำ กำไรเดือนละประมาณ 6-7 พันบาท ก็พออยู่ได้ แต่ตั้งแต่มีข่าวเรื่องสารพิษในแม่น้ำ เช้ายันค่ำแทบไม่มีลูกค้าเลย”
แม่พรอยู่กับสามีเพียงสองคน เปิดร้านมานานเกือบ 20 ปี แต่อนาคตกลับเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
“แม่ไม่ได้มีอะไรรองรับ อยู่กันสองเฒ่า ที่นี่มานานแล้ว ก็ไม่รู้จะไปอยู่ไหน ให้ไปทำอาชีพอื่นเค้าก็คงไม่รับเพราะแก่แล้ว”
วิกฤติน้ำท่วมที่ถูกซ้ำด้วยปัญหาสารพิษ ไม่ได้กระทบแค่สิ่งแวดล้อม แต่ยังลากพาชีวิตของคนเล็กคนน้อยอีกเข้าสู่วงจรใหม่ที่เต็มไปด้วยภาระที่หนักขึ้น รายได้ที่หายไป และความไม่แน่นอนโดยที่พวกเขายังไม่เห็นสัญญาณของการช่วยเหลือเยียวยาที่ชัดเจน
แม่สุวรรณ เจ้าของร้านอาหาร-แพริมแม่น้ำ เล่าถึงการปรับตัวในการประกอบอาชีพว่าต้องอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้ามากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของลูกค้า และให้กิจการยังดำเนินต่อไปได้
“ทุกวันนี้แม่ทำตามที่สาธารณสุขบอกทุกอย่าง เช่น เปลี่ยนจานพลาสติกเป็นจานกระเบื้อง เปลี่ยนแก้วพลาสติกบางส่วนเป็นแก้วใส เด็ก ๆ ที่ยังลงเล่นน้ำอยู่ แม่ก็เตรียมน้ำสบู่กับยาสระผมไว้ให้ล้างตัวหลังเล่นน้ำทุกครั้ง”
ในช่วงแห่งความยากลำบากตลอด 1 ผ่านมานี้ มาตรการช่วยเหลือเยียวยาที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐยังคงไม่ปรากฎชัดขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่หล่อเลี้ยงสังคมมาอย่างยาวนาน แต่เมื่อวิถีชีวิตต้องเผชิญกับผลกระทบจากสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อ กลับต้องเป็นผู้รับภาระโดยตรง ทั้งด้านรายได้ สุขภาพ และความมั่นคงในชีวิต
ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยเหลือและการเยียวยาอย่างเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการชดเชยความเสียหาย การฟื้นฟูอาชีพ หรือการสนับสนุนเพื่อให้ผู้คนเหล่านี้และอื่นๆสามารถประคองชีวิตตนเองต่อไปได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนตัวเล็กตัวน้อยในพื้นที่เหล่านี้คือผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด และเป็นผู้แบกรับผลกระทบที่หนักที่สุด
———–
หมายเหตุ-ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากงานวิจัยโดยธัญชนก ฟองคำ,เขมิกา ศรีวิชัย เรื่อง ผลกระทบของผู้ประกอบการทางเรือด้านเศรษฐกิจจากปัญหาการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกรณีสะพานแม่ฟ้าหลวง เขตบริเวณริมแม่น้ำกก










