เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุมสาละวินขององค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers and Rights) และเครือข่ายลุ่มน้ำสาละวิน ได้นำสื่อมวลชนไทยและพม่า กว่า 20 คน รวมทั้งนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กว่า 20 คนลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลแม่น้ำสาละวินซึ่งกำลังเผชิญปัญหาปนเปื้อนสารโลหะหนักจากการทำเหมืองต้นแม่น้ำ เนื่องในวันสากลเพื่อปฎิบัติการปกป้องแม่น้ำ 14 มีนาคม
นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ(สคพ.) 1 จ.เชียงใหม่ กรมควบคุมมลพิษกล่าวว่า จากประสบการณ์ที่แม่น้ำกก ลุ่มน้ำโขงตอนบน ได้นำมาปรับใช้ที่แม่น้ำสาละวิน ซึ่งเราต้องดูว่ามีเหมืองอะไรอยู่บริเวณต้นน้ำ หากมีเหมืองทองต้องมีไซยาไนและปรอท โดยในแม่น้ำสาละวินตรวจพบว่ามีสารหนูเกินค่ามาตรฐาน และมีสารตะกั่วอยู่บ้าง โดยตรวจครั้งแรกพบสูงกว่าค่ามาตรฐาน 2-3 เท่า ทั้งนี้คพ.ได้ทำการเฝ้าระวัง โดยสารหนูในน้ำกกกับแม่น้ำสาละวินแตกต่างกันคือน้ำกกยิ่งขุ่นยิ่งเจอสารหนู แต่สาละวินน้ำใสกลับเจอสารหนูมาก เพราะขึ้นอยู่กับกระบวนการการผลิตแร่ ที่อาจมีการใช้สารเคมีมากทำให้รูปของสารหนูในสาละวินแตกต่างจากแม่น้ำกก
นายอาวีระกล่าวว่า ข้อมูลของน้ำสาละวิน ทั้งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ คพ.พบสารหนูในน้ำสาละวินสูงกว่าค่ามาตรฐานซึ่งสามารถสรุปได้ว่า มีสารหนูในน้ำสาละวินแน่นอน ตอนนี้เรากำลังช่วยกันหาทางบรรเทาโดยต้องดำเนินการเรื่องระบบน้ำประปาและระบบน้ำสำรอง ส่วนคำแนะนำสำหรับประชาชนริมน้ำสาละวินคือการสัมผัสน้ำ คือสารหนูเข้าสู่ร่างกายโดยการกิน เช่น เล่นน้ำแล้วสำลัก หรือมีบาดแผลแล้วลงน้ำ ดังนั้นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงควรหลีกเลี่ยง ส่วนคนเรือนั้น หากสัมผัสน้ำก็ต้องรีบล้างออก ควรมีน้ำสะอาดสำหรับล้างเพื่อลดการสัมผัส
ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมฯ กล่าวว่า ส่วนเรื่องปลาและพืชผัก ผลการตรวจพบว่ายังไม่เกินมาตรฐานในเนื้อปลาและผัก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกินในอนาคต จึงต้องตรวจอยู่เสมอ หากต้องการบริโภคปลาควรหลีกเลี่ยงกินเครื่องในและหัว ส่วนพืชผักเนื่องจากสารหนูในพืชจะเปลี่ยนจากอนินทรีย์เป็นอินทรีย์ จะลดความเป็นพิษลง แต่อาจต้องดูว่าริมแม่น้ำสาละวินปลูกอะไรบ้าง
“สำหรับผลกระทบในระยะยาวหากมีการทำเหมืองกระจายไปในหลายที่เช่นเดียวกับรัฐคะฉิ่น เราเห็นภาพการใช้สารเคมีโดยไม่จำกัด อนาคตการฟื้นฟูตามกฎหมายคงไม่ทำเพราะราคาสูง ก็คงจะต้องปล่อยไว้แบบนั้น เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจในรุ่นลูกรุ่นหลาน สถานการณ์ขณะนี้คือ บริษัทผู้ลงทุนเอาทุกแร่ที่ขุดเจอ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก”
ผู้สื่อข่าวถามว่าระยะยาวผลกระทบจะเป็นอย่างไร หากต้นทางของมลพิษ คือเหมืองในพม่ายังคงขยายตัวอยู่ตลอด นายอาวีระ ตอบว่าน่าเป็นห่วงในระยะยาว ผลกระทบต่อคนรุ่นต่อไปจะรุนแรง คนรุ่นปัจจุบันอาจจะยังไม่เห็น โดยในเดือนมีนาคมและเมษายนมีแผนจะจัดการประชุมทวิภาคีระหว่างไทยและพม่า เรื่องมลพิษข้ามพรมแดน ฝุ่นควัน PM2.5 และมีเรื่องแม่น้ำปนเปื้อนด้วย โดยจะประชุมทั้งที่กรุงเทพมหานคร และเนปีดอว์
นายซุงติง (Zung Ting) นักสิ่งแวดล้อมคะฉิ่น กล่าวว่า ขอโทษที่บ้านเกิดของตนกลายเป็นแหล่งมลพิษจากการทำเหมืองแร่แร่ร์เอิร์ธ ทั้งๆที่ไม่ใช่ความผิดของชาวคะฉิ่นเลย ในคะฉิ่นมีเรื่องเศร้ามากมายกว่า 20 ปีแล้ว ความขัดแย้งทางการทหารทำให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกแย่งชิง และตอนนี้ไม่ใช้แค่คะฉิ่น แต่กะเหรี่ยง ไทใหญ่ต่างต่อสู้กับเผด็จการทหารพม่า โดยไม่มีเหมืองหนึ่งเหมืองใดที่เป็นของคนคะฉิ่น คนกะเหรี่ยงแต่ทั้งหมดคือเหมืองของพวกคนจีนที่เข้ามาทำใหนพื้นที่ความขัดแย้งและสงครามการเมือง
นายซุงติงกล่าวว่า กองกำลังที่สวามิภักดิ์กับรัฐบาลทหารพม่าได้เชิญชาวจีนมาตรวจตราพื้นที่ว่ามีแร่ตรงไหน ซึ่งไม่รู้โชคดีหรือโชคร้าย เพราะไปเจอแร่แรร์เอิร์ธในคะฉิ่น โดยเหมืองแรร์เอิร์ธขยายตัวเร็วมากเหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ว้า ซึ่งหลังรัฐประหารมีการขยายตัวมากมายอย่างไม่มีการควบคุม ไม่มีการจัดการ อยากทำอะไรก็ทำกันได้เลย
“มันเป็นหายนะของพวกเรา พวกสารพิษเลวร้ายมาก หายนะชัด ๆ ส่งผลกระทบร้ายแรง จีนถึงได้หยุดการทำเหมืองแรร์เอิร์ธในประเทศ และย้ายไปทำในประเทศอื่นๆ คือในพม่า ทั้งที่รัฐคะฉิ่นจนถึงชายแดนไทย และส่งผลกระทบมากมาย เขาตัดไม้ออกทั้งหมด แล้วขุดรูมากมายบนภูเขา แล้วเอาท่อใส่ เอากรดใส่ลงไป ให้แร่ไหลออกมาที่บ่อกักเก็บของเหลวที่ละลายออกมาเป็นแร่แร่เอิร์ธและแร่อื่นๆ เมื่อตกตะกอนแล้วเทกรดลงไปอีก สุดท้ายน้ำที่ปนเปื้อนร้ายแรงนี้ก็ทิ้งลงลำธาร และไหลลงแม่น้ำกลายเป็นน้ำพิษ และมลพิษข้ามแดน ที่เรากำลังเผชิญอยู่”นักสิ่งแวดล้อมชาวคะฉิ่น กล่าว
นายซุงติงกล่าวว่า ในประเทศไทยนั้น ภาคประชาสังคามไทย นักข่าวไทยช่วยกันตรวจสอบในเรื่องนี้ซึ่งตนอยากเห็นการหยุดทำเหมืองแรร์เอิร์ธในคะฉิ่นเช่นกัน แต่ที่คะฉิ่นอาจจะยังหยุดไม่ได้ เพราะกองกำลังฝ่ายต่อต้านต้องมีรายได้สำหรับต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่า
นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายก อบต.แม่สามแลบ กล่าวว่า เราไม่คิดฝันมาก่อนว่าน้ำสาละวินที่เราใช้ทุกวันจะมีการปนเปื้อนสารโลหะหนัก ก่อนหน้านี้เห็นข่าวการปนเปื้อนที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำกก จึงตั้งคำถามว่าด้านบนของแม่น้ำสาละวินจะมีการปนเปื้อนด้วยหรือไม่ จึงได้ลองเอาน้ำตัวอย่างส่งให้หน่วยงานช่วยตรวจสอบซี่งพบว่ามีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน เราจึงห่วงว่า ทังน้ำสาละวิน พืชผัก ปลาที่ชาวบ้านยังใช้และกินได้อยู่หรือไม่
นายก อบต.แม่สามแลบ กล่าวว่าตอนนี้ชาวบ้านไม่รู้จะปฎิบัติตัวอย่างไร ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ริมน้ำ แม้ไม่ได้บริโภคน้ำสาละวินโดยตรงเพราะใช้ประปาภูเขา แต่พอน่าแล้งก็ต้องเอาน้ำสาละวินมาใช้ และคนที่ประกอบอาชีพประมงไม่กล้าลงน้ำแล้ว ชาวบ้านไม่รู้ว่าตัวเองตอนนี้มีสุขภาพอย่างไร ที่สำคัญคือส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ เพราะปลาสาละวินขายไม่ได้ เมนูปลาสาละวินตามร้านอาหารต่างๆถูกยกเลิกหมด กลายเป็นความตื่นตระหนก
“จริงๆแล้วในหน้าร้อนเช่นนี้เด็กๆต้องลงเล่นน้ำสาละวิน แต่ตอนนี้เล่นไม่ได้ เราต้องพยายามหาแหล่งน้ำที่ปลอดภัยแห่งใหม่ เราทำอย่างไรให้หน่วยงานที่รับผิดชอบร่วมกันช่วยหาแหล่งน้ำ ขณะเดียวกันเราอยากให้มีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุด้วย” นายพงษ์พิพัฒน์ กล่าว
ขณะที่นางพอดี ชาวบ้านแม่สามแลบ กล่าวว่า ครอบครัวตนทำสวนปลูกพืชผักริมแม่น้ำสาละวิน และสามีมีอาชีพขับเรือ เมื่อมีข่าวว่ามีสารหนูปนเปื้อนแม่น้ำทำให้รู้สึกกังวล เพราะหากปลูกผักแล้วไม่มีใครซื้อจะทำอย่างไร และไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่จะมาแก้ไขให้อย่างไร หรือไม่ เช่นเดียวกับคนขับเรือที่ยังต้องสัมผัสน้ำเสมอต้องทำอย่างไร อยากให้เจ้าหน้าที่ชี้แจง
“น้องชายเป็นคนหาปลาสาละวิน เมื่อคนไม่ซื้อปลาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรในการหาเลี้ยงชีพ เขาไม่ได้ไปหางานทำในเมือง ทำแต่อาชีพหาปลา เมื่อคนไม่ซื้อปลา เขาก็ไม่มีเงินซื้อข้าวสาร”นางพอดีกล่าว และว่าในหน้าแล้งน้ำไม่พอใช้ก็ลำบากอยู่เหมือนกัน




