โดย Gawng Loe Mu
ท่ามกลางความขัดแย้งทางอาวุธที่ยังคงดำเนินอยู่ในรัฐฉานตอนเหนือ กองทัพสหรัฐว้า หรือ United Wa State Army (UWSA) ได้เริ่มขยายอิทธิพลลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินตอนล่าง ความเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นการเสริมความแข็งแกร่งทั้งด้านการทหารและฐานะทางการเมืองของกองกำลัง
ในช่วงแรกของ ปฏิบัติการ 1027 (Operation 1027) ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม 2566 กลุ่มกองกำลังพันธมิตรชาติพันธุ์ภาคเหนือในนาม The Brotherhood Alliance ประกอบด้วย กองกำลังโกก้าง (Myanmar National Democratic Alliance Army-MNDAA) กองกำลังตะอางหรือปะหล่อง (Ta’ang National Liberation Army-TNLA) และกองกำลังอาระกัน (Arakan Army-AA)สามารถยึดที่มั่นของกองทัพรัฐบาลทหารเมียนมาได้หลายแห่งในรัฐฉานตอนเหนือ
แม้ UWSA จะไม่ได้เข้าร่วมการสู้รบโดยตรง แต่กลับสามารถเข้าควบคุมเมือง โหป่าง (Hopang) และเมืองป๋างโหลง(Panlong) ผ่านการเจรจา โดยนักวิเคราะห์ทางทหารบางรายจึงมองว่า นี่คือการได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของ UWSA โดยแทบไม่ต้องยิงปืนแม้แต่นัดเดียว
เมื่อปฏิบัติการ 1027 ระยะที่ 2 ทวีความเข้มข้นขึ้น กองกำลังโกก้างและพันธมิตรได้เพิ่มแรงกดดันทางทหารต่อเมืองล่าเสี้ยว (Lashio) ซึ่งเป็นที่ตั้งกองบัญชาการภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกองทัพเมียนมา
ในเดือนมิถุนายน 2567 UWSA ได้ส่งกำลังทหารประมาณ 2,000 นายเข้าสู่เมืองล่าเสี้ยว และยังเคลื่อนกำลังไปยังเมือง ต้างยาน (Tangyan) พร้อมตั้งฐานทหารและจุดตรวจตามเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่พื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินตอนล่าง
นาย ญีรัง (Nyi Rang) โฆษกของ UWSA กล่าวว่า การเคลื่อนกำลังดังกล่าวดำเนินการโดยประสานงานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบสนองต่อคำร้องขอของชุมชนชาติพันธุ์ในพื้นที่ และมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของสำนักงานฝ่ายต่างประเทศของรัฐว้า
ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองบางส่วนมองว่า ความเคลื่อนไหวนี้อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ในระดับภูมิภาค รวมถึงผลประโยชน์ของประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน ซึ่งให้ความสำคัญกับเสถียรภาพบริเวณแนวชายแดน
สำหรับชาวว้าแล้วแม่น้ำสาละวิน ไม่ได้เป็นเพียงเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของชนชาติด้วย
ตามประเพณี ชาวว้าแบ่งดินแดนของตนตามแนวแม่น้ำออกเป็นสองส่วน คือ สาละวินตอนบน และ สาละวินตอนล่าง
พื้นที่ว้า ซึ่งมีขนาดประมาณ 35,000 ตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและหุบเขา มีพรมแดนติดกับมณฑลยูนนานของจีน และอยู่ใกล้กับชายแดนของไทยและลาว
ในหมู่ชาวว้ามีคำกล่าวที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อแสดงอัตลักษณ์ของดินแดนว่า“แม่น้ำสาละวินคือแผ่นดินว้า คือประเทศของว้า”
ภายใต้ รัฐธรรมนูญเมียนมา พ.ศ. 2551 พื้นที่ว้าถูกกำหนดอย่างเป็นทางการให้เป็น เขตปกครองตนเองว้า (Wa Self-Administered Division) ภายในรัฐฉาน
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ พื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ UWSA ดำเนินการด้วยระบบบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการของตนเอง
หลังจากเข้าควบคุมเมืองโหป่างและป๋างโหลง มีรายงานว่า UWSA ได้ปรับโครงสร้างการปกครองในพื้นที่ออกเป็น 4 เขต ได้แก่ โหป่าง (Hopang), เมืองหม่อ (Mongmao), ป๋างโหลง ทางเหนือรัฐฉาน (Panlong) และเมืองป้อก (Mongpauk)
ผู้สังเกตการณ์เชื่อว่า ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้ความฝันของผู้นำว้าในการจัดตั้ง “รัฐว้า” ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การปกครองพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินตอนล่างก็ยังเป็นความท้าทายสำหรับ UWSA เนื่องจากชุมชนจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าวเคยอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลเมียนมามาเป็นเวลาหลายทศวรรษ และยังได้รับอิทธิพลจากแนวคิดทางการเมืองของ “การปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิ (Spring Revolution)” ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารในปี 2564
ดังนั้น UWSA จึงต้องเผชิญคำถามสำคัญทางการเมืองว่า จะปรับตัวและปฏิรูประบบการปกครองของตนให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ หรือจะยังคงรักษารูปแบบการปกครองแบบกึ่งอิสระที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จด้านการควบคุมพื้นที่ที่เกิดขึ้นในช่วงปฏิบัติการ 1027 ทำให้หลายฝ่ายมองว่า โอกาสในการจัดตั้ง “รัฐว้า” อาจใกล้ความจริงมากกว่าที่เคยเป็นมา.
หมายเหตุ-บทความชิ้นนี้หยิกยกมาจาก Wa News Land ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ของกลุ่มชาติพันธุ์ว้า และ “สำนักข่าวชายขอบ”เห็นว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตาม การแปลเป็นภาษาไทยบางครั้งอาจมีความคลาดเคลื่อนเรื่องภาษาอยู่บ้างต้องขออภัย
