ภาพประกอบจาก astv และ wikipedia
ภาพประกอบจาก astv และ wikipedia

เมื่อกองทัพไทยได้ทำการรัฐประหารขึ้นปกครองประเทศแทนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ประชาชนชาวพม่าทั้งที่อยู่ในประเทศพม่าเองและที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยต่างก็รู้สึกงงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้น

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยนับว่าสวนทางกับพม่าประเทศเพื่อนบ้าน  พม่าที่เคยปกครองด้วยรัฐบาลเผด็จการทหารมาก่อนได้รับการยอมรับจากประเทศตะวันตกจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตย ในขณะที่ประเทศไทยที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกามายาวนานกำลังตกอยู่ภายใต้อำนาจของกองทัพ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติ

 

 

 

จากนั้นไม่นาน ชาวพม่าก็มีการล้อเลียนเสียดสีในเชิงขบขันเกิดขึ้นในโลกสังคมออนไลน์

 

เมื่อรัฐบาลทหารไทยได้จัดตั้ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีชื่อในภาษาอังกฤษว่า National Council for Peace and Order  (NCPO) ก็ทำให้นึกไปถึงสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ที่เคยปกครองของพม่าในอดีต หรือ ในชื่อภาษาอังกฤษว่า  State Peace and Development Council (SPDC) และเมื่อ คสช. จัดกิจกรรม “คืนความสุขสู่ประชาชน” โดยมีทั้งกิจกรรมการแสดง เลี้ยงอาหาร และบริการตัดผมฟรี  ชาวพม่าต่างรู้สึกทั้งอยากจะหัวเราะและไม่อยากจะเชื่อสายตา

 

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพแห่งหนึ่ง และมีประชาธิปไตยและเสรีภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอิสรภาพในการเสนอข่าว มีองค์กรภาคประชาสังคมที่มีอิทธิพล และมีความสัมพันธ์อันดีกับชาติตะวันตกและประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน และเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียด้านการท่องเที่ยว

 

เมื่อปฏิกิริยาต่างๆ ของชาวพม่าในช่วงแรกๆ จางหายไป ความกังวลต่อการรัฐประหารในประเทศไทยก็เกิดขึ้น ไม่มีใครอยากเห็นประชาธิปไตยในประเทศไทยล้มเหลว ขณะที่การเมืองและเศรษฐกิจของประเทศกำลังหยุดชะงัก

 

จนกระทั่งเร็วๆนี้ บรรดานักการเมืองและนักเคลื่อนไหวชาวพม่าที่หนีจากการกดขี่ในประเทศและลี้ภัยมาอยู่ในประเทศไทยที่มีพื้นที่ทางประชาธิปไตยและการเคารพสิทธิมนุษยชน ก็ยังคงสามารถผลิตสื่อและจัดการรณรงค์ต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าจากประเทศไทยได้

 

กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ตั้งฐานที่มั่นอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า และได้ก่อตั้งสำนักงานและทำธุรกิจ รวมทั้งซื้ออาวุธจากตลาดมืดในไทย ต่อสู้กับรัฐบาลกองทัพพม่าเพื่ออิสรภาพในการปกครองตนเอง

 

สื่อไทยบางส่วนได้กล่าวว่า อดีตนายกรัฐมนตรีประชานิยมอย่างทักษิณ ชินวัตร อาจจะตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวประชาธิปไตยพลัดถิ่นที่กัมพูชา

 

ในขณะเพื่อนร่วมงานชาวพม่าของผมบางคน ที่ลี้ภัยและเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายปี ก็อดที่จะเหน็บแนมไม่ได้  เขาบอกว่า การเคลื่อนไหวของทักษิณ ชินวัตร จำเป็นต้องหาสปอนเซอร์รายใหญ่ใจดี และหากเป็นชาติอำนาจจากตะวันตกก็ยิ่งดี  เขาพูดพลางหัวเราะว่า พรรคฝ่ายค้านของไทยตอนนี้ต้องการผู้นำอย่าง อองซาน ซูจี หรือ อู วิน ติ่น (หนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคเอ็นแอลดี และเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยคนหนึ่ง) ที่มีคุณสมบัติสามารถถูกคุมขังหรือกักบริเวณอยู่ในบ้านพักเป็นเวลาหลายปีได้ หรือทนต่อการถูกทรมานร่างกายได้

 

ทว่า นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนชาวพม่าก็ยังมีความวิตกกังวลไม่น้อยเกี่ยวกับการรัฐประหารในไทย เมื่อประเทศไทยที่เคยประสบความสำเร็จในการปกครองแบบประชาธิปไตย ยังสามารถถอยหลังกลับสู่รัฐบาลทหารได้ แล้วพม่าล่ะ อีกนานแค่ไหนจะได้พบกับประชาธิปไตยที่แท้จริงสักที ?

 

จิมมี่ หนึ่งในผู้นำกลุ่ม 88 Generation Peace and Open Society ซึ่งเป็นกลุ่มของนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในยุคปี ’88   เขาเป็นอดีตนักโทษการเมืองที่เคยถูกคุมขังเป็นเวลาหลายปี กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมไม่ต้องการให้การรัฐประหารในประเทศไทยเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอาเซียนอื่นๆ”

 

“[รัฐประหาร]แสดงให้เห็นว่า การปรองดองในชาติมีความสำคัญอย่างไร หากการปรองดองไม่ประสบความสำเร็จ ทหารก็จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองไทยอีกทุกครั้งไป” เขาย้ำว่า พม่านั้นจำเป็นต้องสร้างความปรองดองในชาติอย่างมาก

 

จิมมี่กล่าวว่า ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ที่ให้คำมั่นว่าจะนำพาประเทศพม่าไปสู่การเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยนั้น ควรจะแสดงการตอบโต้ “เต็งเส่งป่าวประกาศว่าพม่ากำลังเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย เขาจึงเงียบเฉยไม่ได้”

แต่อย่างหลังคือสิ่งที่รัฐบาลนักปฏิรูปได้เลือกที่จะทำ

 

เรื่องน่าขันอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลทหารไทยเลือกที่จะเดินทางมาประเทศพม่าเป็นที่แรกเพื่อเข้าพบอดีตนายทหารที่ยังคงปกครองประเทศอยู่ เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการรัฐประหารในไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยได้ร้องขอให้พม่า ในฐานะประธานสมาคมอาเซียน ให้ช่วยบอก “ความจริง” เกี่ยวกับการรัฐประหารในไทยให้ชาวโลกรู้

 

และเพื่อเป็นการรักษานโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก (และไม่ให้ขายหน้า) รัฐบาลพม่าจึงงดเว้น ไม่วิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์รัฐประหารของไทย

 

 

แต่ก็มีเซอร์ไพรส์จนได้ เมื่อนาย ละ ส่วย อดีตนายทหารจากรัฐบาลเผด็จการพม่า ซึ่งปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯ สังกัดพรรคเอกภาพและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party) ซึ่งเป็นพรรคของกองทัพ ได้ออกมาระบุว่า “การรัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ดี”

 

พม่านั้นรู้ดีถึงความแตกต่างระหว่าง รัฐบาลทหารในไทย รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าชุดก่อน และรัฐบาลพม่าชุดปัจจุบัน

 

ที่ผ่านมา กองทัพไทยได้กระทำการรัฐประหารมามากกว่า 10 ครั้ง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่ก็ได้สละอำนาจคืนให้รัฐบาลพลเรือนเสมอมาหลังจากปกครองประเทศมาช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งกองทัพไทยเองยังคงได้รับการเคารพจากประชาชนอยู่

 

นาน ขิ่น ทวย มิ้นท์ นักการเมืองจากพรรคสันนิบาตประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ พรรคเอ็นแอลดี กล่าวว่า “ในประเทศไทย เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ กองทัพก็จะคืนอำนาจให้แก่ประชาชน แต่ในพม่าไม่เป็นอย่างนั้น”

 

กองทัพพม่าได้กระทำการรัฐประหาร 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 1962 และอีกครั้งในปี 1988 โดยได้ปกครองประเทศมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ กองทัพพม่าได้รับแต่ความเกลียดชังและการเย้ยหยันจากประชาชนชาวพม่าหลังจากที่กดขี่ข่มเหงผู้ที่ไม่เห็นด้วย และบริหารเศรษฐกิจจนทำให้ประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรต้องตกต่ำ

 

ในวันนี้ ประชาชนชาวพม่ายังคงรู้สึกว่า ประเทศยังคงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารและเหล่าอดีตนายพล แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศจะได้รับการยกย่องจากชาติตะวันตกก็ตาม รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาโดยทหารยังคงให้อำนาจโดยตรงแก่กองทัพในการควบคุมที่นั่ง 1 ใน 4 ของสภา รวมทั้งอำนาจการควบคุมอื่นๆ ในรัฐบาล

 

ประชาชนชาวพม่ายังคงรู้สึกเกลียดชังบรรดานายทหารทั้งที่เป็นอดีตนายทหาร หรือที่ยังอยู่ในตำแหน่ง รวมทั้งพรรคพวก ที่ควบคุมทรัพย์สินส่วนใหญ่ในพม่าและแต่งตั้งตัวเองให้มีตำแหน่งสูงๆ เพื่อหาประโยชน์จากเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังเบ่งบานหลังการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตย

 

เรากำลังติดอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอย่างมีวินัย (Disciplined Democracy)  ของกองทัพพม่า ที่บรรดานายพลทั้งหลายต่างพากันสลัดเครื่องแบบทหารแล้วเข้ามานั่งปกครองประเทศ ในขณะที่ผู้ที่เข่นฆ่าประชาชนจำนวนมากและผู้ที่กระทำการรัฐประหารในอดีตกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการได้รับละเว้นโทษ และอาศัยอยู่ในบ้านพักในย่านหรู

 

ก็ได้แต่หวังว่ากองทัพไทยจะได้กลับเข้าสู่กรมกองในเร็ววัน ส่วนกองทัพพม่า ก็หวังว่าจะเข้าใจแนวคิดนี้ และเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองพม่าเสียที

.

แปลจากบทความ A Thai Junta Vs a Burmese Junta—Spot the Differences
โดย AUNG ZAW บรรณาธิการสำนักข่าวพม่า The Irawaddy
10 มิถุนายน 2557


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.