สำนักข่าว SHAN สื่อของชาวไทใหญ่รายงานในภาษาพม่าว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ว่า สถานการณ์การทำเหมืองแร่ในเมืองง่อ เขตเมืองจ๊อกเม ตอนเหนือของรัฐฉาน ประเทศพม่า กำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้นนับตั้งแต่ปฏิบัติการ 1027 โดยในพื้นที่เมืองง่อ เขตเมืองจ๊อกเมนั้น ซึ่งมีหลายกลุ่มติดอาวุธเคลื่อนไหวอยู่นั้น โดยกองกำลังโกก้าง (Myanmar National Democratic Alliance Army-MNDAA) และนักธุรกิจชาวจีนได้เข้ามาทำธุรกิจเหมืองทอง ซึ่งได้รับอนุญาตจากทางการพม่า
ขณะที่กองกำลังปะหล่อง TNLA (Ta’ang National Liberation Army-TNLA) และกองกำลังรัฐฉานเหนือ SSPP/SSA (Shan State Progress Party/ Shan State Army) แม้จะไม่ได้ทำเหมืองทองด้วยแต่ได้ผลประโยชน์จากการเก็บภาษีจากเหมืองทอง
สื่อไทใหญ่รายงานว่า มีการนำเครื่องจักรขนาดใหญ่มาขุดดินตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน นอกจากจะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังทำให้เกิดมลพิษทางเสียง กระทบต่อชีวิตประจำวันของชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก
“ทุ่งนาตามแม่น้ำสิ่ม ในเมืองง่อ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเขียวขจี ตอนนี้กลายเป็นกองดินขนาดใหญ่สูงเท่าภูเขา และมีการใช้เครื่องจักรขุดทองทั้งกลางวันและกลางคืน” ชาวบ้านรายหนึ่ง กล่าว โดยในพื้นที่ที่มีการทำเหมืองทองในขณะนี้ อยู่ระหว่างหมู่บ้านกุ๋นกอกและหมู่บ้านม่านปื้น
“ที่ดินที่เคยเป็นทุ่งนาถูกแปลสภาพเป็นกองดินเต็มไปหมด ที่นาใกล้ริมฝั่งแม่น้ำก็มองไม่เห็นแล้ว ที่นาของฉันก็รวมอยู่ด้วยเช่นกัน จากนี้ยังไม่รู้จะต้องเผชิญกับอะไรอีก มีการทำเหมืองตั้งแต่ตลอดช่วงกลางวันจนถึงเวลาตีหนึ่งในช่วงกลางคืน”ชาวบ้านกล่าว
ทั้งนี้เมืองง่อนั้น ถูกทหารปะหล่อง TNLA ยึดได้เมื่อเดือนมกราคม 2567 ในระหว่างปฏิบัติการ 1027 ครั้งที่ 1 โดยตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองจ๊อกเมราว 51 กิโลเมตร แม้จะมีการเริ่มทำเหมืองแร่ในพื้นที่นี้หลังยึดอำนาจ แต่การทำเหมืองทองขยายเพิ่มมากขึ้นหลังกองกำลังโกก้างเข้ามาในพื้นที่ ขณะที่กองกำลังรัฐฉานใต้ RSCC/SSA ( Restoration Council of Shan State/Shan State Army)ของ พล.อ.เจ้ายอดศึกเคยเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่นี้ในอดีต แต่ถูกกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มขับไล่ออกไปจนต้องถอยร่นไปอยู่ทางใต้ของรัฐฉาน
“กลุ่มติดอาวุธทั้งหมดต่างเป็นคนมีอำนาจ สิ่งที่พวกเขาทำอยู่ตอนนี้ เราในฐานะชาวบ้านไม่สามารถทำอะไรได้ หากพูดออกไป หัวจะหาย อาจตายได้ แม้พวกที่มาขุดทอง เขาบอกว่า จะกลับมาฟื้นฟูที่นาให้เรา แล้วเอาเงินจำนวนมากมากว้านซื้อที่ดินไป แต่ทรายกับหินที่ถูกขุดมาจากพื้นดินด้านล่าง จะทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกได้ หากหินทรายขึ้นมาอยู่บนผิวดินแล้ว จะทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกได้อีก 5 – 10 ปี ” หญิงชาวบ้านในพื้นที่กล่าวว่า
ชาวบ้านยังระบุอีกว่า หากชาวนาที่อยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำถูกบังคับให้ขายที่ดิน เชื่อว่าจะทำให้แม่น้ำเสียหาย และที่ดินที่อยู่ด้านล่างซึ่งไม่สามารถเพาะปลูกได้ ก็จะส่งผลทำให้ชาวนาตัดสินใจขายที่นาให้นักธุรกิจจีนอีก โดยชาวบ้านได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องแหล่งน้ำ นอกจากต้องเผชิญเรื่องปัญหาเหมืองทองแล้ว ในเมืองง่อยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะคนวัยหนุ่มสาวที่ตัดสินใจไปอยู่ที่อื่น เนื่องจากสถานการณ์สงครามและเศรฐกิจที่ซบเซาในพื้นที่ และขณะนี้เหลือแต่ผู้สูงอายุที่เหลืออยู่ในพื้นที่ และหากที่ดินทำกินของชาวบ้านได้รับความเสียหายจากเหมืองทอง ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตในระยะยาว ซึ่งสื่อไทใหญ่ระบุว่า เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจเป็นอย่างยิ่ง
“ในช่วงระยะเวลา 5-10 ปีนี้ สภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จะได้รับความเสียหาย และเนื่องจากทำมาหากินไม่ได้ คนในพื้นที่ก็จะยิ่งย้ายออกไปต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น คนที่เหลืออยู่ในพื้นที่ก็จะล้มหายตายจากช้าๆ” ชาวบ้านยังแสดงความกังวลอีกว่า คนเชื้อชาติอื่นๆและนักธุรกิจจะเข้ามายึดครอง และทำให้บ้านเมืองไทใหญ่ดั้งเดิมสูญหายไป และหากกลุ่มติดอาวุธที่อ้างตนว่าทำเพื่อปกป้องประชาชน แต่กลับมาทำลายที่ดินบรรพบุรุษของคนในพื้นที่ เพื่อผลประโยชน์ตนเองและเพื่อซื้ออาวุธยุทธโปกรณ์เท่านั้น ท้ายที่สุดแล้ว เมืองง่อจะเหลือทิ้งไว้แค่หลุมที่เคยขุดทองและกองดินเท่านั้น ชาวบ้านกล่าว



