Search

เด็กข้ามแดน

กิตติธัช สิงห์เสนา

.

น้ำฝน และ ดวงตา(นามสมมุติ) เด็กผู้หญิงชาวอาข่าอายุ 14 และ 15 ปี ซึ่งเป็นพี่น้องกัน กำลังทำงานอยู่ในร้านอาหารเล็กๆแห่งหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือ ทั้งล้างจาน เสิร์ฟอาหาร และทำงานจิปาถะ สายตาของพวกเธอไม่ได้มองโลกด้วยความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กทั่วไป แต่มีความแข็งและแฝงด้วยความระแวดระวัง

ทั้งสองคนข้ามชายแดนเข้ามาในประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา จากหมู่บ้านเดิมในฝั่งพม่าที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของกองกำลังว้า (United Wa State Army) เหตุผลของการหลบหนีไม่ได้ซับซ้อน แต่กลับหนักหนาเกินกว่าที่เด็กสองคนควรต้องเผชิญ

ครอบครัวของพวกเธอต้องจ่ายภาษีให้กับกองกำลังว้าเป็นประจำทุกเดือน ขณะที่พี่ชายและพี่สาวถูกบังคับให้ไปเป็นทหารอย่างไม่มีสิทธิที่ปฏิเสธได้ เมื่อภาระทางเศรษฐกิจและความไม่ปลอดภัยถาโถมเข้ามาพร้อมกัน การอยู่บ้านต่อไปจึงไม่ใช่หนทางที่ดีอีกต่อไป ลุงของพวกเธอจึงพาทั้งสองหนีข้ามชายแดนมาอยู่ประเทศไทย โดยไม่มีหลักประกันใดๆ

ทั้งคู่ไม่มีความแน่ใจว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร มีเพียงความหวังเลือนราง และความมั่นใจว่าพื้นที่แห่งใหม่นี้จะปลอดภัยกว่าบ้านเกิดเมืองนอน

.

“โดนตำรวจจับ ดีกว่าโดนทหารจับ” คำพูดของทั้งสอง สะท้อนตรรกะของการเอาตัวรอดในเขตรัฐแห่งการกดขี่ ที่ทุกทางเลือกเต็มไปด้วยความเสี่ยง เมื่อไม่มีทางเลือกที่ดี การเลือกสิ่งที่แย่น้อยที่สุดจึงกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเธอสามารถเสี่ยงได้

เด็กทั่วไปการเลือก อาจหมายถึงการเลือกเสื้อผ้าหรือของกินหรือโอกาสที่เข้ามา แต่สำหรับเด็กชายขอบอย่างน้ำฝนและดวงตาไม่มีโอกาสเลือกเช่นนั้น การเลือกของพวกเธอคือการตัดสินใจระหว่างอันตรายสองรูปแบบ เพียงแค่เลือกในสิ่งที่คิดว่าอันตรายน้อยกว่าก็เท่านั้น

.

เธอเล่าวว่าในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน พี่สาวของทั้งสองคนซึ่งต้องดูแลพี่น้อง 9คน รวมทั้งพวกเธอ ไม่สามารถแบกรับภาระได้ จึงได้ตัดสินใจพาทั้งคู่มาฝากทำงานในร้านอาหาร ที่นี่มีทั้งที่นอน มีอาหารให้กิน และมีงานให้ทำ ค่าแรงวันละ 100 บาท

ชีวิตประจำวันเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงค่ำ พวกเธอช่วยเตรียมวัตถุดิบ เสิร์ฟอาหาร เก็บโต๊ะ และล้างจาน งานที่ทำซ้ำไปซ้ำมาในแต่ละวัน ค่อยๆ แทนที่ช่วงวัยลั้ลล้าและกลายเป็นการเรียนรู้ เติบโตตามธรรมชาติ

.

สถานการณ์ของเด็กและเยาวชนที่หลบหนีข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านมาฝั่งไทยนับวันรุนแรงขึ้น ซึ่งมีทั้งความจำเป็นบังคับเนื่องจากความไม่สงบในพื้นที่ ขณะที่บางส่วนถูกชักจูงจาก “กลุ่มผู้หาประโยชน์”ในประเทศไทย

ตลอดแนวชายแดนภาคเหนือและภาคตะวันตกมีเด็กและเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง เคลื่อนย้ายเข้มมาแสดงหาความปลอดภัยและชีวิตที่ดีกว่า

พวกเขาพูดภาษาไทยไม่ค่อยชัดหรือพูดไม่ได้เลย หลายคนไม่มีสถานะ หรือคนถือบัตรหัว0 หรืออยู่ในสภาพไร้สัญชาติ

การผู้ปกครองไม่ให้น้ำฝนและดวงตากลับไปยังพื้นที่ประเทศต้นทางในช่วงปิดเทอม ไม่ใช่เพราะความไม่ผูกพัน แต่เป็นเพราะความกลัวต่อความไม่ปลอดภัย เด็กจึงถูกส่งมาอยู่กับร้านอาหาร เพื่อรอให้โรงเรียนในประเทศไทยเปิดอีกครั้ง

เรื่องราวเหล่านี้ถูกเล่าด้วยความธรรมดา ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่คุ้นชิน บนความผิดปกติในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน และถูกกลบจนแทบมองไม่เห็น

.

“แม่ค้าที่นี่รับเลี้ยงบางคนจนเรียนจบ ตอนนี้อายุจะ 30 ปีแล้วก็มี รวมทั้งตัวแม่ก็รับเลี้ยงด้วย”เด็กหญิงเล่าถึงสถานการณ์รอบตัวซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงสังคมของคนเล็กๆบริเวณชายขอบของปะเทศ สะท้อนความเอื้ออาทรกัน

ในอีกมุมหนึ่ง ปรากฏการณ์เดียวกันนี้กลับสะท้อนถึงการมีปัญหาของโครงสร้างรัฐที่ไม่สามารถจัดการกับสถานะของเด็กข้ามแดนได้อย่างเป็นระบบ ชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับโชคชะตา

.

แม้ประเทศไทยจะป่าวประกาศว่า เด็กและเยาวชนทุกคนมีสิทธิได้เรียนหนังสือเหมือนๆกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะในทางปฏิบัติยังมีปัญหาอีกมากโดยเฉพาะทัศนคติของคนในสังคมไทย

.

ทุกวันนี้สังคมไทยกลายเป็นสังคมของคนสูงวัย ในแต่ละปีมีประชากรเกิดใหม่น้อยมาก แทนที่เราจะคิดหาทางออกร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว กลับใช้ความเป็น “ชาตินิยม”มาปลุกเร้าให้การแก้ปัญหายากเย็นขึ้น

————

.

On Key

Related Posts