เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ภายหลังจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ รวมทั้งการจำกัดปริมาณการเติม ทำให้คนเล็กคนน้อยต่างได้รับความเดือดร้อนกันในหลากหลายรูปแบบ โดยผู้สื่อข่าวสำนักข่าวชายขอบได้สอบถามไปยังคนชายขอบเหล่านี้เพื่อฟังเสียงสะท้อนจากพวกเขา
นาย พฤ โอโดเชา ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบนดอย อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าในพื้นที่ภูเขาห่างไกล ตนแล ชาวบ้านกำลังเผชิญกับภาวะน้ำมันดีเซลขาดแคลนต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการจำกัดปริมาณการเติมในแต่ละครั้ง ส่งผลให้การเดินทางและการดำรงชีวิตประจำวันเป็นไปด้วยความยากลำบาก
“ตอนนี้น้ำมันไม่พอใช้จริง ๆ ครับ ชาวบ้านต้องลงจากดอยมาต่อคิวกันตั้งแต่เช้า บางคนรอเป็นชั่วโมง ๆ แต่พอถึงคิวก็เติมได้แค่ 400-500 บาท ซึ่งไม่พอสำหรับคนที่อยู่ไกล ๆ อย่างพวกเรา เติมเสร็จขับกลับขึ้นดอย น้ำมันก็แทบหมดแล้ว ต้องวนกลับลงมาเติมใหม่อีก บางครั้งก็ต้องต่อคิวสองถึงสามรอบ”นายพฤ กล่าว
นายพฤกล่าวว่า หมู่บ้านบางแห่งบนดอยอยู่ห่างจากปั๊ม 50-100 กิโลเมตร การจำกัดให้เติมแค่ 500 บาท จึงไม่พอไป-กลับแน่นอน ถ้าไปถึงแล้วน้ำมันหมดก่อนถึงคิว ก็ต้องนอนรออยู่ตรงนั่น รอให้รถน้ำมันมาเติมถึงจะได้กลับบ้าน ซึ่งต้องเสียทั้งเวลาและเสียทั้งค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่นาย สนิท แซ่ซั่ว ชาวไทยเชื้อสายอูรักลาโว้ยแห่งชุมชนราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งมีอาชีพประมง กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้ทำให้ต้นทุนการออกเรือเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนชาวประมงหลายๆคนต้องหยุดพัก โดยเมื่อก่อนเราออกเรือใช้ค่าน้ำมันประมาณวันละ1,500 บาท แต่ตอนนี้ขึ้นไปเกือบ2,500บาท ทั้งที่ระยะทางเท่าเดิม ใช้น้ำมันเท่าเดิม แต่ราคามันเพิ่มขึ้นเร็วมาก แต่รายได้เรากลับเท่าเดิม เพราะราคาปลาขึ้นไม่ได้ ถ้าขึ้นก็ขายไม่ออก หากไม่ขาย ปลาก็เสียอีก
“ตอนนี้เรือหยุดวิ่งเกือบหมดแล้วครับ ในกลุ่มของพวกเรามีเรือประมงอยู่ทั้งหมด 34 ลำ ตอนนี้เห็นมีออกแค่ลำเดียว เพราะคนอื่นสู้ต้นทุนไม่ไหว ออกไปก็มีแต่ขาดทุน หลายคนต้องจอดเรือไว้ก่อน รอให้สถานการณ์ดีขึ้น”ชาวประมงชาวอูรักลาโว้ย กล่าว
ขณะที่นายธีรเนตร ไชยสุวรรณ เกษตรกรสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) กล่าวว่า ช่วงฤดูแล้งนี้เกษตรกรในชุมชนคลองไทรพัฒนา หมู่ 4 จ.สุราษฎร์ธานี จะปลูกพืชอายุสั้นและผักกินใบ เช่น ผักกาด ผักบุ้ง และผักกวางตุ้ง เพื่อสร้างรายได้และเสริมความมั่นคงทางอาหารในชุมชน เกษตรกรต้องใช้เครื่องสูบน้ำหรือปั่นน้ำมารดแปลงผัก รวมถึงการใช้รถไถเล็กเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกรอบใหม่ ซึ่งทั้งหมดต้องใช้น้ำมันเป็นหลักและอุปสรรคในช่วงวิกฤติที่เกิดขึ้นคือเกษตรกรไม่สามารถนำถังน้ำมันไปซื้อหรือแบ่งซื้อน้ำมันจากปั๊มได้เหมือนแต่ก่อน ทำให้ต้องหยุดชะงักลงอีก ทั้งยังมีเรื่องราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น
“ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นรวดเดียวถึง 6 บาท ยิ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลราคาจะยิ่งสูงกว่าในเมืองเนื่องจากบวกค่าขนส่งเพิ่มเข้าไปอีก ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงจนแทบไม่คุ้มทุน เราก็ไม่มีต้นทุนที่จะไปกักตุนน้ำมันไว้ในช่วงราคาที่สูงขึ้น ก็ต้องประสานพรรคพวกที่อยู่ในตัวเมือง ให้เติมน้ำมันแล้วก็เอามาส่งให้ เมื่อเริ่มลงมือปลูกไปแล้ว จะหยุดกลางคันก็ไม่ได้ ก็ต้องกัดฟันสู้ต่อไปอีก” นายธีรเนตร กล่าว
ด้านนางสมัย พันธโคตร เกษตรกรกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย จ.มุกดาหาร กล่าวว่า น้ำมันที่มีราคาแพงและหาซื้อยากกำลังทำให้กระบวนการผลิตและส่งออกหยุดลงในหลายขั้นตอน ตั้งแต่การดูแลแปลงพืชผักไปจนถึงการขนส่งผลผลิตออกขาย
“การทำเกษตรมันต้องใช้น้ำมันแทบทุกขั้นตอนครับ ทั้งตัดหญ้า สูบน้ำ ช่วงนี้ต้องขนหัวมันออกไปขายด้วย แต่น้ำมันทั้งแพง ทั้งหายาก ทำให้ต้องขุดมันขึ้นมาทิ้งไว้ก่อนเหลือแต่รอไปขาย เพราะยังไม่มีน้ำมัน แต่มันสำปะหลังพอขุดขึ้นมาแล้ว ถ้าไม่รีบขนไปขายทันที มันจะเริ่มแห้ง น้ำหนักลด ทำให้ถูกกดราคา บางครั้งรอไปเรื่อย ๆ จนคุณภาพเสียหาย สุดท้ายอาจขายไม่ได้เลย กลายเป็นไม่มีราคา ทั้งที่เราลงทุนไปแล้วทั้งหมด”นางสมัย กล่าว
นางสมัยกล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกษตรกรต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามต้นทุน ตอนนี้อะไร ๆ ก็แพงหมด แต่ราคาผลผลิตเกษตรยังเท่าเดิม
————




