Search

ไร้งบ-เครื่องมือสนับสนุนจากรัฐแต่ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ดอยแม่สลองร่วมใจกันดับไฟป่าจนสำเร็จ-เผยรุนแรงมากเหตุทางการไม่ยอมให้ “ชิงเผา”กลายเป็นสะสมเชื้องเพลิง

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 คณะเจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.)ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ป่าดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เกิดไฟใหม่ป่าอย่างรุนแรง แต่ชาวบ้านหลายชุมชนได้ร่วมกันดับไฟจนสำเร็จ

นายอาเจอะ หม่อปอกู่ ผู้ใหญ่บ้านป่าคาสุขใจซึ่งเป็นคนเชื้อสายอาข่า ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ปัญหาเร่งด่วนที่สุดคือ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเครื่องไม้เครื่องมือ โดยวิกฤตไฟป่าเกิดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งชุมชนต้องเร่งทำแนวกันไฟและออกดับไฟ แต่การสนับสนุนงบประมาณ ยังไม่ลงถึงพื้นที่อย่างเพียงพอและทันท่วงที ทำให้หลายครั้ง ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านบางคนต้องสำรองจ่ายเอง ทั้งค่าน้ำมันรถ ค่าอาหาร และน้ำดื่มสำหรับชาวบ้านที่มาช่วยทำแนวกันไฟและดับไฟ โดยปัญหาคือไม่มีการกระจายงบประมาณลงสู่หมู่บ้านหรือ องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เพื่อให้คนในพื้นที่ที่มีความพร้อมเข้าจัดการได้ทันที เพราะเป็นกลุ่มที่รู้พื้นที่และรู้เส้นทางดีที่สุด

“ไฟป่าที่เกิดขึ้นรุนแรงในปีนี้มาจากการสะสมของใบไม้แห้งซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในป่ามาแล้วมากกว่า 3 ปีตั้งแต่มีกฎหมายห้ามเผา ส่งผลให้ชาวบ้านกลัว ทางที่ดีในการป้องกันไฟป่า รัฐควรอนุญาตให้ชุมชนมีการจัดการเชื้อเพลิงด้วยวิธีชิงเผา สัก 1-2 สัปดาห์ในหน้าแล้ง เพื่อลดปริมาณใบไม้แห้งที่ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสะสมมาหลายปี เพราะการสะสมของเชื้อเพลิงทำให้ไฟลุกลามรุนแรงและดับยาก ไฟจะรุนแรงมากและคุมไม่อยู่ การชิงเผาจะทำได้ต้องมีการบริหารจัดการร่วมกับภาครัฐอย่างเป็นระบบ และต้องการการอนุญาตให้เผาจากทางอำเภอ เพื่อให้ชาวบ้านดำเนินการได้ และ ไม่ผิดกฎหมายรวมถึงช่วยลดความกังวลของชุมชนเมื่อจำเป็นต้องทำงานเชิงป้องกัน” ผู้ใหญ่บ้านป่าคาสุขใจ กล่าว

ผู้ใหญ่บ้านรายนี้ได้ยืนยันว่า ความเชื่อเรื่องการเผาเพื่อให้เห็ดออกนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะเห็ดถอบหรือเห็ดโคนนั้นจะขึ้นเองตามธรรมชาติ หากสภาพแวดล้อมเหมาะสมโดยไม่ต้องเผา และการล่าสัตว์ในปัจจุบันก็ลดน้อยลงมากเนื่องจากข้อกฎหมายและความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

ด้าน นายจะหวะ อากุโร ผู้นำชุมชนบ้านจะบูสีซึ่งเป็นหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ กล่าวว่า ในปีนี้ที่ไฟรุนแรง ชุมชนยังคงต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก เนื่องจากขาดงบประมาณจากภาครัฐ ทั้งที่จำเป็นต้องจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่อย่างต่อเนื่องทุกปี การทำแนวกันไฟและการเผาควบคุม หรือ ชิงเผาเป็นวิธีสำคัญในการลดความรุนแรงของไฟป่า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการสะสมเชื้อเพลิงเป็นเวลานาน หากปล่อยไว้โดยไม่จัดการ เมื่อเกิดไฟขึ้นจะลุกลามรุนแรงและควบคุมได้ยาก

“ชุมชนแทบไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุน ต้องอาศัยแรงงานและอุปกรณ์พื้นฐานของชาวบ้านเอง เช่น จอบ มีด และเครื่องมือเกษตรทั่วไป บางครั้งต้องทำงานต่อเนื่องหลายวัน มีเวลาพักเพียงเล็กน้อย เพราะต้องคิดและเฝ้าระวังเรื่องนี้อยู่ตลอด เมื่อดับเสร็จแล้วนั้นเชื้อไฟอาจยังคงอยู่และกลับมาติดลุกไหม้ได้อีก การอยู่รอดของชุมชนบนดอยนั้น ต้องอาศัยความสามัคคีและการช่วยเหลือกัน เพราะไม่สามารถพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอกได้ตลอดเวลา” ผู้นำชุมชนกล่าว

ขณะที่น.ส.อมรรัตน์ รัตนาชัย (นาซึขะ) อดีตสมาชิกสภาพจังหวัด(สจ.)เชียงรายและชาวบ้านจะบูสี กล่าวว่ารู้สึกกังวลสถานการณ์เมื่อเกิดวิกฤติในปีถัดๆไป เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มออกไปเรียนหรือทำงานในเมืองมากขึ้น ทำให้ขาดคนเฝ้าป่า

“ชุมชนมีกุศโลบายในการฝึกฝนเด็กๆ โดยการพาเข้าป่าไปทำแนวกันไฟตั้งแต่อายุยังตัวน้อย ให้เริ่มจากงานเบาๆ เช่น การกวาดใบไม้ หรือใช้เครื่องเป่าลม เพื่อให้ซึมซับวิถีชีวิตและเรียนรู้วิธีการรักษาป่าก่อนที่จะเติบโตขึ้นมารับช่วงต่อ” นาซึขะ กล่าว