เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 สำนักข่าวคะเรนนี กันตรวดีไทม์ส ได้เผยแพร่รายงาน “สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางทหารในรัฐคะเรนนี กับความหวังและความกังวลของประชาชน” โดยมีเนื้อหาระบุว่า นับตั้งแต่เกิดความตึงเครียดทางทหารหลังปี 2564 เป็นต้นมา กองกำลังฝ่ายปฏิวัติสามารถควบคุมพื้นที่ในรัฐคะเรนนีได้มากราว 80% ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิวัติ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนไป โดยทั้งฝ่ายคือกองทัพพม่าและฝ่ายปฏิวัติมีอำนาจควบคุมพื้นที่ใกล้เคียงกันที่ประมาณฝ่ายละ 50% ขณะที่พื้นที่การสู้รบขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การปะทะยังคงเกิดขึ้น และส่งผลให้ประชาชน รวมถึงผู้พลัดถิ่นเดิม ต้องอพยพซ้ำอีกระลอก
สาเหตุสำคัญมาจากการที่กองทัพพม่าขยายปฏิบัติการเพื่อยึดคืนพื้นที่มากขึ้นนั้น ในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 กองทัพพม่าเข้าควบคุมพื้นที่บางแห่งที่เคยอยู่ในมือฝ่ายปฏิวัติ และทำให้แนวรบขยายกว้างขึ้น กองทัพพม่าได้ยึดคืนเมืองสำคัญ เช่น เมืองผาซอง (Hpasawng) และเมืองโมเบีย (Mobye) รวมถึงสามารถควบคุมเส้นทางหลวงสายหลักที่เชื่อม เมืองลอยก่อ–ดีมอโซ–พรูโซ–บอละเค–ผาซอง ได้อีกครั้ง
เจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลของกองกำลังป้องกันแห่งชาติคะเรนนี (Karenni National Defense Force-KNDF) ระบุว่า “การรุกของกองทัพเริ่มขยายตัวชัดเจนตั้งแต่ปลายปี 2568 จนถึงต้นปี 2569” ในช่วงต้นปี 2569 กองทัพพม่าเปิดแนวรบอย่างน้อย 5 ด้านในรัฐคะเรนนี ได้แก่ พื้นที่ฝั่งตะวันตกของเมืองแผ่โข่ง (Pekon) เมืองโมเบีย พื้นที่ตะวันออกของเมืองลอยก่อ แนวถนนสายหลักลอยก่อ–ดีมอโซ–พรูโซ–บอละเค และพื้นที่ผาซอง–มอชี
เจ้าหน้าที่ KNDF ระบุว่า แต่ละแนวรบใช้กำลังพลราว 500 ถึง 1,000 นาย พร้อมใช้อาวุธทันสมัย รวมถึงเทคโนโลยีโดรนเป็นกำลังหลักในการโจมตี นอกจากนี้ กองทัพพม่ายังเริ่มใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้นในปี 2569 ทั้งด้านกำลังพล อาวุธ และการโจมตีทางอากาศ โดยเน้นยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ขณะที่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่น แม้กองทัพพม่าจะสามารถขยายการควบคุมพื้นที่ได้ โดยเฉพาะแนวถนนสายหลัก แต่ยังไม่สามารถยึดครองทั้งเมืองหรือทั้งเขตได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งนี้กองทัพพม่าประกาศเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ว่าจะเปิดใช้ถนนสายหลักที่เชื่อมเมืองลอยก่อ–ดีมอโซ–พรูโซ–บอละเค–ผาซองอีกครั้ง
สื่อคะเรนนีรายงานสรุปสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ ว่าเมืองผาซอง แม้ก่อนหน้านี้ฝ่ายปฏิวัติคาดว่าจะสามารถยึดเมืองได้ แต่ล่าสุดแหล่งข่าวระบุว่ากองทัพเมียนมาได้กลับมาควบคุมเมืองทั้งหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม เมืองแทบไม่มีประชาชนอาศัยอยู่ เนื่องจากประชาชนอพยพออกไปตั้งแต่การสู้รบเริ่มต้นในปี 2567 และยังไม่มีการกลับเข้าพื้นที่
ก่อนหน้านี้ กองกำลังปฏิวัติหลายกลุ่ม เช่น KNDF, KNPLF, KA และกองกำลังป้องกันประชาชนในพื้นที่ ได้ร่วมกันเปิดปฏิบัติการยึดเมือง ขณะที่กองทัพพม่าเผยแพร่ภาพยืนยันการยึดคืนเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ปัจจุบัน กองทัพพม่ากำลังรุกไปยังพื้นที่เหมืองแร่ในมอชี และสะพานข้ามแม่น้ำสาละวินในผาซองถูกทำลาย แม้ยังไม่สามารถยืนยันฝ่ายที่ทำลายได้แน่ชัด
ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าวว่า “กองทัพพม่าควบคุมตัวเมือง แต่การสู้รบยังเกิดรอบนอก ไม่มีใครกล้ากลับบ้าน เพราะยังมีทุ่นระเบิดและการปะทะต่อเนื่อง”
เมืองโมเบีย กองทัพพม่าสามารถยึดเมืองและถนนสายหลักได้แล้ว และมีการสัญจรตามปกติบางส่วน แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงต้องอพยพหนีการสู้รบ
เมืองลอยก่อ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐคะเรนนี ตัวเมืองอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพพม่า และกิจกรรมในเมืองเริ่มกลับมา แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้ โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากทุ่นระเบิด ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569
เมืองดีมอโซ กองทัพพม่าควบคุมพื้นที่บางส่วนและเส้นทางหลัก ทำให้ประชาชนในบางพื้นที่ไม่สามารถเดินทางได้ และต้องเผชิญความยากลำบากในการดำรงชีวิต มีทหารยิงใส่พลเรือนที่พยายามใช้ถนน ส่งผลให้ประชาชนไม่กล้าเดินทางแม้ในกรณีจำเป็น
เมืองพรูโซ เกิดการปะทะบ่อยครั้ง กองทัพใช้ปืนใหญ่และโดรนโจมตีพื้นที่พลเรือน ทำให้เสบียงอาหารและพืชผลเสียหาย รวมถึงมีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศ
เมืองบอละเค มีการปะทะในพื้นที่รอบนอก และฝ่ายปฏิวัติสามารถยึดอาวุธบางส่วนได้ ขณะที่ตัวเมืองยังมีประชาชนอาศัยอยู่บ้าง แต่เผชิญปัญหาขาดแคลนสินค้า
สื่อคะเรนนีรายงานสรุปความร่วมมือของฝ่ายปฏิวัติ โดยอ้างอิงเจ้าหน้าที่ KNDF ที่ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างกองกำลังปฏิวัติมีความก้าวหน้ามากขึ้น จากเดิมที่ทำงานแยกกัน ปัจจุบันเริ่มมีการจัดการภายใต้โครงสร้างบัญชาการเดียว แม้ยังมีความท้าทายจำนวนมาก การรวมตัวของกองกำลังถือเป็นความหวังสำคัญของประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้ประชาชนก็ได้เรียกร้องให้เกิดความร่วมมือมากขึ้น
ในด้านความหวังและความกังวลของประชาชน กันตรวดีไทมส์รายงานว่าแม้ต้องเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก ประชาชนในรัฐคะเรนนียังคงมีความหวังว่าจะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบในบ้านของตนเอง อย่างไรก็ตาม ความกังวลยังคงมีอยู่ ทั้งความไม่แน่นอนของสถานการณ์ การโจมตีทางอากาศที่อาจเกิดขึ้นอีก และความขาดแคลนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
“รัฐคะเรนนียังคงเป็นพื้นที่ที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชาชนต้องดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวังและความหวาดกลัวแม้อนาคตยังไม่แน่นอน แต่ประชาชนยังคงยึดมั่นในความหวัง และเฝ้ารอวันที่สันติภาพจะกลับคืนมา” สื่อคะเรนนีระบุ



