Search

ในวันที่แสนเหนื่อยแต่ขอสู้ต่อ ครบ 1 ปีปกป้องบ้านเกิดของชาวบ้าน “ชำนิ”

“ฉันย้ำเตือนตนเองและลูกบ้านเสมอว่า แม้การต่อสู้ในวันนี้จะหนักหนาเพียงใด แต่หากยอมแพ้หรือเลือกที่จะนิ่งเฉย อนาคตข้างหน้าจะต้องแบกรับภาระที่หนักหนากว่านี้อีกหลายเท่าตัว”นางณัฐธยาณ์ ศิริวัฒน์ ผู้ใหญ่บ้านประสาทพร ต.ไทยเจริญ อ.ปะคำ จ.บุรีรัม ประกาศความในใจท่ามกลางประชาชนกว่า 300 คนที่มีหัวใจเดียวกัน

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ชาวบ้านกลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปีของการออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิดให้พ้นจากโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งมีแผนสร้างขึ้นที่ ต.หนองปล่อง อ.ชำนิ แต่ชาวบ้านต่างพากันคัดค้านอย่างเข้มแข็ง เพราะเชื่อว่ามีผลกระทบมหาศาลโดยเฉพาะในวิถีชีวิตของชุมชน

“ด้วยความเข้าใจดีว่าลูกบ้านแต่ละคนต่างมีภาระหน้าที่และวิถีชีวิตที่ต้องดูแลรับผิดชอบ แต่อีกมุมหนึ่งยังคงมีความหวังและอยากขอแรงใจแรงกายจากพี่น้องทุกคนให้ออกมาร่วมสู้ด้วยกัน หากโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาตั้งในพื้นที่ได้ สิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือปัญหามลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของทุกคนอย่างยาวนาน ฉันจึงขอความร่วมมือให้ทุกคนช่วยกันสื่อสารและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่เพื่อนบ้าน เพื่อให้ชุมชนปราสาทพรเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการรักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้”นางณัฐธยาณ์ สะท้อนความรู้สึกของผู้นำหมู่บ้านไปถึงชาวบ้านทุกๆคน

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านกลุ่มนี้ได้เคลื่อนไหวคัดการการสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี การยกขบวนไปร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดที่ศาลากลางจังหวัด การเผาพริกเผาเกลือสาปแช่งข้าราชการที่ไม่วางตัวเป็นกลาง โดยพวกวเขาพยายามอธิบายข้อมูลถึงผลกระทบต่างๆให้สาธารณชนได้รับทราบ เช่น ลำห้วยสาธารณะที่จะถูกทำลาย

“ผมและและลูกหลานในหมู่บ้านจำนวนมาก ต่างเคยผ่านการใช้ชีวิตและทำงานในนิคมอุตสาหกรรมกันมาแล้ว ประสบการณ์เหล่านั้นเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้เห็นความจริงว่า ไม่มีพื้นที่อุตสาหกรรมแห่งใดที่จะมีอากาศบริสุทธิ์หรือสภาพแวดล้อมที่ดีเทียมเท่าฐานถิ่นบ้านเกิดของเราได้เลย”นายชัยพร มลิวรรณ ผู้ใหญ่บ้านบ้านโคกปราสาทถ่ายทอดประสบการณ์

“ยอมรับว่า 1 ปีที่ผ่านมานั้น เหนื่อย เพราะเป็นการต่อสู้ที่ต้องทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์ส่วนตัว แต่ความเหนื่อยล้านั้นเทียบไม่ได้เลยกับความกังวลใจ หากโรงงานถูกสร้างขึ้นจริง เพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนนั้นรุนแรงและไม่อาจประเมินค่าได้” ผู้ใหญ่บ้านนักต่อสู้เปิดความในใจ

ขณะที่ครูภณิตา เกื้อกระโทก กล่าวว่า การต่อสู้เพื่อปกป้องผืนดินเกิดมาครบ 1 ปี เปรียบเสมือนการมาเฉลิมฉลองให้กับความเข้มแข็งของพี่น้องทุกคน ยอมรับว่าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมามีความเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา บางครั้งในใจก็มีคำถามเกิดขึ้นว่าเรากำลังต่อสู้ไปเพื่ออะไร แต่พบคำตอบเสมอว่า สิ่งที่ทำนั้นทำเพื่อตัวเองและเพื่ออนาคตของลูกหลาน แม้ความเหนื่อยจะเข้ามาเยือน แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองรู้สึกท้อถอยแต่อย่างใด

“ผู้ที่ยังคงเห็นต่างหรือไม่เข้าใจ เราไม่ควรโกรธเคืองเขาเหล่านั้น เพราะสิ่งที่เขายังไม่เห็นด้วยนั้นอาจเป็นเพราะเขายังไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอ หน้าที่ของเราคือการค่อยๆ อธิบายให้เขาเข้าใจ เหมือนดั่งการใช้วิธีน้ำซึมบ่อทราย ที่ต้องอาศัยความเพียรและความต่อเนื่อง เพื่อที่จะดึงทุกคนเข้ามาเป็นพวกเดียวกัน”

ด้านครูประภาศรี ร่วมชาติ กล่าวว่า บางครั้งก็เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้าและท้อแท้ โดยเฉพาะเมื่อตระหนักว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น มีที่ตั้งอยู่ใกล้กับชุมชนเพียงเอื้อมมือ

“เหตุใดหลายคนจึงยังมองไม่เห็นเค้าลางของปัญหาที่กำลังคืบคลานเข้ามา”ครูประภาศรีตั้งเป็นคำถาม พร้อมกล่าวว่า หากปล่อยให้โรงงานถูกสร้างขึ้นจนสำเร็จเสร็จสิ้น ผลกระทบต่าง ๆ ที่ตามมาจะกลายเป็นเรื่องที่สายเกินแก้ และเราจะไม่สามารถหวนกลับไปแก้ไขความผิดพลาดนั้นได้อีกเลย ความเหนื่อยในวันนี้จึงปนไปด้วยความพยายามที่จะเตือนสติให้ทุกคนตระหนักถึงผลเสียก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินการณ์

นายสมพงษ์ สงกูล กรรมการกลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า ทางโรงงานอาจถูกกลุ่มนายหน้าหลอกล่อด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จว่าสามารถเข้ามาตั้งฐานการผลิตในพื้นที่นี้ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง กระบวนการขอใบอนุญาตก่อสร้างมีเงื่อนไขและกรอบเวลาที่จำกัดเพียง 5 ปีเท่านั้น หากพวกเราทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันคัดค้านจนพ้นกำหนดนี้ โรงงานก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ พลังของพี่น้องในชุมชนจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุด

“มีกระแสข่าวลือที่พยายามทำลายความเชื่อมั่นว่ากลุ่มแกนนำได้รับเงินสินบน ผมขอยืนยันว่าไม่มีการรับเงินใด ๆ ทั้งสิ้น และต่อให้มีการเสนอให้มากเพียงใด พวกเราก็ไม่ขอรับไว้ เพราะไม่มีเม็ดเงินจำนวนไหนจะคุ้มค่าไปกว่าคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนที่ต้องสูญเสียให้กับมลพิษและฝุ่นละออง”

———–