เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นครบรอบ 31 ปีแห่งในการร่วมลงนามในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน ณ จังหวัดเชียงราย และพัฒนาเป็นคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) เพื่อดูแลแม่น้ำโขงในฐานะทรัพยากรสาธารณะของภูมิภาค แม่น้ำโขงเป็นสายเลือดหลักของผู้คนกว่า 69 ล้านคน เป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของโลก และเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของภูมิภาค
เครือข่ายประชาชนไทยเพื่อแม่น้ำโขง (Thai People’s Network for the Mekong) ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์ชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ สมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กลุ่มรักษ์เชียงของ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา สมาคมฮักแม่น้ำโขง กลุ่มฮักเชียงคาน กลุ่มฮักแม่น้ำเลย เครือข่ายสบู่ธรรมชาติเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมเชียงราย บริษัท เดอะ แพสชั่นฟรุต แอนด์ เฟรนด์ สตูดิโอ โกรวโฮมสเตย์แอนด์สเปซ กลุ่มศิลปินและนักจัดการศิลปะ เอเวอร์รี่แวร์ แกลเลอรี ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ ดังต่อไปนี้
1. ให้มีการยกระดับและดำเนินการตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ครอบคลุมทั้งแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองแร่ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนและจุดบรรจบของลำน้ำสำคัญ พร้อมทั้งพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงเพื่อเสริมสร้างการรับรู้และการป้องกันในระดับชุมชน
2 ให้ MRC และรัฐบาลประเทศลุ่มน้ำโขง ยอมรับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่เป็นวาระเร่งด่วนระดับภูมิภาค และเร่งดำเนินการผ่านกลไกความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อควบคุม กำกับ และยุติแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยยึดหลักความรับผิดชอบและความโปร่งใส
3 ให้ทบทวนและยุติแผนการพัฒนาเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักที่ยังไม่ได้ดำเนินการ และหันไปส่งเสริมนโยบายพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืนและเป็นธรรม เพื่อลดผลกระทบสะสมต่อระบบนิเวศและภาระต่อประชาชนในภูมิภาค
“เครือข่ายประชาชนไทยเพื่อแม่น้ำโขงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลประเทศสมาชิก MRC รวมถึงประเทศต้นน้ำ จะตระหนักถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ และร่วมกันปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัย เพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อไปในลุ่มน้ำโขง ดังเจตนารมณ์ของความตกลงแม่น้ำโขง ที่มุ่งตอบสนองความต้องการ ควบคู่กับการรักษาสมดุลและเสริมพลังให้คนรุ่นใหม่”แถลงการณ์ ระบุ
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แม่น้ำโขงได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำสายหลัก ซึ่งมีการก่อสร้างแล้วอย่างน้อย 14 แห่ง และยังมีแผนเพิ่มเติมอีกหลายโครงการ รวมถึงโครงการผันน้ำขนาดใหญ่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดในรูปของการลดลงของทรัพยากรประมง การเปลี่ยนแปลงของระบบตะกอน การกัดเซาะตลิ่ง และการสั่นคลอนวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำ
“ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมาได้ตรวจพบการขยายตัวของกิจกรรมเหมืองแร่ ทั้งแร่แรร์เอิร์ท ทองคำ แมงกานีส และแร่สำคัญอื่น ๆ จำนวนมากในพื้นที่ต้นน้ำและลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง โดยมีทั้งเหมืองที่ได้รับอนุญาตและเหมืองที่อยู่นอกการกำกับดูแล เหมืองเหล่านี้จำนวนมากขาดมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอ ส่งผลให้สารพิษและโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำ ก่อให้เกิดปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม หลักฐานการตรวจวัดในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย รวมถึงแนวแม่น้ำโขงบริเวณชายแดนไทย-ลาว พบค่าการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู เกินมาตรฐานของประเทศไทยและองค์การอนามัยโลก (WHO) ในหลายจุด”แถลงการณ์ระบุ
นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ รองประธานมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ และผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง กล่าวว่ารู้สึกกังวลว่าแผนพัฒนาแม่น้ำโขงยังคงมุ่งแต่การพัฒนาเพื่อเศรษฐกิจ ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เพิกเฉยต่อคุณค่าของระบบนิเวศ หลายปีที่ผ่านมามีรายงานการศึกษามากมายของ MRC ที่ชี้ว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เขื่อน ฯลฯ จะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อลุ่มน้ำโขง จนถึงระดับที่อาจหาทางแก้ไม่ได้ การสร้างเขื่อนต่างๆ บนแม่น้ำโขงทั้งตอนบนและตอนล่าง ข้อท้วงติงของชุมชน ประชาชน ไม่มีการรับฟังไม่นำมาประกอบการพิจารณาของผู้ที่มีอำนาจ เสียงของประชาชนแทบไม่มีความหมาย
“วันนี้แม่น้ำโขงกำลังวิกฤต เราเห็นกับตาแล้วแล้วว่าปลาหายไป ระบบนิเวศเสียหาย ความรุนแรงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะชะลอแผน กลับสร้างโครงการต่างๆ ต่อเนื่อง อ้างว่าเพื่อพลังงานไฟฟ้า ซึ่งถามว่าประเทศไทยเวลานี้เราขาดพลังงานไฟฟ้าหรือไม่ ตอบได้ว่าไม่ขาด ยังมีทางเลือกการจัดการพลังงานอีกที่เป็นมิตรต่อแม่น้ำโขง”นายหาญณรงค์ กล่าว
รองประธานมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ กล่าวว่า ความอุดมสมบูรณ์ที่แม่น้ำหล่อเลี้ยงภูมิภาคนี้นับพันปี กลับพังทลายลง รัฐบาลใหม่ต้องเอาให้ชัดว่าพลังงาน จะไปข้างหน้าอย่างไร ควรหาทางเลือกพลังงานที่ไม่กระทบระบบนิเวศอีกต่อไป สัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ลงนามไปแล้วผูกพันระยะยาวมาก 29-31 ปี เป็นการผูกมัดให้คนไทยใช้ไฟฟ้าแพง และไม่ยุติธรรมต่อคนรุ่นต่อไป
“ประเด็นเร่งด่วนคือการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำ จากการทำเหมืองในต้นน้ำของแม่น้ำโขง ทั้งในพม่าและลาว ได้สร้างผลกระทบที่จะไม่สิ้นสุด รัฐบาลใหม่ต้องทบทวน เหมืองเหล่านี้ปล่อยสารเคมี-สารพิษทั้งหมดไหลลงสู่แม่น้ำโขง รัฐบาลไทย รวมทั้งรัฐบาลประเทศที่เกี่ยวข้อง และ MRC ต้องหยิบมาหารือทันที น้ำและตะกอนพิษที่มีค่าเกินมาตรฐานในน้ำโขง อาจไม่มีเห็นผลในตอนนี้แต่กำลังสะสมในระบบนิเวศ ในปลา ในอาหาร และเราจะเห็นความเสียหายในเวลาเพียงอีกไม่กี่ปี” นายหาญณรงค์กล่าว
