Search

จากคำมั่นสู่ภาคปฏิบัติ ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย กับการคุ้มครองประชาชนในวิกฤตมลพิษภาคเหนือ

ภาณุภัทร จิตเที่ยง

ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (วาระปี พ.ศ. 2568-2570)

ผมเพิ่งเดินทางกลับจากจังหวัดเชียงใหม่เมื่อไม่นานมานี้ และสิ่งที่ได้เผชิญด้วยตนเอง คือ ปัญหาฝุ่นควันและมลพิษที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงระยะเวลาสามวันที่ใช้เวลาอยู่ที่นั่น ผมรู้สึกวิงเวียนศีรษะและมีอาการระคายเคืองตามร่างกาย แม้จะสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น ผมเลยอดนึกไม่ได้ว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และเผชิญสถานการณ์ดังกล่าวจะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตประจำวันมากเพียงใด

สถานการณ์ฝุ่นควัน มลพิษข้ามพรมแดน และสารปนเปื้อนในแม่น้ำ ในพื้นที่ภาคเหนือของไทย กลายเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุข ธรรมาภิบาล และสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน โดยปัญหาเหล่านี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นจากการซ้อนทับกันของหลายปัจจัย ทั้งไฟป่าและการเผาพื้นที่เกษตร หมอกควันข้ามพรมแดน การปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำจากกิจกรรมเหมืองบริเวณต้นน้ำ ตลอดจนบริบททางการเมืองและความมั่นคงที่เปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นการสู้รบในเมียนมาที่ยังไม่ยุติ อำนาจรัฐที่แตกกระจัดกระจายในพื้นที่ชายแดน และการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจเพื่อแย่งชิงแร่หายากและทรัพยากรที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยุคใหม่

ในบริบทเช่นนี้ ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด มีสุขภาพดี และยั่งยืน ซึ่งถือกำเนิดจากความริเริ่มของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.อมรา พงศาพิชญ์ อดีตผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หรือ AICHR และผมก็มาสานต่อการเจรจาจนแล้วเสร็จ ก่อนจะได้รับการรับรองโดยผู้นำอาเซียนในการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนตุลาคม 2568 จึงเป็นเอกสารที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะปฏิญญาฉบับนี้ช่วยวางรากฐานทางหลักการและทิศทางเชิงนโยบายสำหรับการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น ผ่านการรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด มีสุขภาพดี และยั่งยืน ในฐานะสิทธิมนุษยชน 

ปฏิญญาฉบับนี้ยังยืนยันเจตนารมณ์ที่จะป้องกัน ควบคุม ลด บรรเทา และจัดการกับความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชน การเข้าถึงความยุติธรรม และการส่งเสริมความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเชิงเทคนิคในประเด็นสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้ออำนวยต่อการใช้สิทธินี้ด้วย ขณะเดียวกัน ปฏิญญายังเน้นย้ำว่าภาคเอกชนและตัวแสดงที่มิใช่รัฐก็มีหน้าที่ต้องเคารพและส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

ในเชิงสาระ ปฏิญญาสิทธิในสิ่งแวดล้อมช่วยให้รัฐและภาคส่วนต่าง ๆ สามารถกล่าวถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาร่วมของภูมิภาคได้อย่างตรงไปตรงมา โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มากกว่าจะปล่อยให้ความรับผิดชอบในด้านสิ่งแวดล้อมถูกผลักออกไปว่าเป็นเพียงปัญหาข้ามแดน หรือถูกลดทอนให้เหลือเพียงประเด็นเชิงเทคนิค อาทิ การควบคุมไฟป่าและการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น

อย่างไรก็ดี การจะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมอันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต่อชีวิตประชาชนจำเป็นต้องอาศัยการวางรากฐานในระดับประเทศ และสามารถดำเนินการได้ผ่านการพัฒนาแนวทางระดับชาติเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธินี้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะผ่านกรอบการคิดที่ว่า ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมว่าเป็นความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิ สุขภาพ ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ วิถีชีวิต ความมั่นคงของมนุษย์ และที่สำคัญที่สุด คือ แรงงาน และ ทุนมนุษย์ ของประชากรในพื้นชายแดน ประชากรกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่พึงพาอาศัยสิ่งแวดล้อม สำหรับการดำรงชีพ

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทย นำโดยรัฐบาลใหม่จึงควรพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้เพื่อส่งเสริมและคุ้มสิทธิในสิ่งแวดล้อม อันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ระยะยาวต่อการพัฒนาประเทศอีกด้วย

หนึ่ง เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อขับเคลื่อนปฏิญญาอาเซียนฉบับนี้ โดยใช้สถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในภาคเหนืออย่างรุนแรงที่สุด อาทิ ฝุ่นและควันพิษ การเผาป่า ความเสื่อมโทรมของลุ่มน้ำ และมลพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดน เป็นฐานสำหรับการจัดลำดับความสำคัญของแนวทางการแก้ปัญหา พร้อมกำหนดความรับผิดชอบของหน่วยงาน กรอบเวลา และผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ 

สอง ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม เพราะสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด มีสุขภาพดี และยั่งยืน ย่อมไร้ความหมาย หากชุมชนไม่ได้รับข้อมูลอย่างทันท่วงทีเกี่ยวกับคุณภาพอากาศ การปนเปื้อนของน้ำ แหล่งกำเนิดมลพิษ และมาตรการที่รัฐกำลังดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์และปัญหาเหล่านี้ 

สาม จัดการกับปัจจัยภายในประเทศที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังมากขึ้น โดยแนวทางที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานสิทธิต้องให้ความสำคัญกับการวางแนวทางป้องกันด้วย อาทิ การส่งเสริมแนวทางการจัดการที่ดินที่ดีขึ้น การสร้างแรงจูงใจเพื่อลดการเผาพื้นที่ การบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และการสนับสนุนทางเลือกที่ยั่งยืนสำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

สี่ ใช้ปฏิญญาฉบับนี้เป็นฐานสำหรับการติดตามตรวจสอบปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน และผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันในระดับภูมิภาค ข้อกังวลเรื่องมลพิษที่กระทบต่อแม่น้ำในภาคเหนือเป็นกรณีสำคัญที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาแลกเปลี่ยนอย่างจริงจังระหว่างรัฐที่เกี่ยวข้อง ในการนี้ไทยควรใช้กลไกระดับภูมิภาคให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามสถานการณ์ร่วมกัน โดยการประสานงานและการทำงานร่วมกันดังกล่าวต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคโดยรวม 

ห้า ยอมรับว่าการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชายแดนไม่อาจแยกขาดจากความขัดแย้งและภูมิรัฐศาสตร์ได้ ในพื้นที่ที่ยังมีการสู้รบ อำนาจรัฐอ่อนแอ และอาชญากรรมข้ามชาติกับธุรกิจผิดกฎหมายยังฝังรากอยู่ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนำไทย เมียนมา ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมย่อมยิ่งจัดการได้ยากและถูกละเลยได้ง่าย แต่ไม่ว่าสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองจะซับซ้อนเพียงใด การคุ้มครองประชาชนต้องมาก่อน และกรอบคิดดังกล่าวจะช่วยทำให้การดึงตัวแสดงที่มีอิทธิพลและมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับพื้นที่เข้ามาร่วมรับผิดชอบในการแก้ปัญหา

ท้ายที่สุด ปฏิญญาของอาเซียนที่รับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมในฐานะสิทธิมนุษยชนฉบับนี้จะมีความหมายอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อสิทธิดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะชุมชนในภาคเหนือที่ยังต้องเผชิญฝุ่นควัน มลพิษข้ามพรมแดน และความเปราะบางจากปัญหาที่ซ้อนทับกัน หากประชาชน คือ หัวใจของการแก้ไขปัญหา การกำหนดมาตรการเพื่อทำให้อากาศสะอาดและน้ำมีความปลอดภัยควรถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งขับเคลื่อน เพื่อให้ประชาชนเห็นและสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงโดยเร็วที่สุด

———————–