Search

ผู้แทนไทยใน กสม.อาเซียนแนะใช้ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยรับมือมลพิษข้ามแดน-อดีตนายกเล็กแม่สายแฉเหตุแก้ปัญหาฝุ่นพิษไม่ได้-ชี้บริษัททุนยักษ์ใหญ่ทำให้การขับเคลื่อนมาตรการเป็นไปได้ยาก

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ผศ.ดร.ภาณุภัทร จิตเที่ยง ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (วาระปี พ.ศ. 2568-2570) เปิดเผยว่า ตนเพิ่งเดินทางกลับจากจังหวัดเชียงใหม่ สิ่งที่ได้เผชิญด้วยตนเอง คือ ปัญหาฝุ่นควันและมลพิษที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นโดยในช่วงระยะเวลา3 วันที่นั่น รู้สึกวิงเวียนศีรษะและมีอาการระคายเคืองตามร่างกาย ทำให้เป็นห่วงว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญสถานการณ์ดังกล่าวจะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตประจำวันมากเพียงใด

“สถานการณ์ฝุ่นควัน มลพิษข้ามพรมแดน และสารปนเปื้อนในแม่น้ำ ในพื้นที่ภาคเหนือของไทย กลายเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุข ธรรมาภิบาล และสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน โดยปัญหาเหล่านี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งไฟป่าและการเผาพื้นที่เกษตร หมอกควันข้ามพรมแดน การปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำจากกิจกรรมเหมืองบริเวณต้นน้ำ ตลอดจนบริบททางการเมืองและความมั่นคงที่เปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นการสู้รบในเมียนมาที่ยังไม่ยุติ อำนาจรัฐที่แตกกระจัดกระจายในพื้นที่ชายแดน และการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจเพื่อแย่งชิงแร่หายากและทรัพยากรที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยุคใหม่”ผศ.ดร.ภาณุภัทร กล่าว

ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าในบริบทเช่นนี้ ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด มีสุขภาพดี และยั่งยืน ซึ่งตนเข้ามาสานต่อจากความริเริ่มของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.อมรา พงศาพิชญ์ อดีตผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หรือ AICHR (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights) ก่อนจะได้รับการรับรองโดยผู้นำอาเซียนในการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนตุลาคม 2568 จึงเป็นเอกสารที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะปฏิญญาฉบับนี้ช่วยวางรากฐานทางหลักการและทิศทางเชิงนโยบายสำหรับการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น ผ่านการรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด มีสุขภาพดี และยั่งยืน ในฐานะสิทธิมนุษยชน 

ผศ.ดร.ภาณุภัทร กล่าวว่า ปฏิญญาฉบับนี้ยังยืนยันเจตนารมณ์ที่จะป้องกัน ควบคุม ลด บรรเทา และจัดการกับความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชน การเข้าถึงความยุติธรรม และการส่งเสริมความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเชิงเทคนิคในประเด็นสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้ออำนวยต่อการใช้สิทธินี้ด้วย ขณะเดียวกัน ปฏิญญายังเน้นย้ำว่าภาคเอกชนและตัวแสดงที่มิใช่รัฐก็มีหน้าที่ต้องเคารพและส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

ผู้แทนไทยใน AICHR กล่าวว่าด้วยเหตุนี้ ประเทศไทย นำโดยรัฐบาลใหม่จึงควรพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้เพื่อส่งเสริมและคุ้มสิทธิในสิ่งแวดล้อม อันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ระยะยาวต่อการพัฒนาประเทศอีกด้วย คือ1. เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อขับเคลื่อนปฏิญญาอาเซียนฉบับนี้ โดยใช้สถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในภาคเหนืออย่างรุนแรงที่สุด อาทิ ฝุ่นและควันพิษ การเผาป่า ความเสื่อมโทรมของลุ่มน้ำ และมลพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดน 

2. ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม 3.จัดการกับปัจจัยภายในประเทศที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังมากขึ้น 4.ใช้ปฏิญญาฉบับนี้เป็นฐานสำหรับการติดตามตรวจสอบปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน และผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันในระดับภูมิภาค 

5.ยอมรับว่าการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชายแดนไม่อาจแยกขาดจากความขัดแย้งและภูมิรัฐศาสตร์ได้ ในพื้นที่ที่ยังมีการสู้รบ อำนาจรัฐอ่อนแอ และอาชญากรรมข้ามชาติกับธุรกิจผิดกฎหมายยังฝังรากอยู่ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมย่อมยิ่งจัดการได้ยากและถูกละเลยได้ง่าย 

(อ่านรายละเอียดใน https://transbordernews.in.th/home/?p=45646 )

ด้านนายชัยยนต์ ศรีสมุทร อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่นพิษซึ่ง อ.แม่สายมีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงลิ่วติดอันดับต้นของประเทศว่า ปีนี้เข้าสู่เอลนีโญ ต่อเนื่องหลายปี ทำให้ฝนมาน้อย และประเทศไทยก็เหมือนต้อ เอาชนะ PM2.5 ด้วยการรอฟ้าฝนเท่านั้น เพราะรัฐบาลทุกยุคทำอะไรไม่ได้มากนัก เนื่องจากต้นตอส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ

“ผมพูดเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2566 แล้วว่า การทางออกนั้นจำเป็นต้องมีการพูดคุยกันทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ 1. ผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่  2. รัฐบาล และ 3.ผู้ได้รับผลประโยชน์ ซึ่งก็คือบริษัทที่ส่งเสริมการปลูกและนำเข้าข้าวโพด แต่ที่ผ่านมาเป็นการคุยกันแค่ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ไม่มีใครหารือกับคนพื้นที่อย่างเป็นระบบเลย ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ออกประกาศให้การนำเข้าข้าวโพดว่าต้องมีใบรับรองจากประเทศต้นกำเนิด คำถามคือไม่มีใครการันตีได้ว่า เขาจะไม่เผา ต่อให้มีการรับรองก็ยังไม่มีหน่วยงานใดรับประกันได้จริงว่ามีการหยุดการเผาในประเทศต้นทาง”อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลแม่สาย กล่าว

นายชัยยนต์ กล่าวว่า สาเหตุที่พื้นที่ อ.แม่สายเผชิญฝุ่นหนักกว่าพื้นที่อื่นเพราะว่า อำเภอแม่สายมีลักษณะคล้ายดอยจระเข้กั้นกลางระหว่างพม่าและลาว แต่ อ.แม่สายเป็นแอ่งกระทะ อากาศไม่ถ่ายเท ขณะเดียวกันฝั่งเมียนมามีการเผามาตั้งแต่ราวเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา และเมื่อผ่านช่วงหนาว กระแสลมตะวันตกเฉียงใต้พัดจากแนวแม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่ ตีกลับ มาที่เชียงราย ทำให้พื้นที่เผชิญผลกระทบสองเด้งแม้ฝั่งไทยจะไม่ได้เผาก็ตาม

“ผมเรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2566 แล้ว ให้มีการประกาศภัยพิบัติแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นให้เหตุผลว่า อาจกระทบต่อการท่องเที่ยว แต่ต่อให้ไม่ประกาศประชาชนในพื้นที่ก็โพสต์รณรงค์ Save แม่สาย พร้อมรายงานค่าฝุ่นระดับ 800-900 ก็แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอยู่แล้ว การไม่ยอมประกาศภัยสักทีนั้น อาจเป็นเรื่องของปัจจัยทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ หากเป็นอย่างนี้ผมว่าเราอยู่ไม่ได้แน่นอน”นายชัยยนต์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอถึงรัฐบาล อดีตนายกเทศมนตรีกล่าวว่า อย่างน้อยอยากเห็น ผู้ประกอบการปรับแผนให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าปีหน้าจะดีขึ้น หากรัฐแก้ปัญหาไม่ได้จริงก็ควรปิดด่านเพื่อไม่ให้มีการนำเข้าข้าวโพดและทำให้เกิดแรงกดดันจนต้องนำมาตรการที่ทำให้ปีหน้าดีขึ้นมาคุยกันอย่างจริงจัง 

“บริษัทใหญ่ที่เกี่ยวข้องมีไม่กี่ราย และเป็นนายทุนของรัฐบาลทุกรัฐบาล ทำให้การขับเคลื่อนมาตรการจริงจังทำได้ยาก” ชัยยนต์ กล่าว

———————–