กิตติธัช สิงห์เสนา
“คนลุ่มน้ำกก”ในจังหวัดเชียงราย กำลังถูกบีบให้มีชีวิตอยู่ท่ามกลางมลพิษสองชั้นที่ทับซ้อนกัน ชั้นแรกคือวิกฤติสารโลหะหนักโดยเฉพาะสารหนูในแม่น้ำกกซึ่งเป็นปัญหาที่ลากยาวมากกว่าหนึ่งปี แทบไม่มีการแก้ไขปัญหาที่เป็นธรรมและจริงจังจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเรื่องยุติต้นตอที่ปล่อยสารโลหะหนัก มาตรการคุ้มครองสุขภาพ หรือการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม
ขณะที่พิษขั้นแรกในน้ำยังไม่ทันคลาย พิษชั้นที่สองก็ถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงคือ “ฝุ่น PM2.5” ที่พุ่งเกินค่ามาตรฐานมากกว่า 10 เท่า พื้นที่ อ.แม่สาย อ.เชียงของและ อ.เมือง เชียงรายกลายเป็นลำดับต้นของค่าฝุ่นพิษที่พุ่งสูงลิ่วของประเทศ และลอยค้างในอากาศอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว
ขณะที่ชีวิตประจำวันของคนจำนวนไม่น้อยยังต้องเดินต่อไปเหมือนไม่มีทางเลือก ผู้คนบางส่วนที่ยังไม่รับรู้ถึงข่าวสารหรือรู้แล้ว แต่ไม่มีทางเลือกอื่น ยังคงใช้น้ำจากแม่น้ำกก อุปโภค บริโภค เพื่อการเกษตรและดำรงชีพในแบบเดิม เพราะหากไม่ใช้น้ำนี้ ก็ไม่รู้จะใช้น้ำจากแหล่งไหน หรือหากต้องหยุดความสัมพันธ์กับแม่น้ำกกทุกอย่างก็ไม่รู้ว่าจะประคองชีวิตไว้อย่างไร
.
สภาพแวดล้อมของชีวิตที่มีน้ำเป็นพิษได้ถูกซ้ำด้วยอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นละอองมรณะ ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่แค่การมองเห็นมันด้วยตาหรือรู้สึกถึงมันได้ในลำคอ แต่มันกำลังสะสมในร่างกายอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง โดยฝากไว้ในเลือด ในปอด หรือในอวัยวะที่ไม่มีใครมองเห็นด้วยสายตาเปล่า
.
ผู้จำนวนมากกำลังเผชิญการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างที่สุด สิทธิที่จะได้หายใจในอากาศบริสุทธิ์ และสิทธิที่จะได้ใช้น้ำที่สะอาด วิกฤตินี้จึงไม่ควรทำพียงแค่เผยตัวเลขค่าฝุ่นหรือผลตรวจโลหะหนักในแม่น้ำให้รับรู้ แต่จึงจำเป็นต้องเร่งจัดการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
.
คำถามที่ควรถูกตั้งจึงไม่ใช่แค่ว่า สถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายไปถึงขั้นไหนแล้ว แต่ต้องขยับไปไกลกว่านั้นว่า เมื่อมลพิษได้ลอยผ่านไปในสายลม และสารพิษได้ไหลผ่านไปในสายน้ำแล้ว สิ่งที่ต้องอยู่ในร่างกายของประชาชนคนลุ่มน้ำจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ และใครจะรับผิดชอบต่อปัญหาด้านสุขภาพที่ตามมา?
.
ขณะที่แม่สุวรรณ ผู้ประกอบการร้านอาหาร-แพเปียกริมน้ำกก ที่ต้องใช้ชีวิตทำงานกลางแจ้งตลอดเวลา ต้องแบกรับภาระทางสุขภาพที่เป็นภูมิแพ้ในช่วงวิกฤติฝุ่นควัน PM 2.5 พร้อมทั้งต้นทุนที่ต้องลงทุนไปไม่น้อยเพื่อทำแพเปียกริมน้ำกกต้อนรับนักท่องเที่ยวหวังทำรายได้ช่วงฤดูร้อนนี้
“ปกติแม่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว และต้องเจอฝุ่นพร้อมทั้งอากาศร้อนอีก ทำให้เหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิม ปกติแม่ใส่แมสนะ แต่ว่าตอนรับลูกค้า แม่จะถอดมันออก เพราะเป็นการให้เกียรติลูกค้า แต่พอถอดออกก็รู้สึกไม่ดีอีก แต่ก็ต้องทนเอา”แม่สุวรรณคิดไปตามประสาหญิงบ้านๆเพราะเชื่อว่าการต้อนร้บลูกค้าควรเปิดหน้าเห็นกัน
.
ขณะที่พิชัย พนาสง่าวงศ์ เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยชำนาญงาน ในหมู่บ้านแคววัวดำ อ.เมือง จ.เชียงราย ชุมชนปกาเกอะญอ ริมแม่น้ำกก ระบุว่า ชาวบ้านยังต้องเผชิญอากาศที่ไม่ปลอดภัย โดยกลายเป็นภาระทางสุขภาพที่ไม่สามารถควบคุมได้
“บ้านแคววัวดำฝุ่นยังหนักมา 1-2 อาทิตย์แล้ว ยังไม่มีแววว่าจะดีขึ้นเลย คนในหมู่บ้านเริ่มเจ็บป่วยกันมากขึ้น อาการที่พบบ่อยคือเป็นหวัด เป็นไข้ คัดจมูก ปวดหัว และรู้สึกไม่สบายตัว ผมแปลกใจมาก ชาวบ้านป่วย ไม่ใช่แค่คนที่ร่างกายอ่อนแอเท่านั้น แต่แม้แต่คนที่แข็งแรงไม่เคยป่วยก็เริ่มมีอาการปวดหัวหรือมีอาการคล้ายหวัดเหมือนกัน” พิชัยตั้งข้อสังเกตซึ่งเชื่อมโยงกับสถานการณ์มลพิษที่กำลังหนักหน่วงทั้งในแม่น้ำกกและทางอากาศ
.
พิชัยยังได้บอกถึงปัญหาแม่น้ำกก ที่ผู้คนส่วนมากยังไม่รับรู้ถึงข่าวสารหรือไม่มีทางเลือกอื่นในการใช้ชีวิต กลายเป็นการสะสมสารพิษในร่างกายทั้งในอากาศและในน้ำ
“ทุกวันนี้ยังมีเด็กและวัยรุ่นจำนวนมากลงเล่นน้ำในแม่น้ำกกเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงบ่าย 2-3 ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศร้อนและผู้คนออกมาทำกิจกรรมริมน้ำมาก บางส่วนไม่ใช่เด็กในหมู่บ้านของผม แต่เป็นเด็กจากชุมชนหรือหมู่บ้านอื่นที่อยู่ติดกับน้ำกก โดยส่วนมากเป็นพื้นที่ ตำบลชมพู ที่ยังมีการลงเล่นน้ำและหาปลากันค่อนข้างมาก ทั้งเด็กและวัยรุ่น รวมถึงผู้ใหญ่บางส่วนที่ยังหาปลา ลากอวน หรือใช้ชีวิตกับลำน้ำเหมือนเดิม”พิชัยรู้สึกเป็นกังวลแต่ก็ไม่รู้ทำอย่างไร
“แม้มีข่าวหรือคำเตือนเรื่องความเสี่ยง บางคนอาจยังไม่รับรู้ หรือบางคนรับรู้แล้วแต่ไม่เชื่อ เพราะการรับรู้ข่าวสารในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน บางทีแม้รับรู้แต่ไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะนี่เป็นวิถีชีวิตที่ทำกันมาตั้งแต่เด็ก เป็นความปกติของชุมชนริมน้ำ ทั้งการเล่นน้ำ การหาปลา และการใช้เวลาว่างในช่วงอากาศร้อน”พิชัยสะท้อนข้อเท็จจริงของชีวิต บางทีเมื่อยังไม่เห็นการเจ็บไข้ได้ป่วยต่อหน้า ทำให้ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ
.
ความเป็นไปในวิกฤตที่ยากลำบากของประชาชน เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อ ชาวบ้านไม่ใช่เป็นผู้เลือกให้แม่น้ำเป็นพิษ และไม่ใช่ผู้เลือกให้ฟ้าเต็มไปด้วยฝุ่น PM2.5 แต่กลับต้องแบกรับความเสี่ยงทางสุขภาพและความสูญเสียในชีวิตประจำวันต่อไป
.
หากต้องอธิบายความหมายของสถานการณ์ที่ผู้คนต้องเผชิญในวันนี้ สามารถยืนยันได้ว่านี่คือ ความล้มเหลวของรัฐ ในการจัดการปัญหา ทั้งความไม่พร้อม ความไร้ความสามารถ และการไม่เหลียวแลประชาชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากร ที่ควรมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงน้ำและอากาศที่ปลอดภัย แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม



