Search

ระเบิดเวลา “สารหนู” ภัยเงียบในแม่น้ำโขง

ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.) ที่ 1 เชียงใหม่ ได้เปิดเผยรายงานการตรวจวัดคุณภาพตะกอนดินครั้งที่ 10 ซึ่งเป็นการเก็บตัวอย่างในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ผลการวิจัยนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับแวดวงสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่พอสมควร

ข้อมูลระบุว่า บริเวณ จุด NK01 ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มีการสะสมของสารหนู (Arsenic) ในตะกอนดินสูงถึง 296 mg/kg ซึ่งหากพิจารณาตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพตะกอนดินในแหล่งน้ำผิวดิน ระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงนั้นจะอยู่ที่เพียง 33 mg/kg เท่านั้น นั่นหมายความว่าพื้นที่บริเวณนี้มีสารพิษปนเปื้อน สูงกว่าเกณฑ์ความปลอดภัยถึง 8.96 เท่า หรือเกือบ 9 เท่าตัว

ความน่ากังวลไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่จุด NK01 เท่านั้น แต่ผลการสำรวจในแม่น้ำโขงอีก 2 จุดหลักยังคงยืนยันถึงความผิดปกติ คือ จุด NK02 ต.เวียง อ.เชียงแสน วัดค่าได้ 73 mg/kg (สูงกว่ามาตรฐานกว่า 2 เท่า) และ จุด NK03 บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน วัดค่าได้ 104 mg/kg (สูงกว่ามาตรฐานกว่า 3 เท่า)

เมื่อวิเคราะห์ย้อนหลังจากการตรวจตะกอนดินทั้ง 7 ครั้งที่ผ่านมา พบว่าค่าสารหนูในแม่น้ำโขงทั้ง 3 จุดนี้ ไม่เคยอยู่ในระดับที่วางใจได้เลย โดยมีแนวโน้มสูงเกินมาตรฐานมาโดยตลอด แต่ความผิดปกติที่ชัดเจนที่สุดเริ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 ช่วงเดือนกันยายน 2568 ถึง มกราคม 2569: ค่าสารหนูที่จุด NK01 (ใกล้ปากแม่น้ำรวก) แกว่งตัวอยู่ในช่วง 37-89 mg/kg แม้จะสูงกว่ามาตรฐานแต่ยังอยู่ในระดับที่คาดการณ์ได้

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตัวเลขพุ่งขึ้นไปที่ 110 mg/kg ก่อนจะเกิดปรากฏการณ์พุ่งสู่ระดับ 296 mg/kg ในเดือนมีนาคม

ขณะเดียวกันที่จุด NK03 (ใกล้ปากแม่น้ำกก) ในเดือนกุมภาพันธ์ยังวัดได้เพียง 30 mg/kg ที่ลดลงจากก่อนหน้านี้ แต่ในเดือนถัดมา กลับพุ่งสูงขึ้นเป็น 104 mg/kg การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงเช่นนี้นักวิทยาศาสตร์ให้ความเห็นว่าเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าไม่ได้เกิดจากกระบวนการชะล้างพังทลายของหน้าดินตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

ความเข้มข้นของสารหนูในระดับเกือบ 300 mg/kg เป็นตัวเลขที่พบได้เฉพาะในพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางอุตสาหกรรมหนักเท่านั้น ภาคประชาชนและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจึงตั้งข้อสังเกตว่านี่คือระดับเดียวกับ “พื้นที่รอบเหมืองแร่ระดับโลก” ซึ่งไม่ใช่สภาพปกติของลุ่มแม่น้ำโขง

การหาแหล่งที่มากของสารหนูปนเปื้อนตะกอนดินสูงขนาดนี้ จากสารเคมีจากแหล่งใด เป็นกิจกรรมการทำเหมืองแร่ทองคำหรือแร่โลหะหนักบริเวณต้นน้ำ หรือจากกิจกรรมอื่นใดในแม่น้ำโขง หรือแม่น้ำสาขาที่ลงแม่น้ำโขง เป็นที่สงสัยของประชาชน

ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าอันตรายของสารหนูในตะกอนดิน คือมีความเป็นไปได้ในการเป็น “ระเบิดเวลา” ในช่วงฤดูแล้งที่น้ำนิ่งและปริมาณน้ำน้อย ตะกอนเหล่านี้จะนอนก้นและสะสมความเข้มข้นเอาไว้ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วง “ต้นฤดูฝน” หรือที่เรียกว่า “ฝนแรก” กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากจะกวนตะกอนที่ปนเปื้อนสารหนูให้ฟุ้งกระจายไปในลำน้ำ

ดังนั้นจุด NK01 ไม่ใช่แค่จุดปนเปื้อน แต่ได้กลายเป็น “แหล่งกำเนิดมลพิษมือสอง” หมายความว่าแม้ต้นน้ำจะหยุดปล่อยสารพิษ แต่ตะกอนดินที่ปากน้ำรวกเอง ก็ ได้กลายเป็นผู้กระจายพิษรายใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว

ผลกระทบที่ตามมาจะเกิดขึ้นที่น่ากังวล คือ จุดปนเปื้อน NK01 อยู่ใกล้กับจุดสูบน้ำดิบของ กปภ.เชียงแสนที่ห่างจากสามเหลี่ยมทองคำเพียง 6 กม. แม้จะมีระบบทำให้ตกตะกอนและบำบัด แต่หากสภาพแม่น้ำโขงในช่วงที่มีค่าความเป็นด่างสูง หรือมีสารอื่นมาจับกับตะกอนดินแทนที่ อาจทำให้สารหนูเปลี่ยนจากรูปแบบที่จับกับตะกอน (Arsenate: As-V) ไปอยู่ในรูป “สารละลาย” (Arsenite: As-III) ซึ่งเป็นพิษสูงกว่า แล้วระบบการผลิตน้ำประปายังคงสามารถแยกโลหะหนักได้เต็มประสิทธิภาพหรือไม่ และการตรวจเพียงเดือนละครั้งจะเพียงพอต่อความปลอดภัยของประชาชนจริงหรือ แล้วประปาชุมชนอีกเล่า หลายแห่งท้ายน้ำที่ยังใช้น้ำดิบจากแม่น้ำโขงมีระบบการกรองโลหะหนักหรือไม่

สัตว์หน้าดิน เช่น กุ้ง หอย ปู และปลาที่หากินตามท้องน้ำ เช่น ปลาแข้ ปลาคัง ฯ รวมถึงพืชน้ำ จะดูดซับสารหนูเข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อ เมื่อคนในพื้นที่จับมาบริโภคก็จะเกิดการสะสมในร่างกาย นำไปสู่โรคมะเร็งและโรคผิวหนังเรื้อรัง ในระยะยาว จะมีการประกาศ “งด” กินปลาในพื้นที่ปนเปื้อนหนักหรือไม่

และพบว่าปัจจุบัน “ภัยจากสารโลหะหนักปนเปื้อน” ยังไม่ถูกระบุในนิยามภัยพิบัติตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ส่งผลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินเพื่อใช้งบเงินทดรองราชการได้

อย่างไรก็ตาม ปภ.เชียงราย ได้เสนอให้ใช้เกณฑ์ค่ามาตรฐานมลพิษในน้ำและดินเป็นตัวกำหนดระดับภัยพิบัติ เช่นเดียวกับกรณีฝุ่น PM 2.5 ผลักดันการยกร่างประกาศ ซึ่งปัจจุบัน อยู่ในระหว่างการดำเนินการหารือกันของส่วนกลางคือ กรมควบคุมมลพิษ กรมอนามัย และ กรม ปภ. ประชุมเพื่อสรุปเกณฑ์มาตรฐานและ “ยกร่างประกาศ” ภัยพิบัติ เพื่อให้ ผวจ.มีอำนาจสั่งการทดรองจ่ายป้องกันและเยียวยาได้ ซึ่งปัจจุบันประชาชนต้องรอเพียงการช่วยเหลือแบบ “สงเคราะห์เบื้องต้น” จากท้องถิ่นที่มีงบประมาณจำกัด ยังไม่เห็นท่าทีภาครัฐจะเร่งดำเนินการแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ความคืบหน้างบประมาณ โครงการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อน ซึ่งเสนอโดย สทนช. ตั้งแต่ปี 2568 แต่ ครม.เพิ่งเห็นชอบแผนงาน 14 โครงการ วงเงิน 188.36 ล้านบาท (ปี 2569–2570) วันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา และยังไม่มีความชัดเจนเรื่องงบประมาณว่าเป็นการใช้จ่ายจากแหล่งใด จากงบกลางหรือไม่อย่างไร ผ่านมากว่า 1 ปี สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป หลายโครงการต้องปรับตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

“ผมมีความกังวลมากในสถานการณ์ตะกอนดินในแม่น้ำโขงที่มีสารหนูสะสมสูงมากในขณะนี้” นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผอ. สคพ. ที่ 1 กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากข้อเสนอ ให้ขยายจุดตรวจถึง อ.เชียงของ อ.เวียงแก่น ในแม่น้ำโขง ผอ. สคพ. ระบุว่ามีความเป็นไปได้และกำลังหารือรายละเอียดการปฏิบัติเพื่อหาความเหมาะสมในการวางจุดตรวจใหม่ให้ตอบโจทย์สถานการณ์ แม้ปัจจุบันจะติดขัดเรื่องงบประมาณจนต้องดึงงบส่วนอื่นมาใช้ แต่การย้ายจุดตรวจยังต้องคำนึงถึงความรู้สึกของชุมชนเดิมด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังพูดคุยกัน แต่ยืนยันว่าสถานการณ์แม่น้ำโขงในขณะนี้น่ากังวลอย่างยิ่งการตรวจพบสารหนูสูงถึง 296 mg/kg ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่มันคือหลักฐานความล้มเหลวของการจัดการมลพิษข้ามพรมแดน เมื่อยังมองไม่เห็นหนทางที่จะยุติปัญหาที่ต้นเหตุ ดังนั้นหากรัฐบาลยังไม่เร่งยกร่างประกาศให้สารปนเปื้อนเป็น “ภัยพิบัติ” ตามกฎหมาย สุขภาพและชีวิตของประชาชนลุ่มน้ำโขงจะยังคงแขวนอยู่บนความเสี่ยงที่ไม่มีใครรับผิดชอบ

การตรวจพบสารหนูสูงถึง 296 mg/kg ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่มันคือหลักฐานความล้มเหลวของการจัดการมลพิษข้ามพรมแดน เมื่อยังมองไม่เห็นหนทางที่จะยุติปัญหาที่ต้นเหตุ ดังนั้นหากรัฐบาลยังไม่เร่งยกร่างประกาศให้สารปนเปื้อนเป็น “ภัยพิบัติ” ตามกฎหมาย สุขภาพและชีวิตของประชาชนลุ่มน้ำโขงจะยังคงแขวนอยู่บนความเสี่ยงที่ไม่มีใครรับผิดชอบ